“โรคหัวใจ” ภัยเงียบคุกคามนักกีฬา

  โพสเมื่อ 2011-05-23 21:10:11 โดย faprolws


พุทธ ศักราช 2546 แฟนลูกหนังที่ได้ชมศึกฟุตบอล คอนเฟเดอเรชันส์ คัพ ที่ฝรั่งเศสรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันภายใต้การดูแลของสหพันธ์ ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ภาพที่ มาร์ค วิเวียน โฟเอ้ ล้มหมดสติบริเวณกลางสนามในเกมรอบรองชนะเลิศที่พบกับ โคลัมเบีย สร้างความตกตะลึงให้แก่แฟนบอลในสนามและที่กำลังชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง เครื่องรับโทรทัศน์ วูบแรกที่ โฟเอ้ ล้มลงบนพื้นสนามหลายคนคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการหมดสติเพราะเหนื่อยล้าจากการ แข่งขัน

แต่เมื่อกล้องถ่ายทอดสดจับไปที่ใบหน้าของ โฟเอ้ ซึ่งนอนหมดสติ ภาพที่ปรากฏชัดว่านักฟุตบอลรายนี้มีอาการชักตากลับจนเห็นแต่สีขาวของลูกตา วินาทีนั้นแม้ทีมแพทย์จะช่วยกันปฐมพยาบาลก่อนนำตัว โฟเอ้ ขึ้นเปล แต่นั่นกลับเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตของพ่อค้าแข้งผู้โชคร้ายที่มีโอกาสได้ อยู่ในสังเวียนฟุตบอลที่เขารัก ภาพแขนซ้ายที่ตกลงข้างลำตัวเรียดไปกับผืนหญ้าเมื่อเจ้าหน้าที่พยายามจะนำตัว โฟเอ้ ส่งโรงพยาบาลน่าจะยังติดตาใครหลายคนที่ได้ชมการแข่งขันนัดดังกล่าว

เรื่อง ราวของ มาร์ค วิเวียน โฟเอ้ มิใช่โศกนาฏกรรมครั้งแรกและครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในวงการกีฬาหากแต่มีเรื่อง ราวที่ลักษณะคล้ายกันนี้ เกิดได้บ่อยจนเหมือนกับเป็นโรคประจำตัวนักกีฬาไปแล้ว ที่ผ่านมาลีกอเมริกัน ฟุตบอล เอ็นเอฟแอล (NFL) ต้องสูญเสียบุคลากรไปอย่างไม่มีวันกลับอย่าง ชอน เฮอร์เรียน ออฟเฟนด์ซีฟ ไลน์แมน ซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส และเดเมี่ยน แนช รันนิ่งแบ็ก เดนเวอร์ บรองโก้ส์ เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน โดย เฮอร์เรียน ล้มฟุบต่อหน้าเพื่อนๆ ในห้องแต่งตัวหลังแข่งขันเกมพรีซีซัน ส่วนในรายของ แนช มาเสียชีวิตอย่างปริศนาที่บ้านพักส่วนตัว หลังจากไปแข่งขันบาสเกตบอลการกุศลเพื่อช่วยหาเงินเข้ากองทุนเปลี่ยนถ่าย หัวใจที่เขาและพี่ชายร่วมกันจัดตั้งขึ้น

ในภายหลังผลการชันสูตรศพของ โฟเอ้ และเฮอร์เรียน มีรายงานออกมาว่าทั้งคู่เสียชีวิตเพราะ “หัวใจวายเฉียบพลัน” ขณะที่การพลิกศพของ แนช ยังคงรอผลอย่างเป็นทางการของสถาบันนิติเวชในเมืองเดนเวอร์ แต่ก็เป็นที่คาดกันว่าเขาน่าจะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเช่นกัน

เหตุการณ์ ในข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างของภัยเงียบที่สามารถคร่าชีวิตนักกีฬาได้ชนิด เฉียบพลัน เป็นความสูญเสียชนิดที่คนรอบข้างและแฟนกีฬาคาดไม่ถึง เพราะถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นนักกีฬาอาชีพแล้ว ภาพในอุดมคติของผู้ที่เดินบนเส้นทางนี้คือศักยภาพร่างกายที่มีขีดจำกัดสูง กว่าคนปกติหลังจากได้รับการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก

ยิ่งในยุคสมัยที่ วิทยาศาสตร์การกีฬาได้รับการพัฒนาไปกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเหตุใดเรื่องราวแบบนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกคำอธิบายที่ดีที่สุด เห็นจะหาได้จากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

นพ.ระพินทร์ กุกเรยา อายุรแพทย์หัวใจ ด้านการขยายหลอดเลือดหัวใจ ได้วิเคราะห์และให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักกีฬาอาชีพข้างต้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และวิธีการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจาก “โรคหัวใจ” ไว้ในช่วงเริ่มต้นของอรรถาธิบายถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นว่า

“สำหรับนัก กีฬาอาชีพนั้นเป็นผู้ที่เล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอมากกว่าคนปกติทั่วไปซึ่งจะทำ ให้ร่างกายของพวกเขาทนต่อการออกแรงได้เป็นอย่างดีมีความแข็งแกร่งในระดับที่ สูงมาก การเสียชีวิตอย่างกะทันหันดังเหตุการณ์ในข้างต้นนั้นเป็นลักษณะของอาการ หัวใจวายเฉียบพลัน สาเหตุน่าจะมาจากความผิดปกติของผนังหัวใจห้องล่างด้านซ้าย ผนังที่หนาผิดปกติจะมีการบีบตัวแรงมาก ประกอบกับการเหนื่อยล้า การสูบฉีดโลหิตอาจจะแรงกว่าปกติ การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจในทันทีทันควัน เมื่อเกิดอาการดังกล่าวแล้วปั๊มหัวใจไม่ทัน ก็อาจทำให้เสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้”

นอกจากนี้ นพ.ระพินทร์ ยังชี้ว่า “โรคอ้วน” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้นักกีฬาบางรายเสียชีวิต ดังเช่นในกรณีของ ชอน เฮอร์เรียน ซึ่งมีส่วนสูง 6 ฟุต 3 นิ้ว (191 เซนติเมตร) หนักถึง 310 ปอนด์ (141 กิโลกรัม) ถูกตั้งข้อสังเกตจาก ด็อกเตอร์ จอยซ์ ฮาร์ป แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา ถึงความไม่สมดุลของร่างกายหรือความผิดปกติของน้ำหนัก ซึ่งอันที่จริงผู้เล่นวัย 23 ปีรายนี้น่าจะหนักเพียงแค่ 210 ปอนด์ (95 กิโลกรัม) และลักษณะดังกล่าวก็ตรงกับการวิเคราะห์ของ นพ.ระพินทร์ กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงจากโรคอ้วนไว้ว่า

“โรคอ้วน” หรือนักกีฬาที่มีปัญหาในการควบคุมน้ำหนักในอดีตอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า นักฟุตบอลชื่อก้องโลกชาวอาร์เจนตินา หรือ จอห์น เดลี่ย์ นักกอล์ฟ เป็นต้น เป็นลักษณะของกลุ่มคนมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ความดันที่สูง เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน น้ำตาลสูง ไขมันเกิน

นอกจากนี้ นักกีฬาสมัครเล่นหรือคนอ้วนที่นานๆออกกำลังกายสักครั้ง นั่นก็ควรระวัง นอกจากอาการของโรคอ้วน พันธุกรรมก็มีส่วนหากพ่อ-แม่เป็น ความเสี่ยงย่อมเพิ่มขึ้นในบุตร เรียกได้ว่ามีประวัติครอบครัวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง กลุ่มนี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

นอกจากโรคอ้วน ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายเฉียบพลันแล้ว การพักผ่อนไม่เพียงพอโหมทำงานหนักมากไป ภาวะความเครียด ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของความดัน มีการเปลี่ยนของอัตราการเต้นของหัวใจ ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ที่ใช้สารเสพติดมีโอกาสเสี่ยงเกิดอาการนี้เช่นกันเพราะ สารเสพติดบางชนิดอย่างโคเคนมีผลต่อการทำงานของหัวใจโดยตรง ดังที่เคยเกิดกรณีเสพโคเคนเกินขนาดทำให้น้ำท่วมปอด หัวใจวายจนเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน

ปัจจัยเสี่ยงอีกประการคือเครื่อง ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีฤทธิ์ทำให้ความดันสูงขึ้นอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นจะเป็นปัจจัย ในเพิ่มการทำงานของหัวใจ และถ้าเป็นนักดื่มตัวยงจะทำให้หัวใจขยายขนาดส่งผลให้ผนังหัวใจบาง แล้วก็บีบตัวน้อยลง อ่อนกำลังลงไป ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติหรือกล้ามเนื้อหัวใจพิการ

หลัง จากได้ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจแล้ว นพ.ระพินทร์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าลักษณะของโรคประเภทนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับ ทารกแรกเกิดและมีอาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เช่น กรณีผนังกั้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจรั่ว ผนังหลอดเลือดโหว่ แต่ในกรณีที่มีความผิดปกติดังกล่าวยังสามารถหายขาดได้ ดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เจริญเติบโต ทำงานทำการได้ แต่ต้องรีบทำตั้งแต่หัวใจยังไม่เกิดความเสียหายมาก หัวใจยังไม่โต แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ตรวจเจอแล้วยังรู้สึกไม่เป็นอะไร ก็ปล่อยไปเรื่อยๆ

ส่วนผู้ใหญ่พบมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ หลอดเลือดหัวใจตีบจนนำไปสู่การอุดตันในภายหลัง ส่วนหนึ่งมาจากภาวะทางพันธุกรรม, การดำรงชีวิตที่อาจจะไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์นัก เช่น ไม่ได้ออกกำลังกายเลย ไม่ค่อยได้พักผ่อน รับประทานอาหารประเภทฟาสต์ฟูด ไม่ให้ความสำคัญด้านโภชนาการ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอย่าง การสูบบุหรี่ กินกาแฟมากเกินไปเป็นปัจจัยกระตุ้นทั้งนั้น เบาหวานไม่ได้ควบคุม ปล่อยให้ความดันสูง น้ำหนักตัวเกิน ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวเร่งเช่นกัน

สภาวะ สังคมในปัจจุบันที่ใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ รวมไปถึงตัวนักกีฬาเองต่างก็มุ่งสู่ความสำเร็จโดยไม่สนใจว่าจะสมดุลกับ สภาพร่างกายของตนเองหรือไม่ ทำให้ละเลยที่จะตรวจสอบความผิดปกติเล็กๆในร่างกาย สุดท้ายภาวะ “เส้นเลือดหัวใจอุดตัน” จึงกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว

ภาวะเส้นเลือด หัวใจอุดตันนั้น โดยทั่วไปจะเกิดกับเส้นเลือดที่ผิดปกติ เบื้องต้นอาจไม่มีลักษณะตีบตันมากนัก แต่พวกคราบไขมัน คอเลสเตอรอล ที่สะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดจะทำให้เกิดรอยร้าวส่งผลให้เกล็ดเลือดเริ่มเกาะ จนเกิดเป็นลิ่มเลือด ทีนี้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะลิ่มเลือดดังกล่าวจะไปอุดเส้นเลือดทั้งเส้น ผู้ป่วยที่มีอาการในลักษณะดังกล่าวจะรู้สึกเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน ใจเต้นผิดปกติ แบบไม่ทันตั้งตัวแล้วก็ล้มลงดังเช่นในกรณีของ “ย.โย่ง” เอกชัย นพจินดา กูรูลูกหนังของเมืองไทยก็เข้าข่ายการเสียชีวิตในลักษณะนี้

ทั้ง นี้ นพ.ระพินทร์ ชี้เรื่องของสัญญาณของภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตันว่า “ถ้าเป็นน้อยๆ จะไม่ค่อยแสดงอาการที่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อายุยังไม่มาก แต่ก็จะเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายขึ้น แน่นที่หน้าอก รู้สึกอึดอัดหายใจไม่สะดวกเวลาออกกำลังกาย แต่ก็รู้สึกตัวได้ว่าเริ่มเหนื่อยขึ้นมากกว่าเดิม”

“วิธีสังเกตง่ายๆ อย่าง 2-3 เดือนก่อนเคยขึ้นถึงบันไดสูงสุดของสถานีรถไฟฟ้า BTS วิ่งขึ้นยังได้ ผ่านมาไม่กี่อาทิตย์ ขึ้นไปครึ่งทางต้องหยุดพัก มีอาการหอบ อันนี้เริ่มผิดปกติ มีอาการแน่น อึดอัด หายใจไม่ออกมากขึ้น บางคนมีอาการชัดเจนเจ็บหน้าอกเลย นั่นเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหัวใจ บางครั้งเวลาออกแรงอาจจะร้าวไปที่คอ ที่กราม ไหล่ แขน อาการเหล่านี้ถือว่าเป็นค่อนข้างมากแล้ว จึงควรรีบไปพบแพทย์”

สำหรับ นักกีฬาอาชีพซึ่งที่จริงแล้วเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจน้อย มาก เพราะส่วนใหญ่จะปฏิบัติตัวอยู่ในระเบียบวินัยของการฝึกซ้อม ในขณะที่ลักษณะการบริโภคก็มีนักโภชนาการคอยดูแล แต่ปัจจุบันสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป นักกีฬาอาชีพ อยู่ในแวดวงสังคมเดียวกับดารา นางแบบ ทำให้นักกีฬาหลายรายเมื่อซ้อมเสร็จก็มักจะหลงไปอยู่ตามงานปาร์ตี้ หรือไม่ก็บริโภคอาหารที่มีไขมันสูง แม้จะฟิตซ้อมอยู่เป็นประจำ แต่สภาพร่างกายที่ถูกใช้งานอย่างหนักย่อมเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะโรค หัวใจได้

แม้ว่าปัจจุบันจะมีข้อปฏิบัติที่ทำกันทั่วโลกในวงการกีฬา คือการตรวจความฟิต หรือตรวจเช็กร่างกายก่อนจะเซ็นสัญญาเข้าร่วมทีม นอกจากนี้ ยังมีการเช็กสภาพร่างกายทุกครั้งที่จะลงทำการแข่งขัน แต่เหตุการณ์เสียชีวิตชนิดเฉียบพลันในสนามของนักกีฬาก็ยังคงเกิดขึ้น เพราะความประมาทและไม่คิดว่าตนเองกำลังถูกคุกคามจากภาวะดังกล่าว

นพ.ระ พินทร์ ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า “ปัจจุบันวงการกีฬาทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องนี้มีมากขึ้น ประเทศไทยก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้จัดให้มีการตรวจเช็กร่างกายนักกีฬาทุกคน โดยเฉพาะนักกีฬาที่แข่งกีฬาระดับชาติ ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์ หรือโอลิมปิกเกมส์ ต้องตรวจอย่างละเอียดตามโปรแกรมที่วางไว้ และยังทำการตรวจเพิ่มเติมเช่นทำ Echo หรือ MR เพื่อให้แน่ใจว่าก่อนที่นักกีฬามาเข้าแคมป์ฝึกซ้อมนั้น พวกเขาต้องพร้อมจริงๆ ไม่ใช่ว่าฝึกไปครึ่งเทอมต้องเลิก หรือว่าเกิดอันตรายแก่ตัวนักกีฬาในเวลาต่อมา”

“หากพบว่ามีนักกีฬาคน ใดเป็นโรคหัวใจ ก็จำเป็นต้องเลิก การเลิกเป็นนักกีฬาอาชีพไม่ได้แปลว่าคุณทำงานอย่างอื่นไม่ได้ เพราะถ้ายังฝืนร่างกายต่อไปความเสี่ยงที่จะทำให้จบชีวิตของตนเอง ก่อนจะบรรลุสู่ความฝันก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง” นพ. ระพินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

หน ทางที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมในสนาม หรือกับบุคคลอันเป็นที่รักจากภาวะคุกคามของโรคหัวใจ คือการป้องกันตั้งแต่ต้น เริ่มจากการปรับทัศนคติบางอย่างของผู้ปกครอง หลายคนอยากเห็นลูกอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะนั่นทำให้บุตรเริ่มมีความผิดปกติตั้งแต่เด็ก

การดูแลควรทำต่อ เนื่องไปถึงช่วงวัยรุ่น หลักการกินอาหารให้ถูกหลัก ครบทั้ง 5 หมู่ ผนวกไปกับการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเยาวชนในปัจจุบันควรปรับใช้วิถีชีวิต ใหม่มิใช่อยู่เฉพาะหน้าจอคอมพิวเตอร์ การได้ออกไปเจอกันที่ลานกว้างเล่นกีฬากับเพื่อนนอกจากจะสร้างสุขลักษณะที่ดี ให้แก่ตนเองแล้วยังได้สร้างสัมพันธ์กับเด็กในวัยเดียวกัน หรือบางรายอาจเอาดีจนกลายเป็นนักกีฬาอาชีพที่มีความสามารถ มีสภาพร่างกายที่แข็งแรงสมส่วนไม่เสี่ยงต่อภาวะโรคหัวใจก็เป็นได้



ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

 

 



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น