เวสสันดรชาดก

  โพสเมื่อ 2009-10-06 02:30:32 โดย 30pitchaya

 

๑.กัณฑ์ทศพร
        จำเนียนกาลมา พระนางผุสดีเทพอัปสรสิ้นบุญจะต้องจุติ ท้าวสักกะพระสวามีทรงทราบ จึงพาพระนางไปประทับยังสวนนันทวันในเทวโลก เพื่อความสำราญพระทัย แล้วตรัสบอกว่า บัดนี้
เธอสิ้นบุญจะต้องจุติไปบังเกิดในมนุษย์ ฉันให้พร 10 ประการ เธอจงเลือกเอาตามใจชอบเถิด
        พระนางผุสดีได้ทูลขอพร 10 ประการ ตามความพอใจ ดังนี้
         1. ขอให้หม่อมฉันอยู่ในปราสาทของพระเจ้าสีวีราชแห่งนครสีพี
         2. ขอให้ดิฉันมีจักษุดำดังนัยน์ตาลูกเนื้อ
         3. ขอให้ดิฉันมีคิ้วดำสนิท
         4. ขอให้หม่อมฉันมีนามว่า ผุสดี
         5. ขอให้หม่อมฉันมีโอรสที่ทรงเกียรติยศเหนือกษัตริย์ทั้งหลาย และมีใจบุญ
         6. ในเวลาทรงครรภ์ ขออย่าให้ครรภ์ของหม่อมฉันนูนดังสตรีสามัญ
         7. ขอให้หม่อมฉันมีถันงาม แม้เวลาทรงครรภ์ก็อย่ารู้ดำ และต่อไปก็อย่าให้หย่อนยาน
         8. ขอให้หม่อมฉันมีเกศาดำสนิท
         9. ขอให้หม่อมฉันมีผิวงาม
        10. ขอให้หม่อมฉันทรงอำนาจปลดปล่อยนักโทษได้
       ผู้ใดบูชากัณฑ์ทศพร ผู้นั้นจะได้ทรัพย์สมบัติดังปราถนา ถ้าเป็นสตรจะได้สามีเป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาที่ต้องประสงค์
อีกเช่นเดียวกัน จะได้บุตรหญิงชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย มีรูปกายงดงาม มีความประพฤติดี กิริยาเรียบร้อยทุกประการ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
        การทำบุญจะให้สำเร็จสมประสงค์ ต้องอธิษฐานจิตตั้งเป้าหมายชีวิตที่ตนปรารถนาไว้ ความปรารถนา
ก็จะสำเร็จสมความตั้งใจ ผู้นั้นต้องมีศีลบริบูรณ์ ทำดี รักดี เพิ่มพูนความดี จะไม่มีตกต่ำ  
   
๒.กัณฑ์หิมพานต์
       
         เมื่อพระนางผุสดี เทพอัปสรจุติจากสวรรค์ลงมาเดิกเป็นราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ครั้นเจริญวัย ก็มีสิริรูปงดงามสมตามที่ปรารถนาไว้ เมื่อมีพระชนมายุได้ 16 พรรษา ก็ได้รับอภิเษกเป็นมเหสีของพระเจ้าสัญชัย
สิวิรัฐนคร ครั้นทรงครรภ์ถ้วนกำหนดทศมาศ บังเอญพระนางเสด็จประพาสพระนคร และประสูตรโอรสที่ตรอก
พอค้า ในเวลาประพาสพระนครด้วย พระประยูรยาทจึงถวายนามพระโอรสว่า "เวสสันดร"
         พอพระโอรสประสูตรจากครรภ์ก็ทูลขอเงินจากพระมารดาบริจาคทาน เป็นการอัศจรรย์ ปรากฏแก่ชุมชน
และในวันนั้นนางช้างตระกูลฉัททันต์ เชือกหนึ่ง ได้นำลูกช้างเผือกขาวบริสทธิ์วิเศษมาไว้ในโรงช้างต้น ประชาชน
ก็ชื่นชมพระบารมี ให้ชื่อช้างนั้นว่า "ปัจจัยนาค" ถือเป็นบุพพนิมิตมงคลของมหานครสีพียิ่งนัก
เวสสันดรกุมาร มีน้ำพระทัยมากไปด้วยเมตตากรุณา บริจาคทานเป็นเนืองนิตย์
ครั้นพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระราชบิดาก็มอบราชสมบัติให้ครอบครอง ทั้งตรัสขอ
พระนางมัทรีพระราชธิดาของราชวงศ์มัททราช มาอภิเษกให้เป็นมเหสี และเมื่อพระเวสสันดรได้ครองพระนครสีพี ก็รับสั่งให้สร้างโรงทาน เพื่อบริจาคทานให้แก่ยาจก  เข็ญใจถึง 6 แห่ง ต่อมาพระองค์มีพระโอรส 1 องค์
ประทานนามว่า ชาลีพระธิดา อีก 1 องค์ประทานนามว่ากัณหา
        อนึ่งช้างปัจจัยนาคนั้น ปรากฏว่าเป็นช้างแก้วอุดมด้วยมงคลลักษณะอันเลิศยิ่งนัก ไม่ว่าจะขับขี่ไปประเทศใด
แม้ที่นั่นแห้งแล้งฝนก็จะบันดาลตกลงมา ทำให้ ประชาชนสดชื่นด้วยฝนฉ่ำ น้ำฉ่ำ ข้าวปลาบริบูรณ์ทันที กิตติศัพท์อันนี้ฟ้งขจรไปไกล ว่าพระเวสสันดรเป็นกษัตริย์มีบุญญาธิการเสมอด้วยพระเจ้าจักรพรรดิมหาราช
จึงมีช้างแก้วเช่นนี้เป็พาหนะ
        ต่อมาพระเจ้ากาลิงคะ มหากษัตริย์แห่งกาลิงครัฐ ได้ส่งพราหมณ์ 8 คนเป็นทูตมาขอช้างปัจจัยนาค
โดยอ้างว่าพระนครของพระองค์เกิดข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง แม้จะได้บำเพ็ญพิธีกรรมต่างๆ เพื่อให้ฝนตก
เช่น รักษาอุโบสถศีลเป็นต้นก็แล้ว ฝนหาตกไม่ จึงจำต้องมาขอพึ่งพระบารมี ขอพระราชทานช้างปัจจัยนาค
ไปเพื่อความสวัสดีแก่ชาวนครกาลิงคะ พระเวสสันดรก็พระราชทานให้ตามประสงค์

       ผู้ใดบูชากัณฑ์ทศพร ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา ถ้าเป็นสตรีจะได้สามีเป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์อีกเช่นเดียวกัน จะได้บุตรหญิงชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย
มีรูปกายงดงามมีความประพฤติดี กิริยาเรียบร้อยทุกประการ

ข้อคิดประจำกัณฑ์
1. คนดีเกิดมายังโลกาให้ร่มเย็น
2. หากปราศจากการเสียสละเสียแล้วโลกคงถึงกาลพินาศ
3. การทำดีย่อมมีอุปสรรคมารไม่มีบารมีไม่มา มารยิ่งมีบารมียิ่งแก่กล้า
อุปสรรคปัญหาเป็นที่มาแห่งความสำเร็จ
4. เป้าหมายของการเสียสละ อยู่ที่พระโพธิยญาณมิหวั่นไหวแม้จะไดรับทุกข์
๓.กัณฑ์ทานกัณฑ์

ความย่อ
          เมื่อพระนางผุสดีทรงทราบว่า พระเวสสันดรโอรส ถูกประชาชนกล่าวโทษว่าพระราชทานช้างปัจจัยนาค
เป็นทาน และถูกลงโทษให้เนรเทศจากพระนครสีพีก็ตกพระทัย รีบเสด็จมาพบพระเสสันดรและนางมัทรีปรับทุกข
์กันอยู่ ก็ทรงพระกันแสงโศกาอาดูร แล้วเสด็จเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสัญชัยทูลขอประทานอภัยโทษ ก็ไม่สำเร็จ
ด้วยท้าวเธอตรัสว่า ให้เนรเทศตามกฎขอธรรมศาสตร์ราชประเพณี ครั้นพระนางผุสดีทรงสดับก็จำนน
ก่นแต่โศกร่ำไรรำพันมากมา ตามวิสัยมารดาที่รักบุตร ตลอดสาวสนมกำนันนางและประชาชนที่รักใคร่ พากันอาลัยทั่วหน้า รุ่งขึ้นได้เวลา พระเวสสันดรก็ทรงบริจาคสัตตสดกมหาทาน คือ การให้ครั้งใหญ่
โดยกำหนดไว้สิ่งละ 700 คือ
1. ช้าง 700 เชือก
2. ม้า 700 ตัว
3. โคนม 700 ตัว
4. รถ 700 คัน
5. นารี 700 คน
6. ทาส 700 คน
7. ทาสี 700 คน
8. สรรพวัตถาภรณ์ต่าง ๆ อย่างละ 700
9. ที่สุดแม้สุราบาน ก็ได้ประทานแก่นักเลงสุรา
เสร็จแล้วก็ทรงพานางมัทรี ไปทูลลาพระชนกและพระชนนีเพื่อออกไปบำเพ็ญพรตอยู่เขาวงกต พระเจ้ากรุงสัญชัยขอให้พระนางมัทรี พระชาลี และนางกัณหาอยู่ พระนางมัทรีไม่ยอมให้ลูกอยู่ด้วยเป็นอันถูกเนรเทศด้วยทั้งหมด
รุ่งขึ้นพระเวสสันดร พระนางมัทรีพร้อมด้วยพระโอรสทั้งสองก็เสด็จทรงม้าพระที่นั่งเสด็จออกจากพระนคร บ่ายพระพักตร์เข้าสู่ไพร ก่อนที่จะลับพระนครไป ทรงกันกลับมามองพระนครด้วยความอาลัยแล้วก็เสด็จประเวศยังมิทันที่จะพ้นเขตชานพระนคร ก็ทรงประทานม้าและรถ แก่พราหมณ์ที่วิ่งตามมาทูลขอ แล้วต่างก็ทรงอุ้มพระโอรสดำเนินเข้าไพร โดยตั้งพระทัยไปเขาวงกต
      ผู้บูชากัณฑ์ทานกัณฑ์ จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทอง ทาส ทาสี และสัตว์สองเท้าสี่เท้า ครันตายแล้วจะได้ไปเกิดในฉกามาพจสวรรค์ มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมาย เสวยสุขอยู่ในประสาทแล้วด้วยแก้ว 7 ประการ

ข้อคิดประจำกัณฑ์
1. ความรักของแม่-ความห่วงของเมีย น้ำตาแม่-น้ำใจเมีย
2. โทษทัณฑ์ของการเป็นหม้าย คือ ถูกประณาม หยามหมิ่น อาจถึงจบชีวิตด้วยการก่อกอง ไฟให้รุ่งโรจน์แล้วโดดฆ่าตัวตาย
3. เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม พึงยอมเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว
4. ยามบุญมีเขาก็ยก ยามเมื่อตกเขาก็หยาม ชีวิตมีทั้งชื่นชมและขมขื่น ทำดีจะให้ถูกใจคนทั้ง โลกเป็นไปไม่ได้
๔.กัณฑ์วนปเวสน์

ความย่อ
        พระเวสสันดร พร้อมด้วย พระนางมัทรี และพระโอรสเสด็จดำเนินจากพระนครสีพีด้วยความลำบากตลอดทาง ที่สุดก็ถึงเมืองเจตราชดังประสงค์จึงแวะเข้าประทับพักพระกายอยู่ที่ศาลาหน้านคร ครั้นชาวนครเจตราชได้เห็น
และทราบความจริงก็ตกใจรีบส่งข่าวสารกราบทูลกษัตริย์นครเจตราช ต่อนั้นบรรดากษัตริย์ขัตติยวงศ์ทั้งหมด
ก็พากันเสด็จออกมาเฝ้าเยี่ยมแล้วทูลว่า
เทว ข้าแต่พระร่มเกษตระกูลแก่นกษัตริย์ อันว่าสิ่งสรรพพิบัติบีฑาพระร่มเกล้ายังค่อยครองพาราเป็นบรมสุข สิ่งสรรพทุกข์ย่ำยีทั้งองค์สมเด็จพระชนนีชนกนาถยังค่อยเสวยสุขนิราศโรคันตรายทั้งประชาชนชาวสีพีราช
ทั้งหลาย ไม่เดือดร้อน ยังค่อยเป็นสุขถาวรอยู่ฤๅพระพุทธเจ้าข้า?
ุ ดังเข้ามาสงกากินแหนงในยุบลเหตุ ดังฤๅพระจอมปิ่นปกเกษมาเดินไพร นิราศร้างแรมไร้พระพารา ปราศจากจตุรงค์คณานิกรราชรถ ทั้งม้ามิ่งมงคลคชที่เคยทรง มาดำเนินแต่สี่พระองค์ดูอนาถ ฤๅว่ามีหมู่อรินทร์ราช
มาราวี เสียพระนครสีพีพินาศแล้ว ทูลกระหม่อมแก้วจึงจากพรากพัลขัตติวงศ์มาบุกป่าฝ่าพงพูนเทวศ จนถึงนคเรศ ข้าพระบาทขอพระองค์จงตรัสประภาษให้ทราบเกล้า แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเถิด
พระเสสันดรไดัทรงสดับสาร จึงพระราชบรรหารเฉยเหตุว่าดูกรพระสหายผู้ผ่านนคเรศเจตราช เราขอบพระทัยที่ท่านไต่ถามถึงประยูรญาติราชปิตุรงค์ ซึ่งท้าวเธอก็ทวงสุขสถาพร ทั้งประชาชนชาวสีพีราช
ไม่เดือดร้อนระงับภัย ซึ่งเรานิราศเวียงชัยมาสู่ป่าเพราะว่าเราทรงพระราชศัทธามาเสียสละพระยาเศวตกุญชร
พาหนะพระที่นั่งต้น อันเป็นศรีสวัสดิ์มงคลคู่นคร แก่พราหมณ์ทิชากรชาวกลิงคราษฏร์ชาวพระนครเขามิยอม
อนุญาต ชวนกันกริ้วโกรธ ยกอธิกรณ์โทษทูลพระปิตุเรศ ้าวเธอจึงสั่งให้เนรเทศเราจากพระพาราด้วยเราทำผิด
ขัตติยราชจรรยาอย่างบุราณ
. พระพุทธเจ้าข้า พระองค์เสด็จเดินพนัสกันดารดูลำบาก เป็นกษัตริย์ตกยากมิควรเลย ขอเชิญเสด็จหยุดพักพอเสวยสุทธาโภชน์สิ่งสรรพรสเอมโอชกระยาหาร ให้บรรเทาที่ทุกข์ทรมานลำบากองค์
ว. จึงตรัสว่า สิ่งซึ่งท่านจำนงนำมาพระราชทานให้ แก่เราผู้เข็ญใจอันมาถึงก็ขอบพระทัยที่ท่านยังคำนึงนับว่า
ญาติ พระคุณนั้นยิ่งกว่าพื้นพสุธาอากาศไม่เทียมเท่า แต่สมเด็จพระปิตุเรศเจ้าทรงพระพิโรธขับเราผู้ต้องโทษ
จากพระนคร
แล้วตัวเราจะรีบบทรไปวงกต ท่านช่วยแนะนำแนวตำแหน่งพันสบรรพตให้เราจร
. พระพุทธเจ้าข้าพระองค์อย่าได้อาวรณ์วิตกด้วยความเข็ญโทษเท่านั้นพิเคราะห์เห็นไม่เป็นไร ข้าพระบาท
จะชวนกันไปทูลขอโทษเห็นท้าวเธอจะทรงพระกรุณาโปรดให้คืนครอง จึงจะเชิญเสด็จละอองธุลีพระบาทคืน
พระนครสีพีราชด้วยดิเรก ยศ  มิให้พระองค์อัปยศแก่ชาวเมือง
. จึงตรัสว่า ประชาชนเขาแค้นเคืองทูลให้เนรเทศ เรานิราศนครเรศมาแรมไพร พระบิดาก็มิได้เป็นใหญ่แต่พระองค์ ย่อมประพฤติโดยจำนงชาวสีพีราช ถึงว่าท่านจะไปทูลให้ท้าวเธออนุญาตให้คืนกรุง ชาวเมืองก็จะหมายม่งประทุษจิต ในสมเด็จบรมบพิตรผู้ร่มเกล้า เพราะเหตุด้วยรับเราเข้าคืนนคร
จ. พระพุทธเจ้า เมื่อมิพอพระพระทัยคืนพระพิไชตุดรก็ตามแต่พระอัธยาศัย จะขอเชิญเสด็จขึ้นผ่านพระพารา
เจตราช เป็นจอมมิ่งมงกุฎมาตุลนคร เป็นปิ่นปกประชากรเกษมสุข มิให้ท้าวเธอเสด็จไปทนทุกข์ที่กลาง อันข้าพระบาทจะขอรองบงสุ์บรมกษัตริย์
ว. ครั้นพระองค์ได้ทรงฟ้ง จึงตรัสบัญชาตอบว่า ซึงท่านจะมามอบเมืองเจตราช ให้แก่เราในครั้งนี้ เราก็มิได้มีพระทัย
ยินดีที่จะเสวยสิริสมบัติด้วยชาวเชตุดรเขาแค้นขัดให้เนรเทศ ท่านจะมามอบนคเรศให้ครอบครองพระนครทั้งสองส
ิเป็นราชสัมพันธมิตร ก็จะเกิดกลวิปริตร้าวฉาน จากจารีตบุราณ แต่ปางก่อน จะไม่สมัครสโมสรเสียประเพณี
จะเกิดมหาโกลาหลเดือดร้อนทุกไพร่ฟ้าประชากรทั้งสองฝ่าย ต่างจะมุ่งหมายประทุษกัน ก็จะเกิดมหาพิบัติ
ไภยันต์ไม่มีสุขเหตุด้วยเราผู้เดียวจะมาทำทุกข์ให้ท่านทั้งปวงสมบัติอันใด ในเมืองหลวงเจตราชซึ่งท่านทั้งหลาย
มาอนุญาตยกให้ เราขอคืนถวายไว้เสวยสุข ท่านจงอยู่นฤทุกข์อย่ามีภัยอันตัวเรานี้จะลาไปสู่วงกตจะทรง
ประพฤติพรหมพรตอิสีเพศ เชิญท่านช่วยแนะแนววิถีทุเรศให้เราจรไปยังวงกตสิงขร โน้น เถิดฯ
จ. เมื่อกษัตริย์เจตราชทั้งหลาย ทูลเบี่ยงจะเชิญเสด็จไว้ครั้นแล้วท้าวเธอมิตามพระทัยก็สุดคิด จึงทูลเชิญสมเด็จบรมบพิตร
ให้ประเวศพระนครหวังจะให้เสวยสุข ไสยากรเกษมอาสน์ ต่อเวลาสุริโยภาคจึงค่อยครรไล
ว. ท้าวเธอก็ถ่วมพระองค์ เข็ญใจไร้ศักดิ์มิได้เสด็จเข้าไปสำนักในพระพารา ฯลฯ ที่สุดกษัตริย์เจตราช ก็ให้ตกแต่งศาลา
ที่ประทับปิดบังด้วยม่านแล้วถวายอารักขาให้ดีที่สุดจนสว่างแล้วถวายพระกระยาหารให้เสวย ครั้นเสร็จ

ข้อคิดประจำกัณฑ์
1. ยามเข็ญใจ-ยามจน,ยามเจ็บ,ยามเจ๊ง,ยามจาก,เป็นยามที่ควรจะได้รับความเหลียวแลจากหมู่มิตร
2. ผลดีของมิตร คือไม่ทอดทิ้งในยามเพื่อนทุกข์ ช่วยอุ้มซูยามเพื่อนอ่อนล้าช่วยฉุดดึงยามเพื่อนตกต่ำ ช่วยค้ำยันยาม
เพื่อนสูงขึ้น
3. น้ำใจของคนดี-หากรู้ว่าปกติสุขของคนส่วนมกจะตั้งอยู่ได้ เพราะการเสียสละของตน ก็สมัครโอกาสและโชคลาภ
อันพึงจะได้ ด้วยความแช่มชื่น
๕.กัณฑ์ชูชกความย่อ

             สมัยนั้น ในแคว้นกาลิงคะ มีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อว่า ชูชก อยู่ในบ้าน ทุนวิฐะเป็นนักขอทาน
ที่เชื่ยวชาญเที่ยวขอไปถึงต่างแคว้นก็เก็บทัรพย์ที่เหลือกินเหลือใช้ไว้ได้ถึง 100 กหาปนะ  ชูชกได้นำทรัพย์จำนวนนี้
ไปฝาก พราหมณ์ผัวเมียตระกูลหนึ่งไว้ แล้วเที่ยวขอทานต่อไปอีก ต่อมาพราหมณ์ผัวเมียคู่นั้นได้เอาทรัพย์ของชูชก
ไปใช้สอยเสียหมดครั้นชูชกกลับมาขอทรัพย์คืน ก็ขัดสนจนใจไม่สามารถจะหามาใช้ได้ ต้องยกนางอมิตตดาลูกสาว
ให้ชูชก แทนเงินที่เอาไปใช้ชูชกพานางอมิตตดาไปอยู่บ้านทุนวิฐะ นางอมิตตดาได้ปฏิบัติชูชกในหน้าที่ภรรยาที่ดี
ทุกประการ เมื่อชายในบ้านนั้นเห็นเข้า ก็พากันสรรเสริญ แล้วดุว่าภรรยาของตนที่เกียจคร้าน เอาแต่เที่ยวแต่เล่น สู้นางอมิตตดาเป็นเด็กกว่าก็ไใได้ครั้นหญิงทั้งหลายในบ้านนั้นถูกสามีตำหนิแทนที่จะรู้สึกตัว กลับพากันเคียดแค้น
ชิงชังนางอมิตตดา ชักชวนกันไปด่าว่านางอมิตตดาที่ท่าน้ำอย่างสาดเสียเทเสียหมายจะไห้นางอมิตตดาหนีไปเสีย หรือไม่ก็ควรประพฤติตนเข้าแปบของตน นางอมิตตดาเสียใจ จะเอาแบบชาวบ้านนั้นก็ไม่ชอบเพราะไม่เคยอบรมมา
คับใจ ในที่สุดเทวดาดลใจให้ชูชกไปขอชาลีกัณหา สองกุมารพระโอรสของพระเวสสันดรมาเป็นทาสช่วงใช้ แม้ชูชกจะแก่กว่าที่จะเดินทางเขาวงกตเพื่อขอสองกุมาร แต่เมื่อถูกเมียสาวขู่บังคับเช่นนั้นก็ต้องฝืนไป ในที่สุดชูชก
ก็หอบร่างแก่ไปถึง พระนครสีพี เมืองของพระเวสสันดรเพราะความลุกลี้ลุกลนใคร่จะเดินทางไปให้ถึง
พระเวสสันดร โดยเร็ว ทำให้ชูชกขาดความรอบคอบไม่เหมือนคราวก่อนๆ ที่เดินทางมาขอทาน   เห็นกลุ่มชนที่ใด
เป็นถามถึงที่อยู่ของพระเวสสันดรพร้อมทั้งแนวทางที่จะเดินไปให้ถึงที่หมายด้วย ชาวเมืองสีพีเกลียดหน้า
นักขอทานเป็นทุนอยู่แล้ว ดังนั้นก็พาโลรี่เข้าใส่ชูชกด่าว่าเจ้าเบียดเบียนพระเวสสันดรด้วย ให้ออกไปอยู่วงกต
แล้วเจ้ายังจะมาเอาอะไรอีก พากันถือไม้ค้อนก้อนดินขับไล่ชูชกเข้าป่าไป ฝ่ายชูชกเวลาหนีชาวเมืองสีพีขับไล่
่ไปทางเขาวงกต  ขณะเดินเลาะลัดไปถูกสุนัขของเจตบุตรไล่ล้อม ได้หนีขึ้นไม้ นั่งบนคาคบร้องไห้รำพันถึง
คุณพระเวสสันดรเป็นอย่างมาก ฝ่ายเจตบุตรเจ้าของสุนัขติดตามมา เห็นชูชกอยู่บนต้นไม้ก็แน่ใจว่าชูชกจะมาร้าย
คือคงจะไปทูลขอพระนางมัทรีหรือพระโอรสเป็นแน่ ก็พลันคิดว่าจะต้องฆ่ามันเสีย จึงเดินเข้าไปใกล้พลางน้าว
หน้าไม้ขึ้น พร้อมกับร้องสำทับว่า แน่พราหมณ์ พวกแกเบียดเบียนพระเวสสันดรด้วยพระราชทานเกินไป จนต้อง
ถูกขับไล่จากแคว้นของพระองค์เสด็จไปอยู่เขาวงกต มนุษย์บัดซบอย่างแก ยังจะติดตามมาเบียดเบียนขอพระโอรส
อีก   เหมือนนกยางย่องตามหาปลา ฉะนั้น ข้าจะไม่ไว้ชีวิตแก จะยิงแกให้ตายด้วยหน้าไม้นี้ ชูชกตกใจกลัวตาย
จึงได้อุบายหลอกเจบุตรพร้อมด้วยการขู่ว่าช้าก่อน เจตบุตร ข้าเป็นพราหมณ์เป็นราชทูต ซึ่งใครๆ ไม่ควรจะฆ่า
จงฟังข้าก่อน บุคคลไม่ควรฆ่าราชทูตนี้เป็นประเพณีมาเก่าแก่ ดูก่อนเจตบุตร บัดนี้ชาวเมืองสีพีหายขัดเคืองแล้ว
พระชนกก็ปรารถนาจะพบพระเวสสันดรปิโยรส พระราชชนนี้ก็ชรา นัยน์ตาก็มืดมน
๖.กัณฑ์จุลพน

ความย่อในกัณฑ์นี้
         เจตบุตรพราน นายด่านประตู้ป่า ฟังคารมชูชก หลงเชื้อพอใจ เลื่อมใสนับถือ ยำเกรง ถึงกับเสียสละอาหาร
เลี้ยงดูชูชกเต็มที่แล้ว ก็พาชูชกไปที่ต้นทาง ชี้บอกให้ชูชกกำหนดหมายภูเขา และป่าไม้กับ พรรณาความงาม
นานาพฤกษชาติสร้างความยินดีให้มีกำลังใจหายสะดุ้ง หวาดกลัวภัยในป่า ทั้งบอกระยะทางที่จะไปพบ
อาศรมฤาษีซึ่งเป็นดุจสถานนี ที่พักในการเดินทางตอนนี้ และจะได้รับการปราณีจากอจุดาบสบอกทาง
ให้ต่อไป จนถึงอาศรมของพระเวสสันดร
ผู้บูชากัณฑ์จุลพลแม้จะบังเกิดในปรภพใดๆ จะเป็นผู้สมบรูณ์
ด้วยสมบัติบริวาร จะมีอุทยานอันดารด้วยดอกไม้หอมตลบไป แล้วจะมี
สระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยปทุมชาติ ครั้นตายไปแล้ว ก็ได้เสวยทิพยสมบัติ
ในโลกหน้าสืบไป
 ๙.กัณฑ์มัทรี

เนื้อความของกัณฑ์นี้
         พระนางมัทรีทูลฝากพระโอรสทั้งสอง แต่พระเวสสันดรด้วยหัวใจเป็นห่วง เพราะหวาดกลัวภัยซึ่งเกิดจาก
ฝันร้ายเมื่อคืนนี้ แล้วเดินทางเข้าป่าเก็บผลไม้ตามเคย เวลาเย็นเดินทางกลับ  แม้พยายามจะกลับให้เร็วแต่บังเอิญมา
พบราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง นอนขวางอยู่ ต่อย่ำค่ำสัตว์ทั้งสามซึ่งกล่าวว่า เทพยดาจำแลงกายมาจึงหลีกทางให้ พระนางมัทรีจึงได้เดินทางกลับถึงพระอาศรมก็ต่อค่ำคืนแล้ว   การที่เทพยดาแปลงกายเป็นสัตว์ร้ายมาขวางทาง
ก็เพื่อมิให้ พระนางเดินทางกลับเร็ว   ด้วยเกรงว่าจะติดตามพระโอรสทันแล้วก็เกิดพิพากกับชูชกเรื่องบริจาค
ปุตตทานของพระเวสสันดรก็จะไม่เกิดผลดีดังมุ่งหมาย ครั้นพระนางกลับมาไม่เห็นโอรส แม้จะตามหาก็ไม่พบ
ทรงกันแสง    เข้าไปทูลถามพระเวสสันดร ขั้นต้นพระเวสสันดรทรงเฉยเสีย ครั้นพระนางตัดพ้อ พระเวสสันดร
ใช้อุบายดับความโศกของพระนาง ด้วยการกล่าวโทษทำนองนอกใจ ด้วยกลับมาจากป่าค่ำมืด แม้จะได้ผลตอนแรก
สักหน่อยก็จริง แต่กลับเป็นผลร้ายแปลว่าไม่เป็นผลดี   เมื่อพระนางมัทรีน้อยใจ ออกเที่ยวติดตามจนหมดกำลัง ในที่สุดก็เซซังกลับมาเฝ้า เพื่อทูลถามความจริงกะพระเวสสันดรอีก แต่เพราะหมดแรงจะทรงพระกายเสียแล้ว ก็ทรงล้มสลบต่อพระพักตร์พระเวสสันดร พระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระชายาล้มสลบลงเช่นนั้นก็ตกพระทัย
ลืมพระองค์ว่าเป็นดาบส ตรงเข้าอุ้มพระนางมัทรีวางลงพระเพลาทรงกันแสง บีบนวดพระกายตามประสายาก ครั้นได้สติรู้สึกว่าพระกายของพระนางยังอุ่นอยู่ยังไม่สูญพระชนม์ชีพ จึงลุกไปหยิบเต้าน้ำมาชะโสมลูบลงบน
พระกาย พระนางมัทรีฟื้นพระองค์รู้สึกละอายพระทัยที่นางนอนอยู่บนพระเพลาพระราชสามี ก็ลุกเลื่อนพระกาย
ลงมาถวายบังคม ขอประทานโทษ แล้วทูลถามถึงพระโอรสทั้งสอง   พระเวสสันดรก็ทรงบอกความจริง
และความประสงค์และทรงเล้าโลมพระทัยพระนางมัทรี  ว่าถ้าเราทั้งสองยังไม่สิ้นชีวิตเสียก่อนแล้ว จะต้อง
ประสบลูกทั้งสองเป็นแน่แท้ พระนางมัทรีก็ทรงสร่าง พอใจในการพระราชทานโอรสทั้งสองให้แก่ชูชกไป แล้วทรงอนุโมทนา
         ผู้บูชากัณฑ์มัทรีเกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่งสมบรูณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นผู้มีอายุยืนยาว ทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไปในที่ใดๆ ก็จะมีแต่ความสุขทุกหนแห่ง

ข้อคิดประจำกัณฑ์
        ลูกคือดวงตาดวงใจของพ่อแม่ ลูกดีชื่นใจพ่อแม่ ลูกแย่พ่อแม่ช้ำใจ รักใครเล่าจะเท่าพ่อแม่รัก ห่งใครเล่า
จะเท่าพ่อแม่ห่วง หวงอะไรเล่าจะเท่าพ่อแม่หวง ให้ใครเล่าจะเท่าพ่อแม่ให้เพราะฉะนั้นไซร้พึงเป็นลูกแก้ว
ลูกขวัญ ลูกกตัญญู ที่ชาวโลกก็อนุโมทนาเทวดาที่ชื่นชมพรหมก็สรรเสริฐฯ
๑๐.กัณฑ์สักกบรรณ

ความย่อ
           ท้าวสักกะ อมรินท์ ราชาแห่งเทวโลกชั้นดาวดึงส์ ทรงดำริว่าเมื่อวานนี้พระเวสสันดรพระราชทานโอรส
ทั้งสองพระองค์ แก่ชูชกไป ถ้ามีใครมาขอพระนางมัทรีอีกพระองค์ก็จะพระราชทานให้แล้วพระองค์จะต้องอยู่
พระองค์เดียว ไม่มีใครปฏิบัติบำรุง จะยากลำบากมาก เราควรจะแปลงเพศเป็นพราหมณ์ไปทูลขอพระนางมัทรี
เสียก่อนเมื่อได้รับพระราชทานแล้วก็ฝากไว้ป้องกันมิให้พระองค์พระราชทานแก่ใครอีก หากจะมีผู้มาขอภายหลัง
ทั้งยังเป็งทางช่วยส่งเสริมเพิ่มภริยาทานบารมี ซึ่งพระองค์ยังมิได้ทรงบำเพ็ญ ให้ได้บำเพ็ญเสียให้บริบูรณ์ด้วย
เพื่อบรรลุพระสัมโพธิญาณ ครั้นท้าวสักกะทรงดำริแล้ว ก็เสด็จลงมาโดยเพศพราหมณ์เดินทางเข้าไปเฝ้าพระเวสสันดร
ทูลขอพระนางมัทรี พระเวสสันดรก็พระราชทานให้พร้อมกับรับสั่งว่าพระนางมัทรีนั้น พระองค์รักใคร่ดังดวงเนตร
แต่รักพระสัพพัญญุตญาณยิ่งมากกว่า จึงยินดให้เสมือนแลกเอาสัพพัญญุตญาณไว้ แม้พระนางมัทรีก็ยินดีอนุโมทนา
ในการพระราชทานของพระเวสสันดรเพื่อร่วมทานบารมีให้สำเร็จแก่พระโพธิญาณ เป็นเหตุให้แผ่นดินไหวเป็นอัศจรรย์
ต่อนั้นท้าวสักกะที่จำแลงกายเป็นพราหมณ์ ก็ฝากพระนางมัทรีไว้ยังไม่รับไป ขอให้อยู่ปฏิบัติพระเวสสันดรและตรัว
บอกว่า ตนมิได้เป็นพราหมณ์เข็ญใจ หากท้าวสักกอมรินทร์ขอถวายพร ๘ ประการแก่พระองค์แล้วสำแดงกายให้ปรากฏ
เหาะขึ้นสู้ท้องฟ้า พระเวสสันดรก็ดีพระทัย ทูลขอรับพระพร ๘ ประการโดยทรงเลือกเอาดังนี้
1. ขอให้พระบิดามีพระเมตตาเสด็จออกมารับพระองค์กลับเข้าครองราชสมบัติในพระนครสีพี
2. ขอให้ปลดปล่อยนักโทษจากเรือนจำทั้งมวล
3. ขอให้ได้อนุเคราะห์คนยากคนจนในแว่นแคว้นให้บริบูรณ์ด้วยสรรพโคสมบัติ
4. ขออย่าให้ลุอำนาจสตรี ล่วงภรรยาท่านให้พอใจเฉพาะในชายาของพระองค์เท่านั้น
5. ขอให้เห็นพระโอรสทั้งสอง คือพระชาลีกุมารและนางกัณหามีชนมายุยืน และได้เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสมบัตต่อไป
6. ขอให้แก้ว ๗ ประการ ตกลงในเมืองสีพีขณะเมื่อพระองค์ไปถึงพระนคร
7. ขอให้สมบัติในท้องพระคลังอย่ารู้หมดสิ้น ในเวลาบริจาคแก่ยาจกทั่วเมือง ด้วยน้ำพระทัยไม่ท้อถอยในเวลาบำเพ็ญทาน
8. เมื่อทิวงคตแล้ว ขอให้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อจุติลงมาเป็นมนุษย์ ให้ได้บรรลุพระปรมาภิเษก
สัมโพธิญาณ
ท้าวสักกะเทวราช ก็ตรัสประสิทธิ์ประสาทให้สมมโนรถและตรัสว่าในไม่ช้า พระชนกก็จะเสด็จออกมารับพระองค์คืนเข้า
ไปครองราชย์สมบัติอย่าทรงวิตกอาดูรพระทัย อุตส่าห์บำเพ็ญเนหขัมมบารมีตามทางพุทธางกูรสืบไปเถิด แล้วก็เสด็จกลับเทวโลก

           ผู้บูชากัณฑ์สักกบรรพ จะได้เป็นผู้เจริญด้วยลาภยศตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล
 
ข้อคิดประจำกัณฑ์
        การทำดีแม้ไม่มีคนเห็น ขาดคนชมเชียร์ ก็เป็นความดีอยู่วันยังค่ำ ดุจทองคำ แม้จะอยู่ในตู้โชว์หรือ
ในกำปั่น จะปิดหน้าพระหรือหลังพระ ก็เป็นทองคำอยู่นั้นเองเข้าลักษณะว่า
ความ ( ของ ) ดีดีเด็ดเหมือนเพชรเหมือนทอง
ถึงไร้เจ้าของก็เหมือนตัวยัง
ถึงใส่ตู้อุดถึงขุดหลุมฝัง
ก็มีวันปลั่งอะหลั่งฉังชู
การทำดีแม้ไม่มีคนเห็น แต่เทพยดาอารักษ์เบื้องบน ท่านย่อมรู้
๑๑.กัณฑ์มหาราช

ความย่อ
        เมื่อชูชกได้รับพระราชทานสองกุมาร คือพระชาลีและพระนางกัณหาจากพระเวชสันดรก็พาเดินมาตาม
ทางในป่าใหญ่ค่ำที่ไหนก็ผูกสองกุมารไว้ที่โคนต้นไม้ ตัวแกปีนขึ้นต้นไม้ผูกเปลนอนเพื่อให้พ้นภัยจากสัตว์ร้าย
หากจะพึ่งมีขึ้นในค่ำคืนนั้นๆ ในเวลากลางคืนมีเทพบุตรเทพธิดา ๒ องค์ มีความสงสารสองกุมารมากจึงแปลงร่างกายคล้ายพระเวชสันดรและพระนางมัทรีเดินมาพบกุมารทั้งสอง
แล้วก็จัดเเจงแก้เถาวัลย์ที่ผูกมือออกจัดให้อาบน้ำชำระร่างกาย ให้บริโภคอาหารอัน
เป็นทิพย์ และให้นอนเหนือตักกล่อมให้หลับสนิท ครั้นจวนสว่างก็จัดแจงผูกสองกุมารไว้เช่นเดิมแล้วก็อันตรธานไป
พากันบำรุงสองกุมารโดยวิธีนี้ตลอดทางที่พักแรมในป่าทุกราตี
          ครั้นเวลาเช้า ชูชกลงจากต้นไม้พาสองกุมารเดินทางต่อไป ค่ำลงที่ไหนก็พักแรมโดยวิธีการดังกล่าวข้างต้น
ครั้นถึงทางแยกสองแพร่ง ทางหนึ่งจะไปนครกาลิงคะ ทางหนึ่งจะไปนคร สีพี เทพเจ้าดลใจให้ชูชกหลงทาง
เดินไปทางนครสีพีตลอดเวลา ๑๕ ราตรี ชูชกก็พาสองกุมารถึงนครสีพี
         ในคืนวันสุดท้าย ที่ชูชกพาสองกุมารมาถึงนครสีพีนั้น พระเจ้ากรุงสัญชัยราช ทรงสุบินในเวลาใกล้รุ่งว่า มีบุรุษหนึ่ง นำดอกบัวงามมาถวาย พระองค์ทรงรับไว้ด้วยพระหัตถ์แล้วยกขึ้นทัดพระกรรณ กลิ่นดอกบัวหอม
ตลบชื่นพระนาสา แล้วทรงตื่นบรรทม โปรดให้โหรทำนายความฝันโหรทำนายว่า จะทรงพบญาติที่สนิทในเร็ววันนี้
พระองค์ทรง ปราโมทย์ยินดี ครั้นได้เวลาก็เสด็จออกมาประทับยังหน้าพระลานหลวง ไม่ช้าชูชกก็พาสองกุมาร
มาถึงหน้าพระที่นั่ง เทพเจ้ากำบังมิให้ใครรู้จักทักท้วงห้ามปรามแต่อย่างใด จนพระเจ้ากรุงสัญชัยทอดพระเนตร
เห็นสองกุมาร ก็โปรด ให้อำมาตย์นักการไปนำชูชกและสองกุมารไปเข้าเฝ้า โปรดให้ชูชกเล่าถึงการนำสองกุมาร
แต่เข้าวงกตจนถึงนครสีพี ต่อจากนั้นก็โปรดให้เบิกพระราชทรัพย์มาไถ่พระชาลีและพระกัณหา ตามพิกัด
ค่าที่พระเวชสันดรกำหนดไว้ ซี่งพระชาล ีกราบทูลถวายให้ทรงทราบทุกประการ พระเจ้ากรุงสัญชัยยัง
พระราชทานปราสาทให้ชูชกพักเป็นรางวัล ทั้งสาวสนมกำนัล จัดโภชหารอันปรานีตมาบำรุงบำเรอให้บริบูรณ์
ทุกเวลา แล้วโปรดให้เจ้าพนักงานเชิญ พระชาลีและพระนางกัณหาเข้า ห้องสรงชำระพระองค์ให้หมดจด
ต้องสุคันธรสวารี ตกแต่งพระอินทรีย์ด้วยเครื่องกษัตริย์ คืออาภรณ์ โขมพัสตร์ และสร้อยสุพรรณรัตนสังวาลย์ แล้วอันเชิญเข้าสู่งานพระราชพิธีสมโภชรับขวัญในการจากป่าหิมวันต์เข้าสู่พระนครโดยสวัสดี
ต่อนั้นพระเจ้ากรุงสัญชัย จึงทรงปราศรัยถามพระชาลีถึงทุกข์สุขของพระเวชสันดร พระชาลีก็รำพันความทุกข์
ร้อนของพระบิดาและพระมารดาตั้งต้นแต่การแสวงหาผลไม้และ รากไม้ในป่าอันเป็นความทุกข์ ทรมาณสุด
ประมาณ ก่อให้ เกิดความสงสารแก่พระอัยกาเป็นอย่างหนักเพิ่มพูนความรัก ในพระโอรสด้วยระลึกถึง
ความหลัง จึงตรัสว่า ใช่พระอัยกา จะชิงชังแล้วขับพระพ่อเจ้าก็หาไม่ หากเพราะชาวเมือง มันใส่ไคล้ให้ปู่เชื่อ
ด้วยมารยา ปู่จึงขับพระบิดาและมารดาให้ นิราศไปหิมพานต์ พระชาลีจึงทูลสารวิงวอนพระเจ้ากรุงสัญชัย
ให้ยกแสนยากรครรไลไปรับพระบิดาและพระมารดา กลับคืนยังพระพาราส ี พระอัยการก็ทรงยินดีดังคำ
พระนัดดาจึงตรัสสั่งพลขันธ์ไปเขาวงกต ไปเชิญโอรสทั้งสองกลับ คืนมาครองธานี
           ก็พอดีชูชกนักภิกขาจารกินอาหารเกินขนาด เตโชธาตุไม่ย่อย พยุงชีวิตในที่สุดก็ดับจิตชีวิตตักษัย  
พระเจ้ากรุงสัญชัยจึงให้ประกาศหาทายาทของชูชก มารับมรดกที่ได้รับพระราชทานไว้ เมื่อไม่มีผู้ใดมารับโปรด
ให้นำกลับเข้าเป็นของหลวงตามประเพณี ครั้นใกล้เวลาให้เคลื่อนโยธีทวยทหาร ก็พอดีพระเจ้ากรุงกาลิงคะโปรดให้
้พราหมณ์นำคชสารปัจจัยนาคที่พระเวชสันดรทรงบริจากถวายไปกลับคืนถวายมายังพระนตรสีพี พระเจ้ากรุงสัญชัย
ก็ทรงเปรมปรีดิ์ปราโมทย์ให้นำช้างปัจจัยนาคเข้ากระบวนทัพ เพื่อให้รับพระเวชสันดรยังสิงขรเขาวงกตตามกำหนด
รุ่งอรุณราตรีโปรดให้ชาลีทรงช้างปัจจัยนาคนำกระบวนทัพ เสียงช้างม้าร้องฆ้องแตรกระแสศัพท์ดังสนั่นมี
ครั้นได้ฤกษ ์กษัตริย์ทั้งสี่คือ พระเจ้ากรุงสัญชัย พระนางเจ้าผุสดี พระชาลีและพระนางกัณหา พร้อมด้วยกระบวน
ทัพยาตราจาก พระนครมุ่งหน้ายังสิงขรเขาวงกต ซึ่งเป็นที่ตั้งอาศรมบทแห่งพระราชฤาษีได้ห้าสิบสามราตรี
จึงถึงอาศรมสถาน แห่งพระเวชสันดรและมิ่งเยาวมาลย์มัทรี ซึ่งทรงเพศพระฤาษีสังวรสำรวมใจสมควรแก่วิสัย
ผู้ประพฤติพรมจรรย์นั่นแล
       ผู้บูชากัณฑ์มหาราช จะได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ จะได้เป็นพระราชา   เมื่อจากโลกมนุษย์ไป ก็จะได้เสวยทิพย์สมบัติ
ในฉกามาพจรสวรรค์ มีนางเทพอับสรเป็นนางบริวาร ครั้นบารม แก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติ อันตัดเสียซึ่งชาด ชรา พยาธิ มรณะ
พ้นจากโอฆะทั้งสามมีกาโมฆะ เป็นต้น
๑๒.กัณฑ์ฉกษัตริย์ความย่อ
           เมื่อพระเจ้ากรุงสัญชัย ทรงดำเนินทัพไปตามระยะทางไม่เร่งร้อน ทรงอาศัยพระชาลีกุมารมาโดยลำดับ
เป็นเวลา ๑ เดือน กับ ๒๓ วัน ก็ถึงเขาวงกต ใกล้อาสรมพระเวชสันดร แล้วโปรดให้หยุดอยู่ในที่ใกล้สระโบกขรณี
มุจจลินทร์ ให้บ่ายหน้ากลับพระนครสีพี ด้วยสุดที่หมายปลายทางแล้ว เสียงทหารทั้งสี่เหล่า โห่ร้องกึกก้องกัมปนาท
สะเทือนสะท้อนลั่นป่าพระหิมพานต์ พระเวชสันดร ทรงสดับเสียงทวยทหารบรรลือลั่นเช่นนั้นก็ทรงตกพระทัย
คิดไปว่าชะรอยจะเป็นอริราชข้าศึกยกมาตีพระนครสีพีได้แล้วก็รีบเดินทัพมุ่งมาจับพระองค์ไปประหารพระชนม์ชีพ
ตรัสชวนนางมัทรีขึ้นไปแอบดูทหารบนภูเขา แม้อย่างนั้นแล้วก็ทรงแน่ใจว่าเป็นข้าศึกใหญ่อยู่ ถึงกับทรงพระกรรแสง
กับพระนางมัทรีว่า ถึงวาระของพระองค์จะต้องสิ้นพระชนม์ในครั้งนี้แล้ว ไม่มีวิธีหลีกเลี่ยงให้พ้นได้ เพราะเวรกรรม
แต่ปางก่อน ส่วนพระนางมัทรีไม่มีความเห็นร่วมด้วย เห้นไปว่าเป็นกองทัพของพระราชบิดายกมารับกลับพระนคร
จึงมีหน้าตาเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใสทูลพระเวชสันดรว่า กองทัพที่ยกมาหาใช่เป็นอริราชศัตรูมาจับไม่ ชะรอยจะเป็น
ทัพของสมเด็จพระราชบิดายกมารับกลับพระนครเป้นแน่ สมดังกระแสดำริที่ทรงคิดไว้แล้วและสมกับพรที่ท้าวสักก
อมรินทร์ทรงประทานไว้ด้วย เพราะทวยทหารที่ยกมาแต่งเครื่องเป็นมงคล ไม่ใช่ลักษณะออกศึกเลย ขอพระองค์อย่า
ได้กินแหนงแคลงพระทัยเลย พระเวชสันดรทรงกลับได้สติ เพ่งพิจรณาทหารตามคำทูลของพระนางมัทรี ก็ทรง
เห็นสอดคล้องด้วย มีความปิติโสมนัส ชวนพระนางมัทรีเสด็จลงจากภูเขามาประทัพนั่งที่หน้าอาศรมทำ
พระทัยให้มั่นคง มิใช้ความยินดีดาลใจให้ฟูจนลิงโลดออกมาทางกาย วาจาให้เสียภูมิปราชญ์คอยต้อนรับพระราชบิดา
ด้วยพระอาการปกต ก่อนสะเด็จเข้าไปพบพระเวชสันดร พระเจ้ากรุงสัญชัยทรงสั่งกับพระนางเจ้าผุสดีว่า
เราทั้งหมดไม่ควรจะด่วนเข้าไป พบพระเวชสันดรพร้อมกันคราวเดียว ควรจะเข้าไปเป็น ๓ คราว คือคราวแรกพี่เข้าไป คราวที่สองให้ผุสดีไป คราวหลัง ใช้ชาลีกัณหาเข้าไป เมื่อเข้าไปเป็นระยะเช่นนี้
จะช่วยผ่อนความเศร้าโศกให้เบาบางลงได้ ครั้นตรัสแล้วก็เสด็จดำเนินไป ที่พระอาศรมพร้อมด้วยราชบริพาร
ด้วยอาการสงบ เมื่อพระเวชสันดรและพระนางมัทรี ได้ทอดพระเนตรเห็นก็ได้ลุก ออกมาต้อนรับ
ทูลเชิญให้เสด็จเข้าประทับที่พระอาศรมถาวยบังคมแทบพระบาท เบื้องต้นได้ทูลถามถึงทุกข์สุขส่วน
พระองค์  ต่อนั้นก็ถามถึงพระ โอรสทั้งสองก่อนใครหมด แล้วจึงได้ถามถึงพระนางเจ้าผุสดีพระราชมารดา
ไปจึงถามถึง ชาวพระนครสีพี  พระเจ้ากรุงสัญชัยตรัสบอกแล้ว ได้ตรัสถามถึงทุกข์สุขพระเวสสันดร
และพระนางมัทรี ครั้นทรงทราบถึงความยากลำบากยากแค้นที่พระโอรสทั้งสองเล่าถวาย
ก็ทรงพระพันแสงด้วยความสงสาร ต่อนั้นพระนางผุสดีก็เสด็จเข้าไป และต่อไปสองกุมารก็เสด็จเข้าไปยังอาศรม
เมื่อได้พบปะกันแล้วกษัตริย์ทั้งหก พระองค์ได้รับความดีใจและความเสียใจ อย่างรุนแรงได้ทรงกันแสงสุด
จะประมาณตลอดทั้งทวยทหารและ เสวกามาตย์ที่มาประชุมในที่นั้น สามารถทำพนาวันให้บันลือสนั่น
ทั่วหิมวันตประเทศ ท้าวสักกะเทเวศรจึงทรงบันดาล ให้ฝนตกลงมาประพรมให้ชื่นบานพระทัย
ยังกษัตริย์ทั้งหกและมหาชนทั้งหลายใหห้สร่างโศก เพราะอัญญมัญญ วิปโยคดังพรรณามา   
ต่อมามหาอำมาตย์ราชปุโรหิต จึงได้พร้อมกันทูลอัญเชิญให้พระเวสสันดรลาผนวชเสด็จ
ไปครองราชสมบัติในพระนครสีพี ซึ่งทวยราษฎร์ทั้งมวลมีความยินดีพร้อมกัน ถวายให้พระองค์เป็นกษัตริย์
ปกครองราชอาณาจักรสืบไป

        ผู้บูชากัณฑ์ฉกษัตริย์ จะได้เป็นผู้เจริญด้วยพร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกๆ ชาติแล

ข้อคิดประจำกัณฑ์
ผลแห่งความดีที่ทำไว้ สัมฤทธิผล
ความดีที่ทำไว้ ไม่หายสาปสูญ
พระบารมีที่บำเพ็ญครบบริบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศ
ความดีที่ทำด้วยเจตนาเป็นกุศล ผู้คนย่อมมีโอกาสเข้าใจ
๑๓.กัณฑ์นครกัณฑ์

ความย่อ

        เมื่อพระเวสสันดรฤาษีได้สดับคำพระราชดำรัสตรัสเชื้อเชิญให้ลาผนวชออกไปครองราชสมบัติก็รับสั่ง
ทูลพระราชบิด ประวิงการรับอาราธนาไว้พลางก่อนว่า เมื่อกระหม่อมฉันปฏิบัติราชกรณียกิจโดยทศพิธ
ราชธรรมแล้ว ไฉนพระราชบิดาจึงลงโทษเนรเทศจากพระนคร มารับความทุกข์ยากแค้นแสนสาหัสในพงไพร
ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า? พระเจ้ากรุงสัญชัยตรัสสารภาพรับผิด เป็นด้วยพ่อเขลาหลงเชื่อคนยุยงลงโทษลูก
ซึ่งหาความผิดมิได้ ตรัสขอขมาโทษ แลตรัสวอนพระราชโอรส ให้ลาผนวชออกไป รับราชสมบัติ
ต่อนั้นพระเวสสันดรจึงทรงรับเชิญ ทรงลาผนวชพร้อมทั้ง พระนางมัทรี เสด็จเข้ามงคลราชพิธีราชาภิเศก
ในมงคลสถานซึ่งเจ้าพนักงานจัดสร้างขึ้นใน บริเวณอาศรมนั้น ครั้นได้ฤกษ์กำหนดกาลกลับคืนเข้าพระนคร
ก็ทรงเครื่องราชูปโภคแบบพระมหากษัตริย์เสด็จ นิวัตกลับพระนคร พร้อมด้วยพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ
่ด้วยจาตุรงคเสนาพร้อมด้วยสรรพวุธเสด็จขึ้นคชสาร ปัจจัยนาคราชช้างพระที่นั่งท่ามกลางเสนามาตย
์ราชบริพาร เดินทางรอนแรมมาอย่างสบายมิได้เร่งร้อน
เป็นเวลาสองเดือนก็ถึงพระนครสีพีซึ่งได้รับการตกแต่งให้งดงามเป็นอย่างดีด้วยธงชัย และต้นกล้วยต้นอ้อย
สองข้างมรรคาประชาชนพากันต้อนรับเนื่องแน่นโห่ร้องถวายพระพรชัยให้ทรงพระเจริญในราชสมบัติอย่า
รู้โรยรา ทั้งพระนางมัทรีราชชายา และพระชาลีพระนางกัณหาตลอดพระบรมวงศานุวงศ์ทั่วกัน
เมื่อพระเวสสันดรเสด็จขึ้นปราสาทแล้วรับสั่งประกาศให้ชาวเมืองปล่อยสัตว์ที่กักขังไว้หมด ครั้นเวลาราตรีก็
ทรงรับพึงว่า พรุ่งนี้ประชาชีต่างก็จะแตกตื่นกันมาคอยรับพระราชทานแล้วจะได้สิ่งแจกจ่ายให้แก่ประชาชน
ทั้งหลายเหล่านั้น ทันใดนั้นท้าวโกสีย์ทรงทราบความปริวิตกของพระเวสสันดรแล้ว ก็ทรงบันดาลฝนแก้ว
๗ ประการ ให้ตกลงในพระนครสีพีสูงถึงหน้าแข้งเฉพาะในพระราชวังท่วมถึงสะเอวพระเวสสันดร
ก้ทรงประกาศให้ประชาชนมาขนเอาไปตามปรารถนาเหลือนั้นก็ให้ขนเข้าท้องพระคลังหลวง
พระเวสสันดรเถลิงราชสมบัติปกครองพระนครสีพีโดยทศพิธราชธรรม ให้บ้านเมืองเป็นสุขตลอด
พระชนมายุ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ขึ้นไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเทวโลก

 

บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น