ความเชื่อเรื่อง
โพสเมื่อ 2009-10-06 02:34:34 โดย malithai
การปล้นโลกยุคใหม่
ความเชื่อเรื่อง ‘รัฐชาติ’ (Nation-State) ก่อกำเนิดขึ้นจากทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ (ตะวันตก) หากผู้อ่านได้เรียนวิชารัฐศาสตร์ เราจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานว่าด้วยรัฐ วิชานี้จะให้ภาพว่า ‘รัฐคืออะไร’ คำตอบก็คือ ‘รัฐ คือดินแดนที่มีอธิปไตยเหนือพื้นที่ และมีจำนวนประชากรแน่นอน’
นี่คือตำราฝรั่ง ที่พร่ำสอนนักศึกษาไทย
แปลก...แต่ก็จริง ตำรารัฐศาสตร์ว่าด้วยรัฐของฝรั่งนี้ กลับไม่มีตำราว่าด้วยรัฐในระบบ Empire หรือ รัฐมหาอำนาจขนาดใหญ่ ให้คนไทยได้เรียนรู้
ทำไม...ตำรารัฐศาสตร์สอนเฉพาะเรื่องรัฐชาติ แต่กลับไม่สอนเรื่อง Empire ทั้งๆ ที่บรรดารัฐมหาอำนาจในโลกตะวันตก อย่างเช่น สเปน โปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา มีฐานะเป็น Empire ขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น
คำตอบที่ผมพอคิดได้คือ หากคนไทยเรียนรู้เรื่องกำเนิด และการดำรงอยู่ของ Empire ในโลกตะวันตก คนไทยและคนในโลกที่สามจะตระหนักถึงความสำคัญของระบบโลก และรู้ถึงความเลวร้ายของลัทธิการล่าอาณานิคม รวมทั้งเรียนรู้ว่า บรรดารัฐยุโรปและรัฐอเมริกาปัจจุบันล้วนแต่เติบใหญ่ขึ้นมาจากการล่าอาณานิคมและการปล้นโลกด้วยกันทั้งนั้น
เกือบ 700 ปีที่ผ่านมา ‘การล่าอาณานิคม’ และ ‘การปล้นโลก’ คือที่มาของความมั่งคั่ง และความรุ่งเรืองของชาติมหาอำนาจตะวันตก
พอระบบโลกก้าวถึงยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่ สงครามการล่าอาณานิคมแบบเก่าดูราวจะสิ้นสุดลง แต่การครอบโลกและการปล้นโลกหาได้สิ้นสุดลงไม่
รูปแบบการปล้นโลกเปลี่ยนไปจากการล่าอาณานิคม.....สู่การหากำไรจากสงคราม กับการผูกขาดการค้าน้ำมัน และการค้ายาเสพติด
‘สงคราม น้ำมัน และยาเสพติด’ ได้กลายเป็นแหล่งที่มาของการหากำไรสมัยใหม่ และเป็นที่มาของคำว่า Turbo-Accumulation
ในยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่ วิธีหากำไรที่ง่ายที่สุดคือ การดำเนินสงคราม ยิ่งมีสงคราม และสงครามขยายตัว กำไรจากการค้าอาวุธและสินค้าอื่นๆ ด้านการป้องกันและความมั่งคงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
แหล่งไหนที่มีทรัพยากรที่มีค่า ยิ่งกลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายแก่การก่อสงคราม
ปัจจุบัน สงครามก่อเกิดขึ้นเกือบทุกจุดที่เป็นแหล่งน้ำมันและแหล่งทรัพยากรอันมีค่าของโลก อย่างเช่นที่ตะวันออกกลาง และในย่านแอฟริกา (น้ำมันและทองคำ)
แต่ย่านไหนที่ไม่มีทรัพยากรที่มีค่ามากนัก อย่างเช่นในละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเกิดสงครามขึ้นก็มีการขายอาวุธแลกกับยาเสพติด
นี่คือ ที่มาของเฮโรอีนและโคเคนที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
การค้ายาเสพติดจึงกลายเป็น ‘รายได้และกำไร’ มหาศาลของบรรดานายทุนค้าอาวุธเช่นกัน
นี่คือ ที่มากำไร (พิเศษ) หลายรูปแบบ ที่ชนชั้นผู้นำ หรือ บรรดา Elite ของรัฐจักรวรรดิอเมริกาปล้นจากระบบโลก
หากกล่าวอย่างสรุป การหากำไรแบบนี้ดำรงอยู่เบื้องหลังการประกาศสงครามเย็น และสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายในยุคปัจจุบัน
เมื่อโลกก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ การหากำไรพิเศษแบบที่เรียกว่า Turbo-Accumulation ได้พัฒนารูปแบบขึ้นมาใหม่อีก
ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ทุนอเมริกาเคลื่อนตัวใหม่ ออกจากการลงทุนตามปกติ เปลี่ยนสภาพเป็นทุนเก็งกำไร หรือทุนการพนัน
แหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของทุนประเภทนี้คือ สหรัฐอเมริกา
เฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา มีการประเมินกันว่า ทรัพย์สินทางการเงินของทุนใหม่นี้มีค่ามากกว่า GDP ของประเทศอเมริกาประมาณ 4 เท่าตัว
ทุกวันนี้ บรรดานักเก็งกำไรเหล่านี้ทำการซื้อขายเงินกันในตลาดเงิน (เพียงอย่างเดียว) มีมูลค่าถึงประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน เรียกว่า มากกว่าการค้าขายผลผลิตทั่วไปอย่างมหาศาล
ทุนเก็งกำไรนี้ได้กลายสภาพเป็นทุนศูนย์กลางของระบบโลก มีฐานะครอบเหนือตลาดการเงิน และตลาดซื้อขายอื่นๆ ของโลกเกือบทั้งหมด
ที่สำคัญ ทุนแบบนี้หากำไรจากวิกฤต (เศรษฐกิจ) ไม่ต่างจากทุนค้าอาวุธ (สงคราม) เช่นกัน
ยิ่งเศรษฐกิจโลกวิกฤต และยิ่งเกิดการผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดซื้อขายสินค้าอนาคต ตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเก็งกำไรก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ความไม่แน่นอน สงคราม และความผันผวนไปมาของระบบเศรษฐกิจจริง ค่าเงิน และอื่นๆ ได้กลายเป็นที่มาของการทำกำไร (มหาศาล)
ประเด็นสำคัญ ทุนเก็งกำไรนี้มีชีวิตเหมือนกาฝาก กาฝากที่ลำต้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสามารถสูบกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจจริงของโลกทั้งระบบพังได้
นี่คือ ระบบโลกยุคใหม่ ที่กำลังก้าวสู่ความเสียดุลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีอำนาจใดที่จะยับยั้งการเติบใหญ่ของทุนกาฝากนี้ได้
จนกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน‘ทุนกาฝาก’ นี้ได้กลายเป็นทุนที่มีพลังอำนาจครอบโลก
ดูตัวเลขง่ายๆ อภิมหาเศรษฐี 2 คน มีรายได้และมีทรัพย์สินเท่ากับประเทศที่ยากจน ตั้งแต่ยากจนที่สุดประมาณ 45 ประเทศรวมกัน
คนรวยของโลกกำลังกลายเป็น ‘พวกอภิ- อภิ-มหาร่ำรวย’ พวกเขารวยขึ้นมาได้จากการเล่นกับ วิกฤต และเพิ่มขยายวิกฤต
อย่างเช่น ทุกวันนี้ เรารู้ว่าระบบเศรษฐกิจโลกกำลังหดตัวครั้งใหญ่ แต่บรรดาพวกทุนเก็งกำไร กลับยิ่งใช้โอกาสนี้หากำไรจากการปั่นราคาน้ำมัน และการปั่นราคาทรัพยากรที่มีค่าอื่นๆ
ถ้าเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่า “อีกไม่นานนัก....ระบบเศรษฐกิจจริงของโลกทั้งระบบจะจมลงสู่วิกฤตที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดการทรุดใหญ่”
วันนี้ วิกฤตราคาน้ำมัน วิกฤตเงินเฟ้อ วิกฤตข้าวยากหมากแพง กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก และกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
การทรุดตัวครั้งใหญ่ของระบบโลกทั้งใบ กำลังใกล้เข้ามา
วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ จะกินเวลาอย่างน้อยจากนี้ไปถึง 20 ปี และจะนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมครั้งสำคัญของระบบโลก และทุกประเทศในโลก
วิกฤตการเมืองไทย และเศรษฐกิจไทย ที่กำลังก่อตัวขึ้น ที่แท้คือ ‘ภาคส่วนหนึ่งของวิกฤตโลกครั้งนี้’ เท่านั้น
นี่คือ โลกทั้งใบที่กำลังวิกฤต และกำลังอภิวัฒน์ใหญ่
แต่...คนไทยส่วนใหญ่ยังหลงมองโลกในแง่ดี และเข้าใจโลกเพียงแค่ประเทศไทย
เราหลงใหลตำราฝรั่ง ที่สอนเราแต่เรื่องความรุ่งเรืองใหญ่หลังยุคโลกาภิวัตน์ เราเชื่อฝรั่งและรักชาวฝรั่งมากกว่าคนไทยและชาวตะวันออกด้วยกันเพราะเราเชื่อว่า ชาวฝรั่งจะนำอารยธรรมมาสู่ชาวโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
ถึงเวลาหรือยัง? .....ที่เราต้องกล้าอภิวัฒน์วิถีคิด
ต้องเริ่มศึกษา และทำความเข้าใจโลกใหม่ เริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรมตะวันตก”
วันนี้ ‘การครอบโลก’ และ ‘การปล้นโลกครั้งใหม่’ กำลังก่อตัวขึ้น พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของ ‘วิกฤตสารพัดรูปแบบ’ ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
ในขณะที่ ‘ชนชั้นนำไทย’ และ ‘รัฐไทย’ กำลังสิ้นปัญญา และหาทางออกไม่เจอ
หนทางเดียวที่จะเผชิญวิกฤตครั้งนี้ได้ ต้องอาศัยความตื่นรู้ของคนไทยทั้งชาติ
วันนี้ ความตื่นรู้ของคนไทยเริ่มปรากฏออกมาแล้วในนามของ “ความรักชาติ รักบ้านเมือง”
ความรู้สึกด้าน ‘ชาตินิยม’ หรือ ‘รักชาติ’ แม้จะดูคับแคบไปบ้างแต่ก็มีค่าอย่างยิ่ง เพราะสามารถผนึกคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
บทสรุป
ไม่นานมานี้ มีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า
“ทำไมอาจารย์จึงสนับสนุนขบวนการพันธมิตรฯ”
ผมตอบว่า
“หากมองจากมิติระบบโลก เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือส่วนหนึ่งของขบวนการในระดับประเทศที่ลุกขึ้นต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์
กระแสโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดพลังต้านขึ้นในระดับประเทศในหลายรูปแบบ
รูปแบบแรก เราเรียกว่า กระแสชุมชนนิยม หรือ Localization กระแสนี้แสดงออกในรูปของการหันกลับสู่ภูมิปัญญาชาวบ้าน และภูมิปัญญาตะวันออก
อีกรูปแบบหนึ่ง แสดงออกในรูปคล้ายๆ กับ กระแสชาตินิยมต่อต้านอิทธิพลและการขยายตัวของกระแสโลกาภิวัตน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างเช่น การต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และต่อต้านนโยบายการค้าเสรี (เงินเสรี)
รูปแบบที่สามเป็น กระแสต่อต้านการเมืองสกปรก อันเนื่องจากอำนาจเงิน (ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ หรือไร้พรมแดน) มีอำนาจครอบเหนือระบอบการเมือง (สภา) จนกลายเป็นที่มาของการคอร์รัปชัน(ระดับชาติ และข้ามชาติ)
ขบวนการพันธมิตรฯ มีลักษณะเป็นขบวนการชาตินิยม หรือขบวนการรักชาติแบบหนึ่ง โดยมีจุดร่วมที่การลุกขึ้นมาต่อต้านการเมืองสกปรก หรือการคอร์รัปชัน (ในชาติ และข้ามชาติ)
ระบอบการเมืองสกปรกนี้ เราเรียกชื่อว่า “ทักษิโณมิกส์”
ทักษิโณมิกส์ในตัวเองจึงเป็นทั้งตัวแทนของอำนาจเงินแบบไร้พรมแดน และเป็นที่มาของระบอบการเมืองสกปรกแบบโกงชาติกินเมือง (ขึ้นมามีอำนาจหลังฟองสบู่แตกปี 2540)
ถ้ามองโดยภาพรวมอย่างกว้างๆ ขบวนพันธมิตรฯ จะคล้ายกับขบวนการ 14 ตุลาคมหลายอย่าง โดยเฉพาะตรงจุดที่ต่อต้านระบอบการเมืองทรราชเหมือนกัน
นอกจากนี้ ในขณะที่เหตุการณ์ 14 ตุลาก่อเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังแพ้สงครามในเวียดนาม ขณะที่ทั่วโลกเกิดวิกฤตน้ำมันและการหดตัวของค่าเงินดอลลาร์
ช่วงปัจจุบันก็เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คล้ายคลึงกัน สหรัฐอเมริกากำลังแพ้สงครามในอิรัก และอัฟกานิสถาน เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน และการหดตัวของค่าเงินดอลลาร์เช่นกัน
ในสมัยนั้น นักศึกษา และประชาชนที่ร่วมกันต่อต้านระบอบทรราช ได้เดินขบวนไปที่พระบรมมหาราชวัง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้นำสู่สงครามกลางเมือง และจบลงด้วยการสิ้นอำนาจของระบอบทรราช
ประวัติศาสตร์มักจะย้อนรอยเดิมเสมอ แต่รายละเอียดมักจะแตกต่างไป
ในอดีตช่วง 14 ตุลา ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อล้มระบอบทหารเผด็จการที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา วันนี้เราเผชิญระบอบการเมืองแบบโกงชาติกินเมืองที่เบื้องหลังคือ ‘ทุนไร้พรมแดน’ ที่หวังจะครอบประเทศไทยและปล้นประเทศไทย
แต่ความหนักหน่วงของสถานการณ์ใน ‘ช่วง 14 ตุลา’ กับ ‘วิกฤตปัจจุบัน’ ต่างกันมาก
ปัจจุบัน วิกฤตมี สภาวะซ้อนทับ แบบหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน จนสามารถใช้คำว่า “กลียุค”
วันก่อนเจอเพื่อนๆ ที่ไปร่วมต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตรฯ เพื่อนคนหนึ่งขอให้ผมช่วยคิดเรื่องการเมืองใหม่
ผมบอกเพื่อนๆ ว่า
“ผมเห็นด้วยว่า การเมืองแบบเก่าล้มเหลว แต่การคิดเพียงการเมืองใหม่น่าจะไม่พอ
ระบบโลก และสังคมไทย กำลังก้าวไปไกลกว่าความต้องการเพียงแค่การเมืองใหม่ เราต้องการเศรษฐกิจใหม่ วัฒนธรรมใหม่ และแนวทางในการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมใหม่
จุดเริ่มที่สำคัญคือ เราต้องกล้าอภิวัฒน์ หรือสร้างภูมิปัญญาใหม่ ที่เกินกว่ากรอบของประเทศหรือกรอบรัฐชาติ
เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร
คำตอบแรก ก็คือ เราต้องรู้ว่าระบบโลกกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางไหน
ถ้าไม่รู้ ไม่ทันโลก...เราก็ตกอยู่ในฐานะเหมือนกับคนตาบอด ที่ค้นหาทางออกไม่เจอ”
จนกว่าจะพบกันอีก
ความเชื่อเรื่อง ‘รัฐชาติ’ (Nation-State) ก่อกำเนิดขึ้นจากทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ (ตะวันตก) หากผู้อ่านได้เรียนวิชารัฐศาสตร์ เราจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานว่าด้วยรัฐ วิชานี้จะให้ภาพว่า ‘รัฐคืออะไร’ คำตอบก็คือ ‘รัฐ คือดินแดนที่มีอธิปไตยเหนือพื้นที่ และมีจำนวนประชากรแน่นอน’
นี่คือตำราฝรั่ง ที่พร่ำสอนนักศึกษาไทย
แปลก...แต่ก็จริง ตำรารัฐศาสตร์ว่าด้วยรัฐของฝรั่งนี้ กลับไม่มีตำราว่าด้วยรัฐในระบบ Empire หรือ รัฐมหาอำนาจขนาดใหญ่ ให้คนไทยได้เรียนรู้
ทำไม...ตำรารัฐศาสตร์สอนเฉพาะเรื่องรัฐชาติ แต่กลับไม่สอนเรื่อง Empire ทั้งๆ ที่บรรดารัฐมหาอำนาจในโลกตะวันตก อย่างเช่น สเปน โปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา มีฐานะเป็น Empire ขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น
คำตอบที่ผมพอคิดได้คือ หากคนไทยเรียนรู้เรื่องกำเนิด และการดำรงอยู่ของ Empire ในโลกตะวันตก คนไทยและคนในโลกที่สามจะตระหนักถึงความสำคัญของระบบโลก และรู้ถึงความเลวร้ายของลัทธิการล่าอาณานิคม รวมทั้งเรียนรู้ว่า บรรดารัฐยุโรปและรัฐอเมริกาปัจจุบันล้วนแต่เติบใหญ่ขึ้นมาจากการล่าอาณานิคมและการปล้นโลกด้วยกันทั้งนั้น
เกือบ 700 ปีที่ผ่านมา ‘การล่าอาณานิคม’ และ ‘การปล้นโลก’ คือที่มาของความมั่งคั่ง และความรุ่งเรืองของชาติมหาอำนาจตะวันตก
พอระบบโลกก้าวถึงยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่ สงครามการล่าอาณานิคมแบบเก่าดูราวจะสิ้นสุดลง แต่การครอบโลกและการปล้นโลกหาได้สิ้นสุดลงไม่
รูปแบบการปล้นโลกเปลี่ยนไปจากการล่าอาณานิคม.....สู่การหากำไรจากสงคราม กับการผูกขาดการค้าน้ำมัน และการค้ายาเสพติด
‘สงคราม น้ำมัน และยาเสพติด’ ได้กลายเป็นแหล่งที่มาของการหากำไรสมัยใหม่ และเป็นที่มาของคำว่า Turbo-Accumulation
ในยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่ วิธีหากำไรที่ง่ายที่สุดคือ การดำเนินสงคราม ยิ่งมีสงคราม และสงครามขยายตัว กำไรจากการค้าอาวุธและสินค้าอื่นๆ ด้านการป้องกันและความมั่งคงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
แหล่งไหนที่มีทรัพยากรที่มีค่า ยิ่งกลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายแก่การก่อสงคราม
ปัจจุบัน สงครามก่อเกิดขึ้นเกือบทุกจุดที่เป็นแหล่งน้ำมันและแหล่งทรัพยากรอันมีค่าของโลก อย่างเช่นที่ตะวันออกกลาง และในย่านแอฟริกา (น้ำมันและทองคำ)
แต่ย่านไหนที่ไม่มีทรัพยากรที่มีค่ามากนัก อย่างเช่นในละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเกิดสงครามขึ้นก็มีการขายอาวุธแลกกับยาเสพติด
นี่คือ ที่มาของเฮโรอีนและโคเคนที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
การค้ายาเสพติดจึงกลายเป็น ‘รายได้และกำไร’ มหาศาลของบรรดานายทุนค้าอาวุธเช่นกัน
นี่คือ ที่มากำไร (พิเศษ) หลายรูปแบบ ที่ชนชั้นผู้นำ หรือ บรรดา Elite ของรัฐจักรวรรดิอเมริกาปล้นจากระบบโลก
หากกล่าวอย่างสรุป การหากำไรแบบนี้ดำรงอยู่เบื้องหลังการประกาศสงครามเย็น และสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายในยุคปัจจุบัน
เมื่อโลกก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ การหากำไรพิเศษแบบที่เรียกว่า Turbo-Accumulation ได้พัฒนารูปแบบขึ้นมาใหม่อีก
ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ทุนอเมริกาเคลื่อนตัวใหม่ ออกจากการลงทุนตามปกติ เปลี่ยนสภาพเป็นทุนเก็งกำไร หรือทุนการพนัน
แหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของทุนประเภทนี้คือ สหรัฐอเมริกา
เฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา มีการประเมินกันว่า ทรัพย์สินทางการเงินของทุนใหม่นี้มีค่ามากกว่า GDP ของประเทศอเมริกาประมาณ 4 เท่าตัว
ทุกวันนี้ บรรดานักเก็งกำไรเหล่านี้ทำการซื้อขายเงินกันในตลาดเงิน (เพียงอย่างเดียว) มีมูลค่าถึงประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน เรียกว่า มากกว่าการค้าขายผลผลิตทั่วไปอย่างมหาศาล
ทุนเก็งกำไรนี้ได้กลายสภาพเป็นทุนศูนย์กลางของระบบโลก มีฐานะครอบเหนือตลาดการเงิน และตลาดซื้อขายอื่นๆ ของโลกเกือบทั้งหมด
ที่สำคัญ ทุนแบบนี้หากำไรจากวิกฤต (เศรษฐกิจ) ไม่ต่างจากทุนค้าอาวุธ (สงคราม) เช่นกัน
ยิ่งเศรษฐกิจโลกวิกฤต และยิ่งเกิดการผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดซื้อขายสินค้าอนาคต ตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเก็งกำไรก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ความไม่แน่นอน สงคราม และความผันผวนไปมาของระบบเศรษฐกิจจริง ค่าเงิน และอื่นๆ ได้กลายเป็นที่มาของการทำกำไร (มหาศาล)
ประเด็นสำคัญ ทุนเก็งกำไรนี้มีชีวิตเหมือนกาฝาก กาฝากที่ลำต้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสามารถสูบกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจจริงของโลกทั้งระบบพังได้
นี่คือ ระบบโลกยุคใหม่ ที่กำลังก้าวสู่ความเสียดุลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีอำนาจใดที่จะยับยั้งการเติบใหญ่ของทุนกาฝากนี้ได้
จนกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน‘ทุนกาฝาก’ นี้ได้กลายเป็นทุนที่มีพลังอำนาจครอบโลก
ดูตัวเลขง่ายๆ อภิมหาเศรษฐี 2 คน มีรายได้และมีทรัพย์สินเท่ากับประเทศที่ยากจน ตั้งแต่ยากจนที่สุดประมาณ 45 ประเทศรวมกัน
คนรวยของโลกกำลังกลายเป็น ‘พวกอภิ- อภิ-มหาร่ำรวย’ พวกเขารวยขึ้นมาได้จากการเล่นกับ วิกฤต และเพิ่มขยายวิกฤต
อย่างเช่น ทุกวันนี้ เรารู้ว่าระบบเศรษฐกิจโลกกำลังหดตัวครั้งใหญ่ แต่บรรดาพวกทุนเก็งกำไร กลับยิ่งใช้โอกาสนี้หากำไรจากการปั่นราคาน้ำมัน และการปั่นราคาทรัพยากรที่มีค่าอื่นๆ
ถ้าเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่า “อีกไม่นานนัก....ระบบเศรษฐกิจจริงของโลกทั้งระบบจะจมลงสู่วิกฤตที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดการทรุดใหญ่”
วันนี้ วิกฤตราคาน้ำมัน วิกฤตเงินเฟ้อ วิกฤตข้าวยากหมากแพง กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก และกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
การทรุดตัวครั้งใหญ่ของระบบโลกทั้งใบ กำลังใกล้เข้ามา
วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ จะกินเวลาอย่างน้อยจากนี้ไปถึง 20 ปี และจะนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมครั้งสำคัญของระบบโลก และทุกประเทศในโลก
วิกฤตการเมืองไทย และเศรษฐกิจไทย ที่กำลังก่อตัวขึ้น ที่แท้คือ ‘ภาคส่วนหนึ่งของวิกฤตโลกครั้งนี้’ เท่านั้น
นี่คือ โลกทั้งใบที่กำลังวิกฤต และกำลังอภิวัฒน์ใหญ่
แต่...คนไทยส่วนใหญ่ยังหลงมองโลกในแง่ดี และเข้าใจโลกเพียงแค่ประเทศไทย
เราหลงใหลตำราฝรั่ง ที่สอนเราแต่เรื่องความรุ่งเรืองใหญ่หลังยุคโลกาภิวัตน์ เราเชื่อฝรั่งและรักชาวฝรั่งมากกว่าคนไทยและชาวตะวันออกด้วยกันเพราะเราเชื่อว่า ชาวฝรั่งจะนำอารยธรรมมาสู่ชาวโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
ถึงเวลาหรือยัง? .....ที่เราต้องกล้าอภิวัฒน์วิถีคิด
ต้องเริ่มศึกษา และทำความเข้าใจโลกใหม่ เริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรมตะวันตก”
วันนี้ ‘การครอบโลก’ และ ‘การปล้นโลกครั้งใหม่’ กำลังก่อตัวขึ้น พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของ ‘วิกฤตสารพัดรูปแบบ’ ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
ในขณะที่ ‘ชนชั้นนำไทย’ และ ‘รัฐไทย’ กำลังสิ้นปัญญา และหาทางออกไม่เจอ
หนทางเดียวที่จะเผชิญวิกฤตครั้งนี้ได้ ต้องอาศัยความตื่นรู้ของคนไทยทั้งชาติ
วันนี้ ความตื่นรู้ของคนไทยเริ่มปรากฏออกมาแล้วในนามของ “ความรักชาติ รักบ้านเมือง”
ความรู้สึกด้าน ‘ชาตินิยม’ หรือ ‘รักชาติ’ แม้จะดูคับแคบไปบ้างแต่ก็มีค่าอย่างยิ่ง เพราะสามารถผนึกคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
บทสรุป
ไม่นานมานี้ มีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า
“ทำไมอาจารย์จึงสนับสนุนขบวนการพันธมิตรฯ”
ผมตอบว่า
“หากมองจากมิติระบบโลก เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือส่วนหนึ่งของขบวนการในระดับประเทศที่ลุกขึ้นต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์
กระแสโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดพลังต้านขึ้นในระดับประเทศในหลายรูปแบบ
รูปแบบแรก เราเรียกว่า กระแสชุมชนนิยม หรือ Localization กระแสนี้แสดงออกในรูปของการหันกลับสู่ภูมิปัญญาชาวบ้าน และภูมิปัญญาตะวันออก
อีกรูปแบบหนึ่ง แสดงออกในรูปคล้ายๆ กับ กระแสชาตินิยมต่อต้านอิทธิพลและการขยายตัวของกระแสโลกาภิวัตน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างเช่น การต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และต่อต้านนโยบายการค้าเสรี (เงินเสรี)
รูปแบบที่สามเป็น กระแสต่อต้านการเมืองสกปรก อันเนื่องจากอำนาจเงิน (ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ หรือไร้พรมแดน) มีอำนาจครอบเหนือระบอบการเมือง (สภา) จนกลายเป็นที่มาของการคอร์รัปชัน(ระดับชาติ และข้ามชาติ)
ขบวนการพันธมิตรฯ มีลักษณะเป็นขบวนการชาตินิยม หรือขบวนการรักชาติแบบหนึ่ง โดยมีจุดร่วมที่การลุกขึ้นมาต่อต้านการเมืองสกปรก หรือการคอร์รัปชัน (ในชาติ และข้ามชาติ)
ระบอบการเมืองสกปรกนี้ เราเรียกชื่อว่า “ทักษิโณมิกส์”
ทักษิโณมิกส์ในตัวเองจึงเป็นทั้งตัวแทนของอำนาจเงินแบบไร้พรมแดน และเป็นที่มาของระบอบการเมืองสกปรกแบบโกงชาติกินเมือง (ขึ้นมามีอำนาจหลังฟองสบู่แตกปี 2540)
ถ้ามองโดยภาพรวมอย่างกว้างๆ ขบวนพันธมิตรฯ จะคล้ายกับขบวนการ 14 ตุลาคมหลายอย่าง โดยเฉพาะตรงจุดที่ต่อต้านระบอบการเมืองทรราชเหมือนกัน
นอกจากนี้ ในขณะที่เหตุการณ์ 14 ตุลาก่อเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังแพ้สงครามในเวียดนาม ขณะที่ทั่วโลกเกิดวิกฤตน้ำมันและการหดตัวของค่าเงินดอลลาร์
ช่วงปัจจุบันก็เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คล้ายคลึงกัน สหรัฐอเมริกากำลังแพ้สงครามในอิรัก และอัฟกานิสถาน เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน และการหดตัวของค่าเงินดอลลาร์เช่นกัน
ในสมัยนั้น นักศึกษา และประชาชนที่ร่วมกันต่อต้านระบอบทรราช ได้เดินขบวนไปที่พระบรมมหาราชวัง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้นำสู่สงครามกลางเมือง และจบลงด้วยการสิ้นอำนาจของระบอบทรราช
ประวัติศาสตร์มักจะย้อนรอยเดิมเสมอ แต่รายละเอียดมักจะแตกต่างไป
ในอดีตช่วง 14 ตุลา ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อล้มระบอบทหารเผด็จการที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา วันนี้เราเผชิญระบอบการเมืองแบบโกงชาติกินเมืองที่เบื้องหลังคือ ‘ทุนไร้พรมแดน’ ที่หวังจะครอบประเทศไทยและปล้นประเทศไทย
แต่ความหนักหน่วงของสถานการณ์ใน ‘ช่วง 14 ตุลา’ กับ ‘วิกฤตปัจจุบัน’ ต่างกันมาก
ปัจจุบัน วิกฤตมี สภาวะซ้อนทับ แบบหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน จนสามารถใช้คำว่า “กลียุค”
วันก่อนเจอเพื่อนๆ ที่ไปร่วมต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตรฯ เพื่อนคนหนึ่งขอให้ผมช่วยคิดเรื่องการเมืองใหม่
ผมบอกเพื่อนๆ ว่า
“ผมเห็นด้วยว่า การเมืองแบบเก่าล้มเหลว แต่การคิดเพียงการเมืองใหม่น่าจะไม่พอ
ระบบโลก และสังคมไทย กำลังก้าวไปไกลกว่าความต้องการเพียงแค่การเมืองใหม่ เราต้องการเศรษฐกิจใหม่ วัฒนธรรมใหม่ และแนวทางในการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมใหม่
จุดเริ่มที่สำคัญคือ เราต้องกล้าอภิวัฒน์ หรือสร้างภูมิปัญญาใหม่ ที่เกินกว่ากรอบของประเทศหรือกรอบรัฐชาติ
เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร
คำตอบแรก ก็คือ เราต้องรู้ว่าระบบโลกกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางไหน
ถ้าไม่รู้ ไม่ทันโลก...เราก็ตกอยู่ในฐานะเหมือนกับคนตาบอด ที่ค้นหาทางออกไม่เจอ”
จนกว่าจะพบกันอีก