รำลึก 16 ปี พฤษภาทมิฬ..เตือนความทรงจำ..อุทาหรณ์..

  โพสเมื่อ 2009-10-06 02:15:39 โดย garmo1
 

พฤษภาทมิฬ

พฤษภาทมิฬ (อังกฤษ: Black May) เป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วง การสืบทอดอำนาจเผด็จการ ของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดบนท้องถนน และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้ เริ่มต้นมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซึ่ง รสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ซึ่งมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น นายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาพยายามทำลายสถาบันทหาร โดยหลังจากยึดอำนาจ คณะ รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่

หลังจากร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ก็ได้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 มี.ค. พ.ศ. 2535 โดยพรรคที่ได้จำนวนผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรม (79 คน) ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีการเตรียมเสนอ นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมในฐานะหัวหน้าพรรคที่มีผู้แทนมากที่สุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่า ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นางมาร์กาเร็ต แท็ตไวเลอร์ ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ นั้นเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด

ในที่สุด จึงมีการเสนอชื่อ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้, ในระหว่างที่มีการทักท้วงโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ ว่าไม่มีความเป็นประชาธิไตย, พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและ พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ แต่กลับกลับคำพูดและรับตำแหน่งรัฐมนตรี เหตุการณ์นี้ เป็นที่มาของประโยคที่ว่า "เสียสัตย์เพื่อชาติ"

การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา ดังกล่าว นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชน รวมถึงการอดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง (หัวหน้าพรรคพลังธรรมในขณะนั้น) และนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด ในที่สุด

ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535

  • 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 - คณะ รสช.ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
  • 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ พรรคสามัคคีธรรม ของนายณรงค์ วงศ์วรรณ ได้รับเลือกตั้งมาเป็นลำดับหนึ่ง แต่ถูกขึ้นบัญชีดำผู้ค้ายาเสพย์ติดจากสหรัฐอเมริกา
  • 7 เมษายน - พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • 8 เมษายน - ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เริ่มอดอาหารประท้วงวันแรก
  • 17 เมษายน - มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
  • 20 เมษายน - พรรคฝ่ายค้านเริ่มการปราศรัยที่ลานพระบรมรูปทรงม้า 
  • 4 พฤษภาคม - พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เริ่มอดอาหารประท้วงวันแรก
  • 6 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่พรรคฝ่ายค้านไม่เข้าร่วม ขณะเดียวกันบริเวณหน้ารัฐสภามีผู้ชุมนุมร่วมประท้วง จนต้องมีการปิดประชุมโดยกระทันหัน
  • 8 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา แถลงถึงเหตุผลที่ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • 9 พฤษภาคม - นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาประสานให้พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านร่วมกันตกลงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการ และ พล.ต.จำลอง ประกาศเลิกอดอาหาร แต่ต่อมาพรรคร่วมรัฐบาลได้ปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญในภายหลัง
  • 11 พฤษภาคม - พล.ต.จำลอง ประกาศสลายการชุมนุมและประกาศชุมนุมใหม่อีกครั้งในวันที่ 17 พฤษภาคม 
  • 17 พฤษภาคม - รัฐบาลจัดคอนเสิร์ตต้านภัยแล้งสกัดม็อบที่สนามกีฬากองทัพบกและวงเวียนใหญ่ โดยขนรถสุขาของกรุงเทพ ฯ มาไว้ที่นี่หมด ช่วงเที่ยงคืนเริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 
  • 18 พฤษภาคม - ก่อนรุ่งสาง รัฐบาลเริ่มจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เวลาบ่าย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และผู้ชุมนุมบางส่วนถูกจับกุม
  • 19 พฤษภาคม - กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ถูกจับกุมย้ายสถานที่ชุมนุมไปที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 
  • 20 พฤษภาคม - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ผู้นำทั้งสองฝ่าย คือ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้า โดยผู้ที่นำเข้าเฝ้าคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 
  • 24 พฤษภาคม - พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง แถลงการณ์ร่วมกันผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและ พล.อ.สุจินดาได้ลาออกและประกาศยุบสภา
  • 10 มิถุนายน - นายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
  • 13 กันยายน - มีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วทั้งประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่ง นายชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี


แม้ว่าประชาธิปไตยไทย จะวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ทางการเมือง
รัฐประหาร -- รัฐธรรมนูญ - การเลือกตั้ง ---รัฐสภา --- วิกฤตการณ์ ---

๔๐ ปีแรก กลุ่มข้าราชการทั้งพลเรือนและทหาร สามารถรวมศูนย์อำนาจ ในการกำหนดนโยบาย ทางการเมืองและเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถ ล้มกระดานการเมืองไทย ด้วยการรัฐประหาร จึงเป็นที่มาชื่อเรียก ระบอบอำมาตยาธิปไตย
จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึงแม้ตามมาด้วยการรัฐประหารที่นองเลือดเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งหลายคนเมื่อมองกลับไปถึงกับอุทานด้วยความเสียดายว่า ๑๔ ตุลา มีเพียงกระเบื้องหลุดไปเพียง ๓ แผ่น แต่โครงสร้างทางการเมืองไทยยังเหมือนเดิม
แต่มุมมองของนักประวัติศาสตร์ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ กลับมองว่า การเปลี่ยนแปลงที่ ๑๔ ตุลา นำมาสู่สังคมไทยนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เกินกว่าที่นักรัฐประหารคณะใด เผด็จการพลเรือนรุ่นใด ๆ จะหยุดยั้งพลังของมันลงได้ จาก ๑๔ ตุลา มาถึงทุกวันนี้ (แม้) เราไม่เคยเห็นรัฐบาลพลเรือนมั่นคงสักชุด แต่เราก็ไม่เคยมีรัฐบาลรัฐประหารที่มั่นคงเลยสักชุดเช่นกัน

ความล้มเหลวของรัฐบาลขวาจัด ธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่สร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่าสังคมไทย ไปไกลเกินกว่าระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เต็มรูปแบบอีกต่อไป การประนีประนอมกันระหว่างพลังประชาธิปไตย (การเปิดเสรีภาพมากขึ้น การจัดตั้งพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา ฯลฯ) กับพลังอำมาตยาธิปไตย (บทบาทของวุฒิสภา ที่มาจากข้าราชการประจำ, นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ) จึงปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ นี่เองจึงเป็นที่มาของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือที่บางคนเรียกว่า ระบอบเผด็จการครึ่งใบ

แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร ระบอบดังกล่าวก็มีอายุเพียงหนึ่งทศวรรษเมื่อ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ต้องก้าวลงจากอำนาจภายหลังการเลือกตั้ง กรกฎาคม ๒๕๓๑

รัฐบาล พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) จึงถือเป็นการเริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ ซึ่งในที่นี้คือการการล่าถอย ของระบอบอำมาตยาธิปไตย และเปิดโอกาสให้กลุ่มพลังอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากขึ้น แต่ในระยะเปลี่ยนผ่านก็มิได้ราบรื่นนัก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบรรยากาศช่วงนั้นว่า

"รัฐบาลชาติชายมาจากการเลือกตั้ง และไม่มีทหารอยู่ข้างตนเองเลย เราไม่มีทหารที่มีอุดมการณ์ผูกมัดตัวเอง อย่างเด่นชัดเข้ากับประชาธิปไตย รัฐบาลชาติชายต้องเร่งรีบเข้าไปหาประชาชน และพยายามให้ข้าราชการประจำทั้งทหาร และพลเรือนรับรู้ถึงสิ่งที่ชาวบ้านเดือดร้อน แล้วพยายามปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐบาล ที่ช่วยเหลือชาวบ้านเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะช่วยเหลือได้ มันไม่ใช่กลยุทธในการหาเสียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการประจำ และประชาชนส่วนใหญ่"

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ เพราะระบอบอำมาตยาธิปไตย กลับมาอีกครั้งในนามการรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ภายใต้ชื่อ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช. ด้วยเหตุผลหลักห้าข้อ คือ

๑. รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง
๒. ข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ
๓. เผด็จการรัฐสภา
๔. การทำลายกองทัพ
๕. การบิดเบือนคดีลอบสังหาร

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ได้วิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เกิดจากผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ที่เป็นตัวแทนกลุ่มทุน เมื่อ "เถลิงอำนาจ" และมัวเมากับ "อำนาจรัฐสภา" ของตน มองไม่เห็นอำนาจชี้ขาด ที่มาจากกลไกรัฐ นอกจากนั้นยังถือเอา "การยึดสภา" เป็นสิ่งเดียวกับการยึดอำนาจรัฐ จึงดำเนินยุทธวิธี และพฤติกรรมส่วนบุคคลอันเหิมเกริม จนเป็นจุดอ่อนต่อการโจมตีของอำนาจเก่า

แม้จะมีความพยายามของระบอบอำมาตยาธิปไตย ในการสืบทอดอำนาจ แต่ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้าน จนเกิดวิกฤตการณ์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕

การเมืองไทยมีแนวโน้มที่กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง เมื่อเกิด รัฐประหาร (กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔) -- รัฐธรรมนูญ (ธันวาคม ๒๕๓๔) - การเลือกตั้ง (มีนาคม ๒๕๓๕) ---รัฐสภา (เมษายน ๒๕๓๕) --- วิกฤตการณ์ (พฤษภาคม ๒๕๓๕)

แต่ทำไมยังไม่เกิดการรัฐประหาร ทั้งที่เวลาผ่านไปถึง ๑๐ ปี ?

คำตอบคือ พลังของระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นพลังสำคัญในการรัฐประหาร ได้ยุติบทบาทของตนเองลง เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ แม้ว่าระบอบการเมืองหลังจากนั้น จะเต็มไปด้วย นักเลือกตั้ง นักธุรกิจการเมือง แต่ด้วยระบอบการเมืองแบบนี้เอง ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มพลังต่าง ๆ ของสังคมได้มี "พื้นที่" ทางการเมืองมากขึ้น จนไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจอย่างเด็ดขาด จนสามารถล้มกระดานทางการเมืองได้อีกต่อไป

บทเรียนของเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ระบอบการเมืองไทย ไม่อาจจะปรับตัวให้ทันกับกระแสเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกที่ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ได้รับการยอมรับมากขึ้น จนทำให้รัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ และการนองเลือดพฤษภาคม ๒๕๓๕ กลายเป็น สิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์

แต่การสิ้นสุดของระบอบอำมาตยาธิปไตย เมื่อทหารกลับเข้ากรมกอง ก็มิใช่จุดมุ่งหมายเดียวของการเคลื่อนไหวเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ เพราะระบอบการเมืองในขณะนั้นก็มิใช่สิ่งที่น่าชื่นชมแต่อย่างใด ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าส่วนหนึ่งของความรุนแรงเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็เกิดจากระบอบการเมืองแบบรัฐสภาในขณะนั้นด้วยเช่นกัน

ขณะที่กระแสภายในประเทศ การเรียกร้องการกระจายอำนาจ, ความโปร่งใสในการบริหารราชการ, สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสาร, การมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ตลอดจนประชาธิปไตยทางตรงในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นข้อเรียกร้องที่มีกระแสตอบรับมากขึ้น นนักการเมืองมิอาจจะปฏิเสธได้อีกต่อไป
สิ่งที่สูญเสียไปในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ จึงมิใช่แค่การเรียกร้องเพื่อให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งแล้วบอกว่า"ผมเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา" โดยไม่ยอมรับฟังเสียงจากประชาชนด้วยข้ออ้างที่ว่า "มีอะไรก็ให้พูดกันในสภา" เท่านั้น

ตรงกันข้ามหลังเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ได้มีปรากฎการณ์ที่บ่งชี้ว่าประชาธิปไตย ที่เป็นอยู่นั้นไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาประชาชนได้ ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ได้มีการนิยาม "สิทธิ" โดยประชาชนเองมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น "สิทธิชุมชน" ที่เกิดมาท่ามกลางสงครามแย่งชิงทรัพยากรระหว่างเมืองกับชนบท ที่ได้ก่อตัวมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๒๕๓๐ ผ่านกรณีพิพาทเกี่ยวกับ ดิน น้ำ ป่า เป็นจำนวนมากและแหลมคมมากขึ้น "สิทธิชุมชน" ได้รับการอ้างถึงและยอมรับมากขึ้น หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างนายทุนกับชาวบ้านห้วยแก้ว กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อรัฐอนุญาตให้นายทุนเช่าพื้นที่ป่าสาธารณะของชาวบ้านเพื่อปลูกสวนป่า ชาวบ้านห้วยแก้วจึงจุดกระแสการเรียกร้องกฎหมายป่าชุมชนเป็นครั้งแรก ๒๕๓๒ ต่อมาเมื่อมีการศึกษาและเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง ชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน จนสามารถยกร่างกฎหมายป่าชุมชน (ฉบับประชาชน) จนสำเร็จในปี ๒๕๓๖ แม้ว่าจนถึงปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวจะยังไม่สามารถออกมาได้ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าสิทธิชุมชน ได้รับการสถาปนาขึ้นแล้ว

"สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสาร" ก็ได้มีการอ้างถึงและนำมาปฏิบัติจริง จากการที่กลุ่มตาวิเศษ ที่นำโดยคุณหญิงชดช้อย โสภณพาณิช ร่วมกับ กลุ่มทนายอาสา พร้อมกับประชาชนกลุ่มต่าง ๆ กว่า ๙๐๐ คน ได้อ้างมาตรา ๔๘ ทวิ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ที่บัญญัติไว้ว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารจากหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ ในเมื่อการนั้นมีหรืออาจจะมี ผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของตน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ" ฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้เปิดเผยขอดูสัญญาโครงการรถไฟฟ้าธนายง ว่าจะส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ก็นับว่าเป็นก้าวแรกของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในเวลาต่อมา

หรือการแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างชุมชนบ้านครัวกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จากที่เคยเป็นการตัดสินใจโดยรัฐแต่ฝ่ายเดียว รัฐบาลจำเป็นต้องตั้ง คณะกรรมการพิจารณาประโยชน์ของถนนรวม และการกระจายการจราจรต่อระบบทางด่วนขั้นที่ 2 จนนำมาสู่การใช้กระบวนการไต่สวนสาธาณะ (public hearing ซึ่งต่อมาราชบัณฑิตได้นิยามศัพท์ใหม่ว่า ประชาพิจารณ์) แม้ว่ารายงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะชี้ชัดว่าโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน ขณะที่ผู้บริหารชุดต่อมาจะไม่ยอมรับมติชุดดังกล่าว แต่ทว่าโครงการก็ดำเนินต่อไปไม่ได้เช่นกัน

และหลังจากปล่อยนักการเมือง ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเกม ที่จะชนะคะคานกันในทางการเมือง โดยมิได้มองที่เนื้อหาสาระที่แท้จริง ในระยะเวลาสองปี หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร ได้ประกาศอดอาหารประท้วงในปี ๒๕๓๗ โดยมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลที่สำคัญคือ ให้สภาผู้แทนราษฎรยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้น มาจากสภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดย รสช.

ถึงแม้เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่ก็แลกกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับคนเป็นจำนวนมาก "ความตายไร้ชื่อ?" ข้อเขียนของ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในโอกาสฌาปนกิจศพชายนิรนามสามคน ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ได้เตือนให้เราระลึกอยู่เสมอว่า

"ไม่ว่า (ผู้เสียชีวิต) จะชื่ออะไร จะมีเจตจำนงอย่างไร จะมีทัศนะคติต่อความตายชนิดไหน แต่บรรดาผู้ตายเพราะถูกสังหาร ในคืนแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น ความตายของพวกเขาก็มีความหมายในฐานะส่วนหนึ่ง ของประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ เพราะความตายเช่นนั้นเป็นส่วนหนึ่ง ของราคาที่สังคมไทยต้องจ่าย เพื่อการเปลี่ยนแปลง คงเป็นหน้าที่ของคนที่ยังอยู่ ต้องหาวิธีให้ความตายของผู้คนที่ไม่ทราบชื่อนั้น มีความหมายด้วยการใช้สติปัญญาสร้างสรรค์บ้านเมืองนี้ต่อไป"


เที่ยวไปตามตะวัน

รวบรวมเรียบเรียง

บันทึกไว้ในคราวครบรอบ16ปี พฤษภาทมิฬ...

                             17 พฤษภาคม 2551

เพลง : ราชดำเนิน
ศิลปิน : คาราบาว
อัลบั้ม : พฤษภา
สังกัด : มองโกล

บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น