ปฏิทินไทย

  โพสเมื่อ 2010-10-04 00:50:08 โดย doodeejang


ภาพ:Calenda_q2.jpg

         ปฏิทินไทย เป็นปฏิทินชนิดที่ เรียกว่า สุริยจันทรคติแบบ เล็งกลุ่มดาว (Sidereal Lunisolar calendar) หมายถึง ปฏิทินที่นับวันที่ตามพระจันทร์ข้างขึ้น-ข้างแรมหรือ วันเพ็ญ-วันดับ. แต่ก็มีการปรับระยะปีจันทรคติเป็นระยะๆทุกๆ2-3ปีครั้งเพื่อให้กลับมาสอด คล้องปีพระอาทิตย์แบบเล็งกลุ่มดาวราศีด้วย. ผลภายหลังปรับระยะปีแล้วพระจันทร์จึงกลับมาได้วันเพ็ญสอดคล้องกลุ่มดาวฤกษ์อีกครั้ง. (ราศี คือ กลุ่มดาว ที่แบ่งตามการพาดผ่านของ ดวงอาทิตย์ ได้ 12 กลุ่ม; ฤกษ์ คือ กลุ่มดาว ที่แบ่งตามการพาดผ่านของ ดวงจันทร์ ได้ 27 กลุ่ม)e


ความเป็นมาของปฏิทินไทย

         ปฏิทินไทยเป็นปฏิทินดั้งเดิมซึ่งนับวันตามจันทรคติ มีใช้กันมาแต่ครั้งสุโขทัย เป็นอย่างน้อย เรื่อยมาสมัยอยุธยา ธนบุรี เป็นลำดับ ก่อนที่ไทยจะ เปลี่ยนมาใช้ปฏิทินสุริยคติเมื่อปีพ.ศ.2432 อันเป็นปีที่ 22 ในสมัยรัชกาลที่ 5. ถึงแม้ปฏิทินไทยดั้งเดิมจะไม่ได้ใช้กันอย่างเป็นทางการแล้ว แต่คนไทยก็น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับปฏิทินแบบดั้งเดิมไว้บ้างเพราะใช้บอกวันพระและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่และเทศกาลต่างๆตามประเพณีไทยด้วย

         ปฏิทินไทยแบบดั้งเดิมเป็นปฏิทินที่นับวันเดือนปีแบบจันทรคติ ซึ่งอาศัยการโคจรของดวงจันทร์เป็นสำคัญ เมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกครั้งหนึ่งโดยเทียบตำแหน่งดวงอาทิตย์จะถือเป็น 1 เดือน (Synodic month) เรียกว่า 1 มาส (Lunar month) ก็ได้ และเมื่อโคจรรอบโลกครบ 12 มาสก็ถือเป็นเวลา 1 ปีทางจันทรคติ. ระยะเวลา 1 เดือนในปฏิทินไทย จะเริ่มนับจาก วันขึ้น ๑ ค่ำ และไปสิ้นสุดปลายเดือน ณ วันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ. แล้วค่อยกลับมาเป็นวันขึ้น ๑ ค่ำอีกครั้งหนึ่งก็ถือว่าขึ้นเดือนใหม่. เช่นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นวันขึ้น ๑ ค่ำ ถือเป็นวันแรกของเดือน ๔ ทางจันทรคติไทย.
         คนไทยมีระบบที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการกำหนดวิธีนับวันถือ ได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยอย่างหนึ่ง. โดยตามธรรมชาติแล้ว การโคจรรอบโลกของดวงจันทร์จะกินเวลาประมาณ 29.5 วันกับเศษอีกเล็กน้อย. แต่คนไทยได้สร้างระบบกำหนดให้จำนวนวันในแต่ละเดือนเป็นจำนวนวันถ้วนๆ โดยให้มีเดือนละ 29 วัน เรียกว่า เดือนขาด สลับเดือนละ 30 วันเรียกว่า เดือนเต็ม หรือ เดือนถ้วน. ใน 1 ปีเดือนที่มีจำนวนเลขคี่วัน คือ 29 วัน ก็ให้ไปอยู่ในเดือนที่เป็นเลขคี่ด้วย ซึ่งมีอยู่ 6 เดือน ได้แก่ เดือนอ้าย, เดือน ๓, ๕, ๗, ๙ และ ๑๑. ส่วนเดือนที่มีจำนวนเลขคู่วันคือ 30 วัน ให้ไปอยู่เดือนที่เป็นเลขคู่ มีอยู่ 6 เดือน ได้แก่เดือนยี่ เดือน ๔, ๖, ๘, ๑๐ และ ๑๒. ในเดือนคู่ วันสุดท้ายจะเป็นวันแรม ๑๕ ค่ำ. ส่วนในเดือนคี่ วันสุดท้ายจะเป็นวันแรม ๑๔ ค่ำ. วันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำนี้เป็นวันดับ คือวันที่พระจันทร์มืดสนิท ถือเป็นวันพระสิ้นเดือน. ในแต่ละเดือนจะมีวันพระอยู่ ๔ วัน คือนอกจากวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำแล้วยังมีวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันเพ็ญคือพระจันทร์เต็มดวง. ส่วนวันพระอีก 2 วันที่เหลือคือ วันขึ้น ๘ ค่ำ และวันแรม ๘ ค่ำ ซึ่งพระจันทร์สว่างครึ่งดวง.
         ตามธรรมชาติ 1 ปีทางจันทรคติ มี 12 มาสนั้นคิดได้เป็น 354 วันเศษ จะสั้นกว่าปีทางสุริยคติอยู่ปีละ 10 วันเศษเกือบ 11 วัน เมื่อใช้สองระบบคู่กัน ดังนั้นเมื่อผ่านไปราว 2-3 ปี จะพบว่าปฏิทินทางจันทรคติจะสั้นกว่าปฏิทินทางสุริยคติมาก เกินไปคือ ห่างกันเป็นระยะเวลา 1 มาส หรือประมาณ 29.5 วันกับอีกเศษเล็กน้อยขึ้นมา. จึงต้องมีการเพิ่มเดือนอีก 1 มาสพิเศษขึ้น เรียกว่า เดือนอธิกมาส. ปีที่เดือนอธิกมาสตกอยู่ปีนั้นจะมี 13 มาสและเรียกว่า ปีอธิกมาส
         แต่คนไทยได้มีวิธีนับวันที่ชาญฉลาด กล่าวคือ ปีที่มี 12 เดือน เมื่อนับตามปกติ คือเดือนคี่ 29 วันสลับเดือนคู่ 30 วัน ดังนั้นตลอดปีจึงมี 354 วัน ให้เรียกว่า ปีปกติ และเมื่อถึงคราวต้องเพิ่มเดือนอธิกมาสเข้าไปอีก 1 มาส คนไทยมีวิธีให้เพิ่มเดือนด้วยระยะเวลา 30 วันเต็มเสมอ. นอกจากนี้ในการเพิ่มเดือนอธิกมาสอย่างไทยก็ไม่ได้เพิ่มเอา ณ ขณะเกิดอธิกมาสจริงๆ. คนไทยได้พิจารณาถึง 4 เดือนสุดท้ายของทุกๆปี คือ เริ่มนับจากก่อนเดือน ๙ ไปหนึ่งเดือนจนถึงเดือน ๑๒ สุดท้ายปลายปี 4 เดือนนี้จะเป็นช่วงฤดูฝนชุกในปีนั้นๆเสมอไม่ว่าจะเป็นปีอธิกมาสหรือไม่. ช่วงพรรษาเมื่อวางในช่วงดังนี้ก็จะเป็นไปตามประเพณีและพระวินัยแน่นอน. ดังนั้นเพื่อให้คนทั่วไปไม่ต้องมาสับสนว่าเดือนอธิกมาสจริงๆมาเดือนใด จึงสมมติอุปโลกบังคับให้ปีอธิกมาส เสมือนว่ามีการเพิ่มเดือนเข้าหลังเดือน ๘ แบบเดียวเท่านั้นและให้ถือว่าในปีอธิกมาส มีเดือน ๘ สองครั้ง คือ มีเดือน ๘ และเดือน ๘/๘ อีก 30 วัน (บางทีเขียนว่า ๘-๘). ดังนั้นในปีอธิกมาสไทย หรือปีที่มีเดือน ๘/๘ จึงมีทั้งสิ้น 384 วัน เช่นปีพ.ศ. 2545 นี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีเดือน ๘ สองครั้ง คือ เดือน ๘ ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน-วันที่ 9 กรกฎาคม 2545 และเดือน ๘/๘ ระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม-วันที่ 8 สิงหาคม 2545
         ภายหลังจากการเพิ่มเดือนในปีอธิกมาสอีก 30 วันแล้ว เมื่อผ่านไปประมาณทุกๆ 5-6 ปี เศษวันอีกเล็กน้อยที่เหลือจะสะสมขึ้นมาได้เป็น 1 ดิถี ทำให้ในเดือนหนึ่งๆเกิดคลาดเคลื่อนขึ้นจึงต้องมีการปรับเพิ่มวันอีก 1 วันเข้าไปในปีที่มี 12 เดือน. โดยคนไทยก็ให้เพิ่มเอาไว้ปลายเดือน ๗ จากปกติจะมีถึงเพียง วันแรม ๑๔ ค่ำ ก็จะมีถึง วันแรม ๑๕ ค่ำ วันที่เพิ่มเรียกว่าวันอธิกวาร และปีนั้นก็เรียกว่าปีอธิกวาร มีทั้งสิ้น 355 วัน.
         เนื่องจากในปัจจุบัน มีคนไทยจำนวนมากนิยมเรียกหรือเขียนชื่อเดือนเป็นเลข ๑-๑๒ ตามสากล ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนกับการเรียกชื่อเดือนแบบดั้งเดิมของไทย ตารางข้างล่างแสดงให้เห็นว่า เดือนที่ 1-12 แบบสากลไม่สอดคล้องกับ เดือน ๑-๑๒ แบบไทยดั้งเดิม. ในสังคมไทยเราจึงต้องระวังเวลาเรียกชื่อเดือนเป็นตัวเลขเช่น เดือน 5 เดือน 9 เดือน 12 ถ้าเป็นแบบสากลก็จะหมายถึงเดือน พฤษภาคม เดือนกันยายน และเดือนธันวาคม ตามลำดับ แต่ถ้าเป็นเดือนแบบไทยดั้งเดิมก็จะไม่ใช่ช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับคนรุ่นใหม่เมื่อฟังเพลงว่า "ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ ตก�" หรือ "เดือนสิบสองน้ำนองเต็มตลิ่ง�" เขาก็ควรทราบว่าเดือนหกกับเดือนสิบสองในเพลงดังกล่าวเป็นเดือนในปฏิทินไทย ดั้งเดิม ไม่ได้หมายถึงเดือนมิถุนายนหรือธันวาคม แต่เดือน ๖ จะเป็นช่วงเวลาประมาณครึ่งหลังของเมษายนกับครึ่งแรกของพฤษภาคม และเดือนสิบสองหมายถึงระยะเวลาประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงช่วงต้นของเดือน ธันวาคม เป็นต้น

ตัวอย่างตารางแสดงปฏิทินไทยแบบสากลเทียบกับแบบดั้งเดิม

(ปี พ.ศ.2545 / ค.ศ.2002)

เดือน 1 มกราคม (วันที่ 1-31) เดือน ๑ (เดือนอ้าย) ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๔ ค่ำ (16 พย.-14 ธค. 2544)
เดือน 2 กุมภาพันธ์ (วันที่1-28) เดือน ๒ (เดือนยี่) ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๕ ค่ำ (15 ธค. 2544-13 มค. 2545)
เดือน 3 มีนาคม (วันที่ 1-31) เดือน ๓ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๔ ค่ำ (14 มค.-11 กพ. 2545)
เดือน 4 เมษายน (วันที่ 1-30) เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๕ ค่ำ (12 กพ.-13 มีค. 2545)
เดือน 5 พฤษภาคม (วันที่ 1-31) เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๔ ค่ำ (14 มีค.-11 เมย. 2545)
เดือน 6 มิถุนายน (วันที่ 1-30) เดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๕ ค่ำ (12 เมย.-11 พค. 2545)
เดือน 7 กรกฎาคม (วันที่ 1-31) เดือน ๗ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๔ ค่ำ (12 พค.-9 มิย. 2545)
เดือน 8 สิงหาคม (วันที่ 1-31) เดือน ๘ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๕ ค่ำ (10 มิย.-9 กค. 2545)
เดือน 9 กันยายน (วันที่ 1-30) เดือน ๘/๘ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๕ ค่ำ (10 กค.-8 สค. 2545)
เดือน 10 ตุลาคม (วันที่ 1-31) เดือน ๙ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๔ ค่ำ (9 สค.-6 กย. 2545)
เดือน 11 พฤศจิกายน (วันที่ 1-30) เดือน ๑๐ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๕ ค่ำ (7 กย.-6 ตค. 2545)
เดือน 12 ธันวาคม (วันที่ 1-31) เดือน ๑๑ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๔ ค่ำ (7 ตค.-4 พย. 2545)
  เดือน ๑๒ ขึ้น ๑ ค่ำ-แรม ๑๕ ค่ำ (5 พย.-4 ธค. 2545)

การนับวันของปฏิทินไทย

ภาพ:Calenda_q1.jpg

         การกำหนดวันข้างขึ้น ข้างแรม ของปฏิทินไทย นอกจากคำนึงถึงดิถี (รูปร่างความเป็นเสี้ยว) ของดวงจันทร์แล้ว ยังคำนึงถึง รูปแบบที่เข้าใจง่าย จัดทำได้ง่าย เพื่อให้จัดงานได้ตรงกัน ด้วยเหตุนี้ ผู้คำนวณปฏิทินจึงต้องคิดรูปแบบการทดวัน และทดเดือนที่ง่ายต่อการจดจำ และการบันทึก          1 ปีของปฏิทินไทย ปกติมี 12 เดือน แต่จะมีราวร้อยละ 37 ที่มี 13 เดือน ซึ่งเรียกปีดังกล่าวนี้ว่า ปีอธิกมาส โดยที่ อธิก แปลว่า เพิ่ม, มาส แปลว่า เดือน มีเดือนแปด 2 ครั้ง ไม่ใช่ไปเพิ่มเป็นเดือนที่ 13 ส่วนปีที่มี 12 เดือน เรียกว่า ปกติมาส          เดือนที่ 1 นิยมเรียกว่า เดือนอ้าย ส่วนเดือนที่ 2 เรียกว่าเดือน ยี่ โดยปกติ เดือนที่เป็นตัวเลขคี่ (เช่น อ้าย, 3, 5, 7, 9และ 11) จะมี 29 วัน ส่วนเดือนเลขคู่ (ยี่, 4, 6, 8, 10) จะมี 30วัน ดังนั้น ปีอธิกมาส จึงมี 29x6 + 30x7 = 384 วัน เสมอ          ส่วนปีปกติมาส มี 2 พวก คือ พวกแรก จะมี 29x6 + 30x6 = 354 วัน เรียกว่า ปกติวาร กับพวกที่ 2 เป็นปีที่เพิ่มวันเข้าไป 1 วัน เป็นพิเศษ เรียกว่า อธิกวาร โดยที่ วาร แปลว่า วัน โดยเพิ่มในเดือน 7 ให้เป็น 30 วัน ดังนั้นปีอธิกวาร จึงมี 355วัน          วันที่ 1 ของเดือน เรียกว่า วันขึ้น 1 ค่ำ หรือ ออก 1 ค่ำ (ขึ้นหรือออก แปลว่า ดวงจันทร์ กำลังสว่างเพิ่มขึ้น) วันที่ 16 ไม่ได้เรียกว่า วันขึ้น 16 ค่ำ หรือ ออก 16 ค่ำ แต่เรียกว่า วันแรม 1 ค่ำ (แรม หมายถึง ดวงจันทร์ กำลังสว่างลดลง) ในเดือนที่มี 29วันนี้ ก็จะมีสิ้นสุดแค่วันแรม 14 ค่ำ (ไม่มี วันแรม 15 ค่ำ)          เวลาที่ใช้เปลี่ยนวันทางปฏิทินจันทรคติของไทย คือ เวลารุ่งเช้าของวันถัดไป ไม่ใช่เที่ยงคืน ลอย ชุนพงษ์ทอง เสนอว่า ควรให้นิยามที่ชัดเจนของคำว่า “รุ่งเช้า” นี้ และเสนอว่า ควรใช้ค่าเฉลี่ยที่เวลาดวงอาทิตย์ขึ้น หรือเวลา 6 น. ของเส้นลองจิจูด 100 องศา ตะวันออก นั่นคือ เวลา 6:20 น. ตามเวลามาตรฐานของไทย          วันพระ หรือธรรมสวนะ จัดขึ้น 4 วันในเดือนหนึ่ง ๆ คือ วันขึ้น 8 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ แรม 8 ค่ำ และวันแรม สุดท้ายของเดือน

สังวัตสร : ค่าคงที่ประจำปีจันทรคติไทย

         ในปีพุทธศักราช 2550 ได้มีการค้นพบค่าคงที่ประจำปีจันทรคติไทย เป็นเลขโดดหลักเดียวซึ่งเมื่อร้อยเรียงต่อกันเกิดเป็นสายโซ่ เทียบคล้ายกับรหัสพันธุกรรม DNA ของสิ่งมีชีวิต สามารถเก็บคุณลักษณะปฏิทินจันทรคติไทยไว้ได้ทั้งหมด .ค่าคงที่นี้มีชื่อเรียกว่า สังวัตสร. ด้วยคุณสมบัติสังวัตสรที่เกิดขึ้นเป็นค่าคงที่และกระทัดรัดในแต่ละปีจึง สามารถนำมาใช้คำนวณปฏิทินไทยได้อย่างรวดเร็วทั้งในการตรวจสอบความถูกต้องของ วันที่เหตุการณ์ต่างๆที่มีจดบันทึกในพงศาวดาร อีกทั้งสามารถใช้ในการตรวจสอบความแม่นยำตามธรรมชาติของข้างขึ้นข้างแรมใน ปฏิทินไทยเมื่อเทียบกับค่าสังวัตสรที่มาจากดาราศาสตร์อื่นๆเช่น ดาราศาสตรสากล สุริยยาตร ปักขคณนาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้เป็นแก่นหลักในการเทียบปฏิทินสากลที่รวดเร็วอีกด้วย เป็นต้น

การกำหนดวันพิธีกรรมทางศาสนา ในปีอธิกมาส

         เรายึดเดือน 8 หนที่สอง เป็นเดือน 8 ที่แท้จริง ดังนั้นวันวิสาขบูชาซึ่ง โดยปกติจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 แต่ในปีที่มีเดือน 8 สองหน ให้เลื่อนไปอยู่ในเดือน 7 แทน โดยถือว่าเดือน 8 หนหลังเป็นเดือน 8 ที่แท้จริง ส่วนเดือน8 หนแรก ก็จะมีค่าเท่ากับเดือน 7          เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเพณีไทยและชาวเอเชียให้ความสำคัญกับวันส่งท้ายปีเก่าที่กำลังจะจากไปมากกว่าวันปีใหม่ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อ บุคคลและธรรมชาติ ที่ให้ความช่วยเหลือเราในปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงจัดงานเลี้ยงในหมู่คนที่คุ้นเคยกัน เพื่อแสดงความขอบคุณในความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และขออภัยที่สิ่งผิดพลาดหรือล่วงเกินในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การจัดชุมนุมร่วมกับคนแปลกหน้าเพื่อนับถอยหลัง สลัดของเก่าให้พ้นตัวไปแบบฝรั่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ช่วงสิ้นปี จึงมีความสำคัญมากกว่าช่วงต้นปี          อนึ่งคำว่า วันตรุษจีน ก็แปลว่า วันสิ้นปีของจีนเช่นกัน ปัจจุบันตกอยู่ประมาณวันแรม 15 ค่ำเดือนยี่ของไทย หรือเดือน 3 ในปีอธิกมาส นิยมเรียกว่า วันไหว้บรรพบุรุษ ส่วนวันปีใหม่ คือ วันถัดมา ที่เรียกว่า วันเที่ยว (แต่ในปฏิทิน และคนทั่วไปนิยมเรียกวันขึ้นปีใหม่หรือวันเที่ยวว่า วันตรุษจีน จึงไม่ต้องสงสัยว่าคนจีนให้ความสำคัญกับวันไหนมากกว่ากัน ระหว่างการไหว้บรรพบุรุษ กับการเที่ยว)

[แก้ไข] ระบบดิถีแบบ ปักขคณนา

ภาพ:Calenda_q3.jpg

         ปฏิทินปักขคณนา เป็นปฏิทินจันทรคติที่ วัดดิถีให้ละเอียดขึ้น โดยนับเป็นรอบครึ่งเดือน อุปมาได้กับการบอก เวลา แบบ AM-PM (ไม่ใช่แบบ 24น.) มีใช้ในหมู่พระธรรมยุติกนิกาย เป็นคนละแบบกับปฏิทินหลวง ซึ่งเป็นรอบ 1 เดือน          คำว่า ปักข์ นี้ ศ.วิสุทธ์ บุษยกุล ให้คำชี้แจงว่า มาจาก ปีกข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งก็คือ ข้าง ในแง่ ข้างขึ้น หรือข้างแรม นั่นคือ ครึ่งเดือน ส่วนคำว่า คณนา แปลว่า คณิต หรือ คำนวณ มีความคิดมาจากคัมภีร์สุริยยาตรจากอินเดีย (->แก้ไขที่ถูกคือ ปักขคณนา มาจากค่าความแม่นยำตามคัมภีร์สารัมภ์ ที่ใช้คำนวณปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา) เพื่อช่วยในการคำนวณดิถีของดวงจันทร์ได้สะดวกขึ้น ส่วนกระดานปักขคณนาที่ใช้นั้น ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในพุทธศตวรรษที่ 22 และเลิกใช้ไปในพุทธศตวรรษที่ 23 (สันนิษฐานว่า หากเราเดินหมุดย้อนไปจนกระทั่งหมุดทุกตัวอยู่หลักที่ 1 แล้ว ก็จะพบวันเกิดของกระดาน)          ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 4 ได้ทรงนำระบบปฏิทินปักขคณนา และ กระดานปักขคณนา กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อกำหนดวันออกอุโบสถ ของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ให้ใกล้เคียงกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามาก ที่สุด          เป็นระบบปฏิทินจันทรคติ ที่มีความเที่ยงตรง ต่อความเป็นจันทร์เพ็ญ และจันทร์ดับสูงกว่า ระบบอื่น ด้วยเหตุที่เป็นรอบครึ่งเดือน อีกทั้งสามารถเลือกทดวัน ได้ทุกเดือน พบว่ามีรอบของจันทร์เพ็ญที่ 29.530594 วัน ซึ่งใกล้เคียงกับ ค่าเฉลี่ยจันทร์เพ็ญทางดาราศาสตร์ จนมีคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 วันในรอบหมื่นปี          แต่มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง คือ หากปักข์ใดมีแค่ 14 ค่ำ แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระสงฆ์ออกอุโบสถ ในวัน 14 ค่ำ ลอย ชุนพงษ์ทอง เสนอว่า การกำหนดเป็น 1 ค่ำของปักข์ถัดไป ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับจันทร์เพ็ญและเพ็ญดับมากกว่า

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการอ่านปฏิทินไทย

         การสังเกตดวงจันทร์เพื่อใช้จัดทำปฏิทิน ใช้เวลาเที่ยงคืน ในส่วนนี้ ผู้เขียนอธิบายโดยอาศัยหลักการง่าย ๆ คือ ใช้ดวงจันทร์เสมือน ที่ถือว่าโคจรรอบโลกด้วย อัตราเร็วคงที่ (ในทางปฏิบัติดวงจันทร์จริง อาจคลาดเคลื่อนไปจากดวงจันทร์เสมือนได้ถึง 0.65 วัน)          จันทร์ดับ หรือวันเดือนดับ หมายถึงคืนที่ดวงจันทร์เป็นเสี้ยวเล็กที่สุด ในรอบเดือนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นแรม 14- 15 ค่ำ อาจเป็นขึ้น 1 ค่ำ ก็ได้          จันทร์เพ็ญ หรือวันเดือนเพ็ญ หรือวันเดือนเต็มดวง หมายถึง คืนที่ดวงจันทร์สว่างเต็มดวงมากที่สุด ในรอบเดือนนั้น โดยหลักการแล้วจะไม่ใช่ทั้ง ข้างขึ้น หรือข้างแรม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง ระหว่างสองข้าง ถ้าเทียบกับภูเขา ก็คือยอดเขา ในปฏิทินไทย วันเพ็ญไม่จำเป็นต้องเป็นขึ้น 15 ค่ำ อาจเป็นแรม 1 ค่ำ ก็ได้ (ในทางทฤษฎีของดวงจันทร์เสมือน มีโอกาสเกิดในวันแรม 1 ค่ำ ราว 27%)          จันทร์ครึ่งดวง ไม่จำเป็นต้องเป็นวันขึ้น 8 ค่ำ หรือแรม 8 ค่ำ ซึ่งเป็นวันพระ อาจเป็นวันขึ้น 7 ค่ำ หรือแรม 7 ค่ำ ก็ได้          นอกจากความเข้าใจผิดในการอ่านปฏิทินไทยที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว ปฏิทินไทยมีความคลาดเคลื่อน 2 ส่วน คือ ส่วนการทดวัน (ทางปฏิทิน) ซึ่งมีค่าได้ถึง 0.5วัน โดยเฉพาะในเดือน 6 ของปีอธิกวารเป็นช่วงที่รอทดวัน กับส่วนความเป็นวงรีของ วงโคจรของดวงจันทร์รอบโลก (ทางดาราศาสตร์) ซึ่งมีค่าได้ถึง 0.65วัน อีกส่วนหนึ่ง


กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น