พระราชประวัติของร.9

  โพสเมื่อ 2009-10-06 02:30:32 โดย jiranun17
 

พระราชประวัติของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์





เรียบเรียงโดย พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต

พระราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรี นฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงมีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช

พระองค์ทรงมีพระเชษฐภคินีและพระบรมเชษฐา ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

พระองค์ทรงพระราชสมภพในราชสกุล "มหิดล" อันเป็นสายหนึ่งในพระบรมราชจักรีวงศ์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ซึ่งเป็นพระโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด๎ ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาได้ ๑๘ ปี ๖ เดือน ๔ วัน ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ สืบแทนสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ซึ่งเสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงสืบสันตติวงศ์จากอดีตพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทั้งหลาย เพื่อที่จะได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันยังคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่ปวงประชาชนชาวไทยสืบต่อไป ซึ่งทวยราษฎร์ทั้งหลายต่างตระหนักและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เป็นด้วยเหตุว่าสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคต ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุเพียง ๑ พรรษา กับอีก ๙ เดือนเท่านั้น จึงตกเป็นพระราชภาระใน สมเด็จพระบรมราชชนนี ที่จะทรงอภิบาลพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งสามพระองค์ตามลำพัง

แต่ด้วยเดชะพระบารมีแห่ง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระปรีชาสามารถ อย่างยิ่ง ทรงอภิบาลรักษาพระราชโอรส พระราชธิดา ให้ทรงพระเจริญงามพร้อมด้วยพระราชจริยวัตร และสมบูรณ์ด้วยพระสติปัญญา สมพระอิสริยยศและความหวังของปวงชน

ครั้นต่อมาก็ได้เข้าสู่พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดาคนโตของ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓

เสด็จขึ้นครองราชย์

ต่อมาวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็น พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยทรงเปล่ง พระปฐมบรมราชโองการ ดังนี้ว่า...

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อ ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม...”

หลังจากนั้น มีพระบรมราชโองการโปรด เกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาสมเด็จพระราชินี เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ตามโบราณขัตติยราชประเพณี ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดาด้วยกัน รวมทั้งสิ้น ๔ พระองค์

ในระหว่างที่ทรงครองราชสมบัตินั้น ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ได้บำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์นานัปการ ทั้งในด้านการสังคมสงเคราะห์ด้านการสาธารณสุข ด้านการส่งเสริมอาชีพ การหาแหล่งน้ำ เป็นต้น

พระองค์ทรงประกอบ สังคหวัตถุ ๔ ประการ ทรงบำเพ็ญ ทศพิธราชธรรม ดุจดั่ง พระมหาสมมติราช อันเป็นคุณสมบัติสำหรับพระมหากษัตริย์ทั้งหลายที่ได้รับการยกย่องว่า ทรงเป็น "พระเจ้าธรรมมิกราช" อย่างแท้จริง

สำหรับพระราชกรณียกิจในด้านพระพุทธศาสนา ในฐานะที่ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกยอยกพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนพระองค์ไว้เป็นแบบอย่าง ในฐานะทรงเป็น "พุทธมามกะ" ดังเช่นกับบุคคลอื่นผู้เกิดบนผืนแผ่นดินไทย ภายใต้ร่มเงาของผ้ากาสาวพัสตร์ จึงได้เสด็จออกทรงผนวชเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ นับเป็นเวลา ๑๕ วัน

เสด็จพระราชดำเนินวัดท่าซุง

และที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนั้น พระองค์ได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา และ ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะที่ "วัดท่าซุง" แห่งนี้ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาถึง ๒ วาระ ดังนี้คือ...

ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เนื่องในพระราชพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ องค์พระประธานในพระอุโบสถ และทรงเททองหล่อรูป หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา

และครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เนื่องในพระราชพิธีตัดลูกนิมิต ณ พระอุโบสถใหม่ พระองค์ได้ทรงปฏิสันถาร สนทนาธรรมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และได้นิมนต์หลวงพ่อเพื่อทรงสนทนาธรรม และออกเดินทางเยี่ยมเยียนทหารตำรวจชายแดน ในที่หลายแห่งและหลายวาระ

จนกระทั่งต่อมาภายหลังทรงมีพระราชประสงค์ให้ตั้ง ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดาร ขึ้นที่วัดท่าซุง เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ อีกทั้งได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งเป็นกองทุน พร้อมทั้งพระราชทานสิ่งของต่างๆ พร้อมทั้งเครื่องบันทึกเทป เพื่อเผยแพร่ธรรมะไว้อีกด้วย

เมื่อพระองค์ทรงเริ่มต้นเป็น "กองทุน" ซึ่งต่อมาพวกเราก็ได้มีโอกาสร่วมกันสมทบทุนโดยเสด็จพระราชกุศลร่วมกับพระองค์ แล้วตั้งชื่อว่า "กองทุนมูลนิธิ หลวงพ่อปาน - หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร" นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพร้อมด้วยคณะศิษย์ทั้งหลาย จึงได้จัดเตรียมวัตถุสิ่งของ อันมีข้าวสาร น้ำตาล เกลือ เสื้อผ้า และเวชภัณฑ์ต่างๆ เป็นอันมาก ออกเดินทางไปทั่วทุกภาคของประเทศ พร้อมทั้งมอบ วัตถุมงคล ให้แก่ทหารตำรวจชายแดนอีกด้วย

หลวงพ่อเป็นผู้ก่อตั้ง "ธนาคารข้าว" เป็นแห่งแรก

ในสถานที่บางแห่งก็ได้ตั้ง ธนาคารข้าว บางทีก็หาทุนช่วยขุดบ่อน้ำให้ราษฎร หรือตั้ง โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร แล้วตั้งชื่อว่า "โรงเรียนราชานุเคราะห์" ทั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่สถานที่นั้น เพราะเป็นการริเริ่มของพระองค์ หลวงพ่อและคณะศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ได้ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์เป็นที่สุด

เพราะฉะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ยากที่จะพรรณนาให้หมดสิ้นได้ น้ำพระทัยที่ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์ จึงมีมากล้นยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร

ทรงปรารถนา "พุทธภูมิ"

พระราชจริยวัตรดังที่กล่าวนี้ บุคคลธรรมดาสามัญยากที่จะกระทำได้ ถ้ามิใช่วิสัยของ พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย ดังที่หลวงพ่อเคยถวายพระพรไว้ ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๐ คือเมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีล่วงมาแล้ว ในตอนหนึ่งที่พระองค์ตรัสถามหลวงพ่อว่า...

“เขาพูดกันว่าผมปรารถนาพุทธภูมิ เป็นความจริงไหมครับ..?”

หลวงพ่อท่านก็ถวายพระพรว่า
“เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่..พระองค์ปรารถนามานาน..เท่าที่ทราบ..พระองค์ปรารถนามานาน.. แต่เวลานี้บารมีก็เป็น "ปรมัตถบารมี" แล้ว ก็เหลืออีกเพียง ๕ ชาติ และที่พระองค์ปฏิบัติมานี่มันเลยแล้ว..ไม่ใช่ไม่สำเร็จ..!

"พุทธภูมิ" นี่ต้องบำเพ็ญบารมีกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เป็น "วิริยาธิกะ" วิริยาธิกะนี่..ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขย กำไรแสนกัป นี่บำเพ็ญบารมีมาเกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว "แสนกัป" อาจจะยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ”

ในขณะนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ตรัสถามหลวงพ่อว่า
“พระเจ้าอยู่หัวก็ดี หม่อมฉันก็ดีก็มี ความเคารพในพระคุณพระราชวงศ์จักรีอยู่ตลอดเวลา ที่ท่านสามารถจะทรงความเอกราชไว้ได้ ก็อยากจะทราบว่าทั้งสองคนนี่..จะทรงชาติกับศาสนาไว้ได้ไหม..?”

หลวงพ่อได้ถวายพระพรว่า
“ก็ได้..ประเทศเราไม่มีเกณฑ์จะต้องตกเป็นเหยื่อคอมมิวนิสต์”

แล้วพระองค์ก็ตรัสถามอีกว่า
“ฉันทั้งสองคนนี่ ทั้งพระเจ้าอยู่หัวด้วย และฉันด้วย จะต้องตายเพราะการที่เขามุ่งจะฆ่าไหม..?”

พอตรัสถามตรงนี้ หลวงพ่อท่านบอกว่า พระก็ดลใจให้ตอบว่าดังนี้...
“ก็ในเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี่ เป็นนักรบฝีมือดีมาจากสุโขทัย และการมาเกิดคราวนี้ ต้องการจะเกิดเพื่อจรรโลงให้คงอยู่ให้ ชาติมีความร่มเย็นเป็นสุข แล้วเรื่องอะไร..ที่ ต้องมาตายเพราะเรื่องคมอาวุธล่ะ..ถ้าจะเจ็บตายเอง..เป็นเรื่องธรรมดา และต้องตายด้วย เรื่อง "คมอาวุธ" อันนี้ไม่มี..!”


 
Webmaster และคณะผู้จัดทำ

"เว็บวัดท่าซุง" และ "เว็บตามรอยพระพุทธบาท"


บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


ขอให้ทุกๆคนมีความสุข

#1 โดย ด.ญ.โณ๋ณ นันวากร
เมื่อ 2011-01-23 20:12:54