๔ จำพวกของบุคคลที่ทำกรรม
โพสเมื่อ 2012-06-26 15:25:11 โดย hanakoโดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
นอกจากการจัดแบ่งรูปกรรมแล้ว พระพุทธศาสนายังได้จัดแบ่งบุคคลที่ทำกรรมหรือเนื่องด้วยกรรม เพื่อประกอบการเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมอันสัมพันธ์กับการกระทำของบุคคล (ซึ่งเป็นกรรมในระดับศีลธรรม) เช่น แบ่งเป็น ๔ จำพวกของบุคคลที่ทำกรรม ได้แก่
๑.พวกที่ ๑ มีชีวิตอยู่ด้วยผลแห่งความบากบั่นของตนเอง ไม่มีผลกรรมเก่ามาเกี่ยวข้อง- มนุษย์ธรรมดาสามัญ
๒.พวกที่ ๒ มีชีวิตด้วยผลกรรมเก่า ไม่ได้มีชีวิตด้วยผลความบากบั่นของตนในปัจจุบัน- เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาขึ้นไป
๓.พวกที่ ๓ อาศัยความเพียรปัจจุบันด้วย อาศัยผลกรรมเก่าด้วย มีชีวิตเป็นอยู่ เช่น พระราชาขั้นชั้นปกครอง ผู้มีฐานะทั้งหลาย ฯลฯ หมายถึง มนุษย์ผู้มีความพรั่งพร้อมในปัจจัย ๔ และฐานะโอกาสทางสังคม
๔.พวกที่ ๔ ไม่มีทั้งความเพียรปัจจุบัน ไม่มีทั้งผลกรรมเก่ามาอุดหนุน เช่น สัตว์นรกทั้งหลาย
หากพิจารณาการจัดประเภททั้ง ๔ จำพวก จะเห็นความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน (ในอบายภูมิ) เป็นตัวอย่างที่มีความแตกต่างกันที่มโนกรรม ซึ่งของมนุษย์ยังขับเคลื่อนไปได้ สามารถเจริญสติปัญญาได้ หรือมีอวิชชาขับเคลื่อนไปอยู่ตามกระแส ส่วนสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่มีอำนาจดังกล่าว เพราะอาศัยความทุกข์เป็นอาหารอยู่ในปัจจุบันนั้น ดังนั้นคงจะสรุปได้ว่ากรรมยังงอกงามอยู่ในหมู่ของมนุษย์ที่ยังขับเคลื่อนด้วยกิเลส และสามารถพัฒนาให้เกิดโพธิหรือปัญญา เพื่อทำให้กรรมสิ้นสุดลงได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงประทานการสั่งสอนเรื่องการดับทุกข์กับมนุษย์เป็นหลัก เพราะการทำกรรมในอัตภาพใด ย่อมเสวยผลในอัตภาพนั้น เป็นทิฏฐธรรมบ้าง อุปปัชชะบ้าง อปราปริยะบ้าง
ซึ่งสืบเนื่องในอัตภาพนั้นๆ ดังพระภาษิตที่ว่า... “...กรรมที่ทำเพราะโลภะ โทสะ โมหะเหล่านี้ มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นแดนเกิดเหล่านี้ ย่อมให้ผลในที่ซึ่งอัตภาพของบุคคลนั้นกระทำหรือเสวยผล กรรมย่อมให้ผลในอัตภาพซึ่งบุคคลนั้นเกิด กรรมให้ผลในอัตภาพใด เขาย่อมเสวยผลในอัตภาพนั้น เป็นอย่างทันควันบ้าง เป็นอย่างในเวลาต่อมาบ้าง เป็นอย่างในเวลาต่อไปอีกบ้าง”
เมื่อเข้าใจถึงหลักกรรมกับความสัมพันธ์ของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่แตกต่างกันไป เราจะพบว่าเรื่องกรรมนั้นมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์มาก ทั้งในระดับศีลธรรมและในระดับสัจธรรม ด้วยมนุษย์สามารถอาศัยกฎเกณฑ์กรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตจนก้าวสู่จุดสูงสุดเป็นอริยบุคคลได้ และสามารถพัฒนาจนสิ้นกิเลสได้ โดยอาศัยหลักแห่งกรรมเป็นพื้นฐานในการพัฒนาชีวิต สมดังพระพุทธดำรัสที่ว่า
น ชจฺจ วสโล โหติ น ชจฺจ โหติ พฺรหฺมโณ
กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺรหฺมโณ
แปลความว่า คนเราไม่ได้เป็นคนถ่อย คนต่ำทราม เพราะชาติกำเนิด และไม่ได้เป็นพราหมณ์ เพราะชาติกำเนิด แต่จะเป็นคนทรามก็เพราะกรรม จะเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม
และจะได้สรุปกรรมลงที่การเรียนรู้หลักอิทัปปัจจยตา อันเป็นการเรียนรู้ขั้นสูงสุดเพื่อการดับกรรมให้สิ้น ดังที่ทรงตรัสแสดงเป็นพระภาษิตไว้ว่า
“...บัณฑิตทั้งหลายเป็นผู้ปกติ เห็นปฏิจจสมุปบาทธรรม ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเป็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม เป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกกรรมผูกพันไว้ เหมือนลิ่มสลักรถที่กำลังแล่นไป...”