มงคลสูตรคำฉันท์

  โพสเมื่อ 2009-10-06 02:28:19 โดย bbkanawut23
 มงคลสูตร  ประการที่ ๒๕ ว่าด้วย มีความกตัญญูสุวรรณสามชาดก     ทุกูลและปาริกาเป็นเพื่อนกันแต่เด็ก ถูกพ่อแม่จับแต่งงาน แม้จะแต่งงานกันแล้ว แต่ก็ยังปฏิบัติเสมือนเพื่อนกันตลอดมายิ่งไปกว่านั้นทั้งสองคนมีความปารถนาตรงกัน คือออกบวช ไม่อยากพัวพันอยู่กับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงพากันเดินทางไปสู่ป่าใหญ่และอธิษฐานออกบวช นุ่งห่มผ้าย้อมเปลือกไม้และไว้มวยผมอย่างดาบส บำเพ็ญธรรมอยู่ ณ ศาลาในป่านั้น ต่อมาวันหนึ่ง พระอินทร์เห็นอันตรายที่จะเกิดแก่ ทุกูลดาบสและปาริกาดาบสินี จึงประทานบุตรมาให้ ต่อมานางปาริกาก็ตั้งครรภ์ ครั้นครบกำหนด ก็คลอดบุตร มีผิวพรรณงดงามราวทองคำบริสุทธิ์ จึงได้ชื่อว่า"สุวรรณสาม" เด็กน้อยมีเพื่อนเล่นเป็นสัตว์ต่างๆ ทุกวันเขาจะไปตักน้ำ ไปหาผลไม้ ช่วยเหลือพ่อแม่เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พ่อแม่ ได้มีเวลาบำเพ็ญธรรมตามที่หวัง วันหนึ่ง ทุกูลดาบสและนางปาริกาออกไปหาผลไม้ เผอิญฝนตกหนักทั้งสองจึงหลบฝนอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้จอมปลวก โดยไม่รู้ว่าที่จอมปลวกนั้นมีงูพิษอาศัยอยู่ น้ำฝนที่ชุ่มเสื้อผ้าของทั้งสองไหลหยดลงไปในรูงู งูตกใจจึงพ่นพิษออกมา พิษงูเข้าตาทั้งสองคนทำให้ดวงตาบอดทันที ทุกูลดาบสและนางปาริกาดาบสินี จึงไม่สามารถกลับไปถึงศาลาที่พักได้ ทั้งสองต้องเสียดวงตา เพราะกรรมในชาติก่อน ฝ่ายสุวรรณสามคอยพ่อแม่อยู่ที่ศาลา ไม่เห็นกลับมาตามเวลา จึงออกตามหา ในที่สุดก็พบพ่อแม่ สุวรรณสามจึงถามว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อพ่อแม่เล่าให้ฟัง สุวรรณสามก็ร้องไห้ แล้วก็หัวเราะ พ่อแม่จึงถามว่าเหตุใดจึงร้องไห้แล้วก็หัวเราะ สุวรรณสาม ตอบว่า "ลูกร้องไห้เพราะเสียใจที่พ่อแม่นัยน์ตาบอด แต่หัวเราะ เพราะลูกดีใจที่ลูกจะได้ ปรนนิบัติดูแล ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ จากนั้น สุวรรณสามก็พาพ่อแม่กลับไปยังศาลาที่พัก จัดหาเชือก มาผูกโยงไว้โดยรอบ สำหรับพ่อแม่จะได้ใช้จับเป็นราวเดินไป ทำอะไรๆ ได้สะดวกในบริเวณศาลานั้น ทุกๆ วันสุวรรณสามจะไปตักน้ำมา สำหรับพ่อแม่ได้ดื่มได้ใช้ และไปหาผลไม้ในป่ามาเป็นอาหารของพ่อแม่และตนเอง เวลาที่สุวรรณสามออกป่าหาผลไม้ บรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะพากันมาแวดล้อมด้วยความไว้วางใจ เพราะสุวรรณ ไม่เคยทำอันตรายสัตว์ สุวรรณสามจึงมีเพื่อนเป็นสัตว์ พ่อแม่ลูกทั้งสามจึงมีแต่ความสุขสงบ อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาแห่งเมืองพาราณสี พระนามว่า "กบิลยักขราช" พระองค์ออกมาล่าสัตว์ มาจนถึงท่าน้ำที่สุวรรณสามมาตักน้ำ พระราชาเห็นรอยเท้าสัตว์ในบริเวณนั้น จึงซุ่มยิงสัตว์ที่ผ่านมา ขณะนั้น สุวรรณสามมาตักน้ำไปใช้ดังเคย โดยมีสัตว์เดินตามมามากมาย พระราชาเห็น ก็แปลกใจว่า สุวรรณสามเป็นมนุษย์ เหตุใดจึงเดินมากับฝูงสัตว์ จะเข้าไปถามก็เกรงว่าสุวรรณสาม จะตกใจหนี พระราชากบิลยักขราชจึงยิงธนูใส่สุวรรณสามเพื่อให้อ่อนกำลัง ลูกธนูถูกสำตัว สุวรรณสามล้มลงแต่ยังไม่สิ้น จึงเอ่ยขึ้นถามว่า "ยิงเราทำไม คนที่ยิงเราเป็นใคร ยิงแล้วจะซ่อนตัวอยู่ทำไม" กบิลยักขราชได้ยินแปลกใจ คิดว่า "หนุ่มน้อยนี้เป็นใครหนอถูกเรายิงล้มลงแล้วยังไม่โกรธเคือง กลับใช้ถ้อยคำอันอ่อนหวาน " คิดดังนั้นแล้ว พระราชาจึงออกจากที่ซุ่มไปอยู่ข้างๆสุวรรณสาม พลางพูดว่า "เราชื่อกบิลยักขราช เป็นพระราชา แห่งเมืองพาราณสี เจ้าเป็นผู้ใด มาทำอะไรในป่านี้" สุวรรณสามตอบไปตามความจริง พระราชาทรงละอายใจที่ที่ทำร้ายสุวรรณสาม แล้วถามว่าเจ้าอยู่กับใครในป่านี้ ออกมาตักน้ำไปให้ใคร" สุวรรณสามตอบพระราชาว่า "ข้าพเจ้าอยู่กับพ่อแม่ตาบอดทั้งสองคน อยู่ในศาลา ในป่านี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่ปรนนิบัติพ่อแม่ เมื่อข้าพเจ้ามาถูกยิงเช่นนี้ พ่อแม่ก็จะไม่มีใครดูแลอีกต่อไป อาหารที่ศาลายังพอสำหรับ 6 วัน แต่ไม่มีน้ำ พ่อแม่ของข้าพเจ้าจะต้องอดน้ำ" สุวรรณสามรำพันแล้วร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ พระราชาทรงได้ยินก็เสียใจที่ได้ทำร้ายสุวรรณสามผู้มีความกตัญญู "ท่านอย่ากังวลไปเลย เราจะดูแลปรนนิบัติพ่อแม่ของท่านให้เหมือน กับที่ท่านได้เคยทำมา จงบอกเราเถิดว่าพ่อแม่ของท่านอยู่ที่ไหน" สุวรรณสามได้ยินพระราชาตรัสให้สัญญาก็ดีใจ กราบทูลว่า "พ่อแม่ของข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่" สุวรรณสามขอให้พระราชาบอกพ่อแม่ของตนว่า ตนฝากกราบไหว้ลาพ่อแม่มากับพระราชา เมื่อสุวรรณสาม ประนมมือกราบลงแล้ว ก็สลบไปด้วยธนูพิษ ลมหายใจหยุด มือเท้าและร่างกายแข็งเกร็งด้วยพิษยา พระราชาเศร้าเสียใจ รำลึกถึงกรรมอันหนักที่ได้ก่อขึ้น แล้วก็ทรงระลึกได้ว่า ทางเดียวที่จะช่วยผ่อนบาปก็คือ ดูแลพ่อแม่สุวรรณสาม เหมือนที่สุวรรณสามได้เคยกระทำมา พระราชากบิลยักขราช จึงนำน้ำที่สุวรรณสามตักไว้ ออกเดินทางไปศาลา ครั้นไปถึง ทุกูลดาบสได้ยินเสียงฝีเท้าพระราชา ก็ร้องถามขึ้นว่า "นั่นใครขึ้นมา ไม่ใช่สุวรรณสามลูกเราแน่ ลูกเราเดินฝีเท้าเบา " พระราชาไม่กล้าบอกว่าพระองค์ยิงสุวรรณสามตายแล้ว จึงบอกว่า "ข้าพเจ้าเป็นพระราชา แห่งเมืองพาราณสี มาเที่ยวยิงเนื้อในป่านี้" ดาบสจึงเชิญ ให้พระราชาเสวยผลไม้ และเล่าว่าบุตรชายชื่อสุวรรณสาม ตอนนี้ออกไปตักน้ำ อีกสักครู่ก็คงจะกลับมา พระราชาจึงตรัสด้วยความเศร้าเสียใจว่า "สุวรรณสาม ไม่กลับมาแล้ว บัดนี้สุวรรณสามถูกธนูของข้าพเจ้าถึงแก่ความตายแล้ว" ดาบสทั้งสองได้ยินดังนั้นก็เสียใจ นางปาริกาดาบสินีนั้นแต่แรกโกรธแค้นที่พระราชายิงสุวรรณสามตาย แต่ทุกูลดาบสได้ปลอบประโลม พระราชาตรัสปลอบว่า "ท่านทั้งสองอย่ากังวลไปเลย ข้าพเจ้าได้สัญญากับสุวรรณสามแล้วว่าจะปรนนิบัติ ท่านทั้งสองให้เหมือนกับที่สุวรรณสามเคยทำมาทุกประการ" ดาบสทั้งสองอ้อนวอนพระราชาให้พาไปที่สุวรรณสาม นอนตายอยู่ เพื่อจะได้สัมผัสลูบคลำลูกเป็นครั้งสุดท้าย พระราชาก็ทรงพาไป ครั้นถึงที่สุวรรณสามนอนอยู่ ปาริกาดาบสินีก็ช้อนเท้าลูกขึ้นวางบนตัก ทุกูลดาบส ก็ช้อนศีรษะสุวรรณสามประคองไว้บนตัก ต่างพากัน รำพันถึงสุวรรณสามด้วยความโศกเศร้า บังเอิญปาริกาดาบสินีลูบคลำบริเวณหน้าอกสุวรรณสาม รู้สึกว่ายังอบอุ่นอยู่ จึงคิดว่าลูกอาจจะเพียงแต่ สลบไป ไม่ถึงตาย นางจึงตั้ง สัตยาธิษฐานว่า "สุวรรณสามลูกเราเป็นผู้ที่ประพฤติดีตลอดมา มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่อย่างยิ่ง เรารักสุวรรณสาม ยิ่งกว่าชีวิตของเราเอง ด้วยสัจจะวาจาของเรานี้ ขอให้พิษ ธนูจงคลายไปเถิด ด้วยบุญกุศลที่สุวรรณสามได้เลี้ยงดู พ่อแม่ตลอดมา ขออานุภาพแห่งบุญจงดลบันดาลให้ สุวรรณสามฟื้นขึ้นมาเถิด" เมื่อนางตั้งสัตยาธิษฐานจบ สุวรรณสามก็พลิกกายไป ข้างหนึ่งแต่ยังนอนอยู่ ทุกูลดาบสจึงตั้งสัตยาธิษฐาน เช่นเดียวกัน สุวรรณสามก็พลิกกายกลับไปอีกข้างหนึ่ง ฝ่ายนางเทพธิดาวสุนธรี ผู้ดูแลรักษาอยู่ ณ บริเวณ เขาคันธมาทน์ ก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า "เราทำหน้าที่ รักษาเขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน เรารักสุวรรณสาม ผู้มีเมตตาจิต และมีความกตัญญูยิ่งกว่าใคร ด้วยสัจจวาจานี้ ขอให้พิษจงจางหายไปเถิด" ทันใดนั้น สุวรรณสามฟื้น หายจากพิษธนู ยิ่งกว่านั้นดวงตาของพ่อและแม่ ของสุวรรณสามก็กลับแลเห็นเหมือนเดิม ด้วยบุญและความกตัญญูของ สุวรรณสาม


กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น