จุลศีล

  โพสเมื่อ 2012-06-26 15:30:13 โดย hanako

โดย...คุณสลิต

ปัจจุบันชาวพุทธจำนวนไม่น้อย มีความนิยมชมชอบในการทำบุญ แต่อาจไม่ได้พิจารณาให้ดีว่าสิ่งที่ทำถูกต้องหรือไม่ การถวายของบางอย่างอาจไม่เหมาะแก่พระ อีกทั้งด้วยความเคารพและศรัทธา ชาวพุทธไม่น้อยมักพอใจที่จะให้พระทำนายทายทัก หรือรักษาโรค เรื่องเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?

ชาวพุทธที่ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจังนั้น ปัจจุบันก็มีจำนวนน้อยลงมาก อย่างไรก็ตามยังมีวิธีง่ายๆ ที่จะรู้ได้ว่าอะไรควร ไม่ควร ด้วยพระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของศีลไว้โดยละเอียดแต่ไม่ยาวมากนัก ในพระสูตรชื่อพรหมชาลสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องศีลไว้ มีตั้งแต่จุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล หากศึกษาในพระสูตรนี้ MQ เชื่อว่าจะทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งใดถูกผิด เหมาะไม่เหมาะ ควรไม่ควร แก่ภิกษุในพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ก่อนที่จะกล่าวถึงศีลทั้ง 3 หมวด ขอเล่าถึงที่มาของพระสูตรนี้ ก็ด้วยการที่ในสมัยพุทธกาลมีผู้กล่าวติและกล่าวชมพระรัตนตรัย ภิกษุได้สนทนากันเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงเรื่องการปฏิบัติต่อคำติและคำชมของผู้อื่น และแสดงถึงคำชมที่เป็นจริงในพระพุทธองค์ในระดับของศีล ก็คือ ศีลทั้ง 3 นี้

จุลศีล โดยสรุปย่อและคำอธิบายในอรรถกถา เป็นเรื่องของ

ศีลที่เป็นไปทางกาย คือ ละการฆ่าสัตว์ ละการลักทรัพย์ ละการประพฤติที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ทั้งยังประพฤติดีในลักษณะตรงกันข้าม ได้แก่ มีความเอ็นดู มีความกรุณาในสัตว์ รับแต่ของที่เขาให้ เว้นจากเมถุน เป็นต้น

ศีลที่เป็นไปทางวาจา คือ ละการพูดเท็จ ละคำส่อเสียดให้คนแตกกัน ละคำหยาบ ละคำเพ้อเจ้อ ทั้งยังกล่าววาจาดีในลักษณะตรงกันข้าม ได้แก่ พูดคำจริง ดำรงคำสัตย์ พูดเพื่อความพร้อมเพรียง กล่าววาจาเพราะหู พูดอิงธรรม อิงเหตุผล โดยกาลอันควร เป็นต้น

ศีลที่เป็นวัตรปฏิบัตินอกจากที่กล่าวมาแล้ว ได้แก่

เว้นจากการพรากพืชคามและภูตคาม (รายละเอียดในข้อนี้ กรุณาติดตามอ่านตอนหน้า มีความเกี่ยวข้องกัน)

ฉันอาหารหนเดียว เว้นการฉันในราตรี เว้นการฉันในเวลาวิกาล

เว้นขาดจากการขับร้อง ฟ้อนรำ ประโคมดนตรี ดูการละเล่นอันเป็นข้าศึก (ต่อกุศล)

เว้นขาดจากการประดับทัดทรง ดอกไม้ ของหอม ประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว

เว้นขาดจากการนั่งนอนที่นั่งที่นอนสูง และที่นั่งที่นอนใหญ่ (ที่นอนเกินประมาณ เรียกว่าที่นอนสูง เครื่องปูลาดที่เป็นอกัปปิยะ (แปลว่า ไม่ควร) เรียกว่า ที่นอนใหญ่)

เว้นขาดจากการรับทองและเงิน (ไม่รับและไม่จับต้องทองและเงินเอง และไม่ให้คนอื่นจับต้องรับไว้เพื่อตน อธิบายในอรรถกถาว่า ชาตรูปํ ได้แก่ ทอง รชตํ ได้แก่ อกัปปิยะ ที่บัญญัติ เรียกว่า กหาปณะ เป็นมาสกทำด้วยโลหะ มาสกทำด้วยครั่ง มาสกทำด้วยไม้)

เว้นขาดจากการรับธัญชาติดิบ (ธัญชาติ 7 อย่างคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวละมาน ข้างฟ่าง ลูกเดือย และหญ้ากับแก้ แม้การจับต้องธัญชาติดิบเหล่านี้ก็ไม่ควร)

เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ (ทั้งเนื้อสัตว์และเนื้อปลาที่ดิบ แม้จับต้องก็ไม่ควร)

เว้นขาดจากการรับสตรีและเด็กหญิง (สตรี หมายถึงหญิงที่มีชายครอบครอง นอกนั้นเรียกว่า กุมารี ทั้งการรับและการจับต้อง ไม่ควร)

เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส (การรับไม่ควร แต่ถ้าขอถวายให้เป็นคนงานวัด จะรับก็ควร)

เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ

เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร

เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา

เว้นขาดจากการรับนาและไร่

เว้นขาดจากการเป็นทูต (ได้แก่ การรับหนังสือ ข่าวสาร ที่คฤหัสถ์ใช้ไป) และการรับใช้ (การเดินรับใช้จากเรือนนี้ไปเรือนนั้น เล็กๆ น้อยๆ)

เว้นขาดจากการซื้อและการขาย

เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง และเครื่องตวงวัดต่างๆ

เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง

เว้นขาดจากการฆ่าฟัน จองจำ ตีชิง ปล้นจี้

นี้เป็นเพียงจุลศีล ที่เป็นคำที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “เมื่อปุถุชนกล่าวชม ตถาคต พึงกล่าวชมอย่างนี้” ยังไม่ใช่เพียงแค่นี้ ยังมีมัชฌิมศีล และมหาศีล ซึ่งขอนำมาคุยกันต่อๆ ไป

เมื่อเราทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงมีวัตรปฏิบัติเช่นไร อะไรควร อะไรไม่ควร การที่เราจะถวายอะไรๆ แด่ภิกษุก็ควรพิจารณาเรื่องของจุลศีล เป็นการเทียบเคียงด้วย เช่น หากจะถวายซาชิมิให้พระฉัน นั้นไม่ควร เพราะเป็นปลาดิบ อย่างนี้เป็นต้น หากพระท่านศึกษา ท่านสำรวม ท่านก็จะไม่ฉัน แต่ถ้าท่านไม่รู้ หรือไม่พิจารณาให้ดี ฉันไป ท่านก็จะผิดศีล

ดังนั้น ในฐานะพุทธศาสนิกชนที่ดี เราจึงควรช่วยกันรักษาพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง และถวายในสิ่งที่ทรงอนุญาตไว้ ภิกษุสามเณรก็จะเป็นอยู่ได้โดยสัปปายะและปลอดภัยจากการผิดศีล ได้บุญ ครบถ้วนทั่วหน้า ทั้งผู้ถวายและผู้รับ...



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น