สรุปกฎแห่งกรรม (กฎเกณฑ์กรรม)
โพสเมื่อ 2012-06-26 15:26:07 โดย hanakoโดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
หากจะสรุปประเด็นสำคัญในพระภาษิตดังกล่าว ก็คงชี้ลงตรงที่ทรงกล่าวว่า บัณฑิตทั้งหลายเป็นผู้ปกติ เห็นปฏิจจสมุปบาทธรรม... อันหมายถึง การเห็นกฎอิทัปปัจจยตา ที่แสดงความเป็นกฎธรรมชาติด้วยความหมายธรรมที่ว่า... เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น... ผู้เข้าใจหลักดังกล่าวจะฉลาดในกรรมและวิบาก โดยสามารถเข้าถึงความจริงอย่างไม่สงสัยเลยว่า สัตว์โลกทั้งหลาย ผู้ทำกรรมทั้งหลาย จะต้องเป็นไปตามกรรม... ดังที่ปรากฏอยู่ในรูปไตรวัฏฏ์ ซึ่งยากที่สัตว์จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง หากไม่เข้าใจกฎอิทัปปัจจยตา
กิเลสกรรมวิบาก
เมื่อพิจารณาในวงจรไตรวัฏฏ์ ก็จะพบความจริงว่าหากกรรมยังคงดำรงอยู่ ตัวตนยังดำรงอยู่ วิบากก็ยังต้องมีอยู่ และกิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมก็ยังต้องมีต่อไป ด้วยเจตนาให้ทำกรรม คือ กิเลสนั้นยังไม่สิ้นไป กรรมจึงต้องมีอยู่เสมอ... เพราะกรรมต้องมีมุสาเจตนา ซึ่งเป็นไปตามอำนาจอวิชชาให้ลุ่มหลง ดีชั่ว บาปบุญ สุขทุกข์ ฯลฯ ไม่จบไม่สิ้น วนอยู่ในไตรวัฏฏ์ ซึ่งแสดงให้ละเอียดลึกลงไปก็จะพบหลักปฏิจจสมุปบาทธรรม หรืออิทัปปัจจยตา ก็จะเกิด ยถาภูตสัมมัปปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เห็นชอบอยู่ตามความเป็นจริง อันเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา ที่ว่า
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
การเห็นความจริงตามกฎอิทัปปัจจยตาเป็นสัมมาทิฏฐิขั้นสูงสุด (อริยสัมมาทิฏฐิ) ซึ่งสัตว์ทั้งหลายล่วงทุกข์ได้เพราะสมาทานสมฺมาทิฏฐิ ดังพระบาลีที่ว่า
“สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจคุ ?”
ดังนั้นความปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิต เพื่อมุ่งไปสู่ความสุขความเจริญในปัจจุบันทันตาเห็นนั้น หรือเพื่อมุ่งดับทุกข์ให้สิ้นในเบื้องหน้า ก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาจิตให้มีความเห็นชอบและดำเนินวิถีไปตามอริยมรรค องค์ธรรม ๘ ประการ ก็จะถึงการดับกรรมหรือดับทุกข์ได้สิ้น สมดังคำว่า
ผู้มีสัมมาทิฏฐิ... จิตเป็นอันว่าถูกมุงไว้ดีแล้ว ป้องกันไว้ดีแล้ว เหมือนหลังคาเรือนที่ป้องกันไว้ดีแล้ว
ผู้มีสัมมาทิฏฐิ... เป็นเหมือนหลังคามุงจิต คุ้มครองจิตให้เป็นจิตที่ดี
ผู้ตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฏฐิ... ย่อมเป็นผู้ดำเนินสู่หนทางการดับกรรมได้อย่างแท้จริง ด้วยการรู้ทันผัสสะอวิชชา สามารถดับผัสสะได้ทัน... เมื่อผัสสะดับ... กรรมก็ดับ ดังพระบาลีที่ว่า ผัสสะนิโรธา กัมมะนิโรโธ
สรุปกฎแห่งกรรม (กฎเกณฑ์กรรม)
๑.กัมมลักขณะ หมายถึงลักษณะแห่งกรรม.. การกระทำด้วยเจตนา ด้วยกายวาจาใจ
๒.นิทานสัมภาระลักขณะ หมายถึงแดนเกิดแห่งกรรม ได้แก่ ผัสสะที่ประกอบด้วยอวิชชา
๓.เวมัตตากรรม หมายถึงมาตรฐานแห่งกรรมที่ทำให้เกิดใน ๕ ชั้น ได้แก่ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ เทวดา
๔.วิบากกรรม หมายถึงผลกรรมที่แสดงให้ผลทันที (ทิฏฐธรรม) ในระยะต่อมา (อุปปัชชะ) และให้ผลในระยะถัดมาอีก (อปราปริยาย)
๕.นิโรธกรรม หมายถึงความดับแห่งผัสสะ คือ ความดับแห่งกรรม...
๖.นิโรธคามินีปฏิปทากรรม หมายถึง มัชฌิมาปฏิปทา
นี้คือกฎแห่งกรรมที่ปรากฏในนิพเพธิกสูตร อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต สูตรที่ ๙ แห่งมหาวรรค ที่ควรศึกษาเพื่อให้เห็นแนวปฏิบัติไปสู่การดับกรรมให้สิ้นไป ซึ่งในบางพระสูตรก็จะกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ ประการ เป็นเครื่องสิ้นไปให้กรรม ก็คงไม่ได้แปลกอะไร หากเคยเจริญวิปัสสนากรรมฐานกันมา เพราะธรรมหมวดดังกล่าวเป็นธรรมที่นำไปสู่ความตรัสรู้ยิ่งเช่นกัน.... ต่อไปจึงขอนำสาธุชนเข้าสู่การเจริญธรรม...
ขอเจริญพร