ถอดบทประพันธ์ โคลงนิราศนรินทร์

  โพสเมื่อ 2009-10-06 02:25:22 โดย n3dziiza

 ๑. ศรีสิทธิ์พิศาลภพ.........เลอหล้าลบล่มสวรรค์
จรรโลงโลกกว่ากว้าง........แผนแผ่นผ้างเมืองเมรุ
ศรีอยุธเยนทร์แย้มฟ้า.......แจกแสงจ้าเจิดจันทร์
เพียงรพิพรรณผ่องด้าว......ขุนหาญห้าวแหนบาท
สระทุกข์ราษฎร์รอนเสี้ยน..ส่ายเศิกเหลี้ยนล่งหล้า
ราญราบหน้าเภริน............เข็ญข่าวยินยอบตัว
ควบค้อมหัวไหว้ละล้าว......ทุกไทน้าวมาลย์น้อม
ขอออกอ้อมมาอ่อน..........ผ่อนแผ่นดินให้ผาย
ขยายแผ่นฟ้าให้แผ้ว.........เลี้ยงทแกล้วให้กล้า
พระยศไท้เทิดฟ้า.............เฟื่องฟุ้งทศธรรม.....ท่านแฮ

ถอดความ....

ขอความดีงามจงบังเกิดแก่แผ่นดินอันกว้างใหญ่ และ
ประเสริฐยิ่งกว่าดินแดนในโลก จนอาจข่มสวรรค์ แผ่นดินนั้นเปรียบดังเมืองสวรรค์ ณ ยอดเขาพระสุเมรุ และ เป็นที่ค้ำจุนโลกอัน กว้างใหญ่ แผ่นดินที่กล่าวถึงนี้ คือ กรุงศรีอยุธยาอันเรืองรุ่งโรจน์ จับฟ้า และความสว่างรุ่งเรืองนั้นแจ่มแจ้งยิ่งกว่าแสงเดือน จะเปรียบได้ก็กับแสงตะวัน พระนครศรีอยุธยามีเสนาอำมาตย์คอยพิทักษ์รักษาพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงขจัดความทุกข์ของประชาราษฎร และทำลายข้าศึกให้สิ้นไป จนตลอดโลกก็ราบคาบเรียบดังหน้ากลอง บรรดาศัตรูเสี้ยนหนาม เพียงได้ยินชื่อกรุงศรีอยุธยาก็ต้องพากันน้อมตัวกราบไหว้กันอยู่ไสว เพราะความยำเกรง บรรดาเจ้าเมืองต่างๆ ก็ส่งดอกไม้ เครื่องราชบรรณาการมาถวายแด่พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาอันพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยานั้น ได้ทรงขยายพระราชอาณาเขตให้กว้างขวางออกไป ทรงจัดให้บ้านเมืองมีความสุขสงบราบคาบ พระองค์ก็ทรงทำนุบำรุงบรรดาทวยหาญให้มีน้ำใจแกล้วกล้า พระยศ
ของพระองค์นั้นสูงเสมอท้องฟ้า และทศพิศราชธรรมที่ทรงบำเพ็ญนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ตลอดพระราชอาณาเขตของพระองค์


๒. อยุธยายศล่มแล้ว........ลอยสวรรค์ ลงฤา
สิงหาสน์ปรางค์รัตน์บรร.....เจิดหล้า
บุญเพรงพระหากสรรค์......ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ
บังอบายเบิกฟ้า...............ฝึกฟื้นใจเมือง

ถอดความ...
บาท๑...ยศของกรุงศรีอยุธยาล่มแล้ว (หมายถึง เสียกรุงศรีอยุธยา
แก่พม่า) แต่ที่แลเห็นรุ่งเรืองอยู่ดังนี้ ได้ลอยลงมาจาก
สวรรค์หรือ
บาท๒...หมายความว่าปราสาทราชวังงดงามวิเศษ (รัตน) แล
ตระการอยู่บนแผ่นดิน
บาท๓...บุญที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้แต่ปางก่อนช่วยให้พระองค์ได้
บำรุงศาสนาให้รุ่งเรือง
บาท๔...ได้ปิดบังทางแห่งความล่มจม ทรงจัดการให้ใจเมือง (ประชา
ราษฎร) ตื่นขึ้นจากความหลงในการบาปต่างๆ


๓. เรื่องเรืองไตรรัตน์พ้น....พันแสง
รินรสพระธรรมแสดง.........ค่ำเช้า
เจดีย์ระดะแซง................เสียดยอด
ยลยิ่งแสงแก้วเก้า............แก่นหล้าหลากสวรรค์

ถอดความ....

โคลงบทนี้สรรเสริญไตรลักษณ์ว่าเป็นหลักของโลก และว่าพระรัตนไตรนั้นให้ความสว่างแก่โลกยิ่งกว่าแสงพระอาทิตย์

คำว่า เสียดยอด นั้นถ้าดูตามคำก็ว่า ยอดเจดีย์อยู่
ชิดชิดกัน แต่เป็นเพียงจินตนาการของกวี ที่แลเห็นบ้านเมืองเต็มไปด้วยเจดีย์ เพื่อจะพูดให้เห็นว่ามากจริงๆ ตามความนึกคิดจึงว่า เสียดยอด


๔. โบสถ์ระเบียงมรฑปพื้น...ไพหาร
ธรรมาสน์ศาลาลาน...........พระแผ้ว
หอไตรระฆังขาน..............ภายค่ำ
ไขประทีปโคมแก้ว...........ก่ำฟ้าเฟือนจันทร์


บทนี้กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (ในปาฐกถาเรื่องนิราศนรินทร์) ทรงวิจารณ์ว่า พื้น ในบาทแรกนั้นหมายความว่ากระไร ไม่เข้าใจส่วน ลานพระแผ้ว ก็เข้าใจยาก บาท ๓ ดี...บาท ๔ ดีมาก...แต่
ไขประทีปโคมแก้ว นั้นไขที่ไหน ไขที่หอไตร ศาลา หรือ ธรรมาสน์
ผู้ที่อ่านกาพย์กลอน จะต้องอ่านด้วยความพินิจพิจารณา
ยิ่งกว่าอ่านร้อยแก้ว แต่กาพย์กลอนนั้นมีลักษณะอันผิดไปจาก ร้อยแก้วอย่างหนึ่งนั้น คือ กวีมักจะเขียนด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ ฉะนั้นจึงมักละคำต่างๆ ไว้ให้เข้าใจเอาเอง อย่างเช่นโคลงบทนี้ จะเห็นว่ามีความคลุมเครืออยู่ถึง ๓ ตอน ผู้ที่จะบอกความจริงได้ก็มี
แต่ผู้แต่งเท่านั้น ว่าเมื่อเขาเขียนดังนี้เขานึกถึงอะไร เช่นว่า...
ธรรมมาสน์ศาลาลาน.....พระแผ้ว
นั้น..พระกวาด(แผ้ว) ศาลาและลาน หรือจะหมายความว่า ทั้ง ธรรมมาสน์ ศาลา ลาน พระพุทธรูปล้วนแต่สะอาดผ่องแผ้วทั้งสิ้น ฉะนั้นโคลงบางบทจะถอดความเป็นร้อยแก้วให้ชัดเจนไม่ได้ ด้วยกวีเขียนขึ้นตามอารมณ์และความสะเทือนใจ บทกวีไม่ใช่คณิตศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงเหตุผลและความแน่นอนชัดเจน


๕. เสร็จสารพระยศซ้อง....สรรเสริญ
ไป่แจ่มใจจำเริญ..............ร่ำอ้าง
ตราตรอมตระโมจเหิน......หวนสวาท
อกวะหวิวหวั่นร้าง.............รีบร้อนการณรงค์ถอดความ....
เมื่อได้กล่าวคำสรรเสริญพระบรมราชานุภาพแล้ว จะขอรำพันความหม่นหมอง อันตรึงตราอยู่ในดวงใจด้วยว่าจะต้องร้างรักไปไกลเสียแล้ว ในทรวงอกให้รู้สึกวาบหวิว ที่จะต้องจากนางไปในงานพระราชสงคราม โดยด่วน


๖. แถลงปางบำราศห้อง....โหยครวญ
เสนาะเสน่ห์กำสรวล.........สั่งแก้ว
โอบองค์ผอูนอวล............ออกโอษฐ์ อรเอย
ยามหนึ่งฤาแคล้วแคล้ว......คลาดคล้ายขวบปี


บาท ๒....ควรจะแปลว่า ด้วยความโศกเศร้า (ที่จะจากไป) ได้รำพัน สั่งลานางที่รัก ด้วยถ้อยคำอันไพเราะ

บาท ๔....นั้นเปรียบดี ว่า แม้แต่ยามหนึ่งก็ไม่คลาดไปจากนาง เดี๋ยวจะจากไปแล้ว ยามหนึ่งๆที่ต้องจากไปนั้น จะรู้สึกว่านานเป็นปีๆทีเดียว


๗. รอยบุญเราร่วมพ้อง......พบกัน
บาปแบ่งสองทำทัน...........เท่าสร้าง
เพรงพรากสัตว์จำผัน.........พลัดคู่ เขาฤา
บุญร่วมบาปจำร้าง............นุชร้างเรียมไกล
ถอดความ....
ชะรอยว่าในชาติเก่าเราได้ทำบุญและบาปมาด้วยกัน บุญจึงชักนำให้เราได้มาเป็นคู่กัน แล้วบาปที่เราทำได้ตามมาทัน จึงทำให้เราต้องพลัดพรากกัน แต่ก่อนเราคงจะได้ทำสัตว์ให้พลัดคู่กัน ชาตินี้จึงได้เป็นดังนี้ บุญนำให้เรามาร่วมกันฉันใด บาปที่เราร่วมทำกันมา
ก็ทำให้น้องและพี่จำต้องร้างกันไปไกล ฉันนั้น

๘. จำใจจากแม่เปลื้อง......ปลิดอก อรเอย
เยียวว่าแดเดียวยก...........แยกได้
สองซีกแล่งทรวงตก.........แตกภาค ออกแม่
ภาคพี่ไปหนึ่งไว้...............แนบเนื้อนวลถนอม

โคลงบทนี้ เขียนตามความรู้สึกสะเทือนใจของกวีโดยแท้ ตามความหมายก็ว่า ถ้าดวงใจดวงเดียวของกวี (นายนรินทร์) ผ่าแยกออกเป็นสองส่วนได้ ก็จะขอแยกออกเป็นสองส่วน จะฝากไว้แนบนางส่วนหนึ่ง นายนรินทร์เอาไปส่วนหนึ่ง
คำว่า....ใจ....ในที่นี้หมายถึง ตัวนายนรินทร์ นั่นเอง
คำว่า....ปลิดอก....คือ ปลิดนางไปจากอก


๙. โอ้ศรีเสาวลักษณ์ล้ำ.....แลโลม โลกเอย
แม้ว่ามีกิ่งโพยม...............ยื่นหล้า
แขวนขวัญนุชชูโฉม..........แมกเมฆ ไว้แม่
กีดบ่มีกิ่งฟ้า....................ฝากน้องนางเดียว

บทนี้ก็เขียนโดยความสะเทือนใจกวี ซึ่งหมายถึงความรู้สึกอันเต็มตื้น จะนึกจะคิดอย่างไร ก็มีลักษณะเลิศลอยพิสดาร ไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล คือคิดไปโดยทางจินตนาการอันฟุ้งซ่าน
ในที่นี้ต้องเข้าใจว่า นายนรินทร์ ไม่อยากให้เมียอยู่บนพื้นดินเลย (ในขณะที่ตัวจากไป) เพราะนางนั้นงามเป็นขวัญตาของโลก จึงคิดจะเอานางไปแขวนไว้เสียในท้องฟ้า แต่ฟ้าก็ไม่มีกิ่ง (เหมือนกิ่งไม้) จึงคิดไปไม่สำเร็จ คำว่ากิ่งโพยม (กิ่งฟ้า) นั้นเป็นจินตนาการอย่างหนึ่ง

๑๐. โฉมควรจักฝากฟ้า......ฤาดิน ดีฤา
เกรงเทพไท้ธรณินทร์........ลอบกล้ำ
ฝากลมเลื่อนโฉมบิน.........บนเล่า นะแม่
ลมจะชายชักช้ำ...............ชอกเนื้อเรียมสงวน

โคลงบาท ๒ นั้น กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงวิจารณ์ว่า ธรณินทร์ นั้นแปลว่าพระเจ้าแผ่นดิน นายนรินทร์เห็นจะไม่กล้า กล่าวว่าเกรงพระพุทธเลิศหล้าฯ (รัชกาลที่ ๒) จะทรงลอบกล้ำเมียของแก เห็นจะหมายเอาเพียงเทวดาดิน คือ ภูมิเทวดาและพฤกษเทวดาเป็นต้น เท่านั้นเอง (ตรงนี้ก็เป็นเพียงเดาใจนายนรินทร์) แต่กรมหมื่นพิทยาฯ ยังทรงวิจารณ์ต่อไปอีกว่า ถ้านายนรินทร์มิได้มุ่งจะ
ให้หมายถึงพระเจ้าแผ่นดิน เหตุใดจึงเขียน ธรณินทร (ธรณี+อินทร) ซึ่งอาจแปลได้ว่า พระเจ้าแผ่นดิน คือ พระพุทธเลิศหล้า หรือบางทีนายนรินทร์จะเขียน ธรณิน (คือ ธรณี) แต่หากคนคัดลอกตกเติมเสียใหม่เป็น ธรณินทร

๑๑. ฝากอุมาสมรแม่แล้.....ลักษมี เล่านา
ทราบสวยมภูวจักรี............เกลือกใกล้
เรียมคิดจบจนตรี..............โลกล่วง แล้วแม่
โฉมฝากใจแม่ได้..............ยิ่งด้วยใครครอง


โคลงบทที่ ๑๐ - ๑๑ นี้นับได้ว่าเป็นเอกในเชิงคารมโวหาร เราจะเห็นได้ว่า นายนรินทรคิดจะฝากเมียกับฟ้าดิน พระอุมา พระลักษมี แต่ก็มีความวิตก ไม่เชื่อใจทั้งนั้น จึงนึกไปทั่วทั้ง ๓ ภพ ก็ไม่เห็นที่ที่จะไว้ใจได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เห็นจะหมดหนทาง แต่แล้ว
นายนรินทร ก็หวนกลับมาอย่างที่เราคิดไม่ถึงว่าฝากใครก็ไม่ดีเท่ากับฝากไว้กับนางเอง คือถ้านางรักษาตัวนางได้แล้วก็ดีกว่าที่จะฝากใครทั้งหมด


๑๒. บรรจถรณ์หมอนม่านมุ้ง..เตียงสมร
เตียงช่วยเตือนนุชนอน.......แท่นน้อง
ฉุกโฉมแม่จักจร...............จากม่าน มาแฮ
ม่านอย่าเบิกบังห้อง...........หับให้คอยหน

บทนี้ก็เขียนจากอารมณ์กวี ด้วยนายนรินทรพูดกับที่นอน เตียง ม่าน คล้ายกับสิ่งเหล่านี้จะมีวิญญาณเข้าใจได้ นึกดูก็ไม่หน้าเป็นไปได้ที่คนจะพูดกับสิ่งไม่มีชีวิตเช่นนั้น แต่อย่าลืมว่า คนเราเมื่อเกิดความรู้สึกแรงกล้านั้นอาจจะพูดกับอะไรได้ทั้งนั้น
บาท ๓ - ๔ นางอาจออกมาเสียจากม่านก็ได้ ถ้า
เป็นดังนั้นแล้ว ม่านอย่าเปิดให้นางออกมาได้ จงปิดกั้นไว้ และคอยระวังหนทาง (อย่าให้นางออกมาได้)


๑๓. สงสารเป็นห่วงให้.......แหนขวัญ แม่ฮา
ขวัญแม่สมบูรณ์จันทร์.......แจ่มหน้า
เกศีนี่นิลพรร...................โณภาส
งามเงื่อนหางยูงฟ้า............ฝากเจ้าจงดี


บทนี้แสดงความเป็นห่วงเมีย แล้วก็ชมความงามของเมีย

บาท ๒....เปรียบเมียกับพระจันทร์
บาท ๓....เปรียบผมเมียว่าดำเหมือนนิล และหางนกยูง
บาท ๔....ที่ว่า ฝากเจ้าจงดี ฝากอะไรกับใคร เรารู้ว่านายนรินทร์เป็น
คนฝาก ในที่นี้น่าจะหมายความว่า ขอฝากความงาม
สมบูรณ์อย่างพระจันทร์ กับ ผมดำเหมือนนิลไว้กับนาง
หรือ จะฝากนางไว้กับความงาม และผม


๑๔. เรียมจากจักเนิ่นน้อง...จงเนา นะแม่
ศรีสวัสดิ์เทอญเยาว์...........อย่าอ้อน
อำนาจสัตย์สองเรา............คืนร่วม กันแม่
การณรงค์ราชการร้อน........เร่งแล้วเรียมลา

ถอดความ....
พี่จะต้องจากน้องไปเดี๋ยวนี้แล้ว ขอให้น้องจงอยู่ดีเถิด อย่าเศร้าโศกไปเลย (จงทำใจให้เข้มแข็งไว้) ด้วยอำนาจความสัตย์ของเราทั้งสอง พี่คงจะได้กลับมาพบน้องอีก การไปงานพระราชสงคราม ครั้งนี้เป็นการด่วน ทัพจะเร่งออกเดินทางแล้ว พี่จะขอลาน้องไปบัดนี้

๑๕. ลงเรือเรือเคลื่อนคว้าง..ขวัญลิ่ว แลแม่
ทรุดนั่งถอนใจปลิว..............อกว้า
เหลียวหลังพี่หวาดหวิว........ใจวาก
แลสั่งสบหน้าหน้า..............แม่หน้าเอ็นดู

ตอนนี้ผู้อ่านควรจะนึกเห็นภาพว่านายนรินทร์ลงเรือ เป็นลำทรงของกรมพระราชวังบวร ฯ ก็ได้ ด้วยนายนรินทร์เป็นมหาดเล็ก และเมียนายนรินทร์คงจะมาส่งที่ท่าด้วย จึงหันมาสั่งด้วยสายตาอีก ทีหนึ่ง และนายนรินทร์คงนึกสงสารเมียที่มีหน้าตาเศร้าสร้อย

๑๖. ออกจากคลองขุดข้าม...ครรไล
เรือวิ่งอกว้าใจ..................หวาดขว้ำ
เด็ดแดดั่งเด็ดใย...............บัวแบ่ง มาแม่
จากแต่อกใจปล้ำ..............เปลี่ยนไว้ในนาง

บทนี้ยังพรรณนาความอาลัย เปรียบเทียบการเด็ดใจ คือ ตัดใจจากมานั้น เหมือนกับเด็ดบัว ไม่ขาดง่ายๆมีใยติดอยู่
อก คือ ตัว ใจ คือ ความคิด หมายความว่าจากมาแต่ตัวเท่านั้น ใจ (ความคิด) ยังคงอยู่ที่นาง
คลองขุดในที่นี้ ไม่ชัดและไม่มีที่ค้นคว้า เข้าใจว่าจะเป็นปากคลองหลอดที่อยู่ใกล้ๆวังหน้า


๑๗. บรรลุอาวาสแจ้ง........เจ็บกาม
แจ้งจากจงอาราม.............พระรู้
เวรานุเวรตาม..................ตัดสวาท แลฤา
วานวัดแจ้งใจชู้................จากช้าสงวนโฉม

บาท ๒...ที่ว่า แจ้งจาก นั้นน่าจะหมายความว่า ตอนผ่านวัดแจ้งนั้น จะเป็นเวลารุ่งสว่างพอดี คือ ออกเรือตอนใกล้รุ่ง

บาท ๒..๓..๔....ความว่า ได้จากมา พอถึงวัดแจ้งก็รุ่งสว่าง ก็ที่จากมานี้ พระอาราม (หรือ พระพุทธในอาราม) คงจะรู้ว่าเวรมาตามทัน และตัดความรักหรือประการใด จึงทำให้ต้องจากนางมาดังนี้ อย่างไร
ก็ดี ขอวัดแจ้งได้ช่วยบอกนางด้วยว่า ข้าพเจ้าจากไปครั้งนี้เป็นเวลานาน ขอให้นางรักษาตัวไว้ให้ดี


๑๘. มาคลองบางกอกกลุ้ม...กลางใจ
ฤาบ่กอกหนองใน.............อกช้ำ
แสนโรคเท่าไรไร.............กอกรั่ว ราแม่
เจ็บรักแรมรสกล้ำ.............กอกร้อยฤาคลาย

บทนี้เล่นคำ กอก
บาท๑....คือ มะกอก
บาท๒....คือ ดูดออก
คลองบางกอก คือ คลองบางกอกใหญ่ (บางหลวง)
บาง หมายถึง ตำบลตามลำคลอง ลำคลอง
คำว่า หนองในอก คือ ความรัก


๑๙. ชาวแพแผ่แง่ค้า........ขายของ
แพรพัสตราตาดทอง.........เทศย้อม
ระลึกสีสไบกรอง..............เครือมาศ แม่เฮย
ซัดสอดสองสีห้อม............ห่อหุ้มบัวบัง

บาท๑....บาทนี้เป็นที่สงสัยกันมาก แม้กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ก็ไม่กล้าทรงตัดสินเด็ดขาด คำที่ก่อให้สงสัยคือ แง่

แง่ แปลว่า ชั้นเชิง แง่งอน หรือ แผงที่ยื่นออกมานอกแพ เพื่อตั้งของขาย กรมหมื่นพิทยาฯ ว่าพวกชาวแพคงไม่ทำชั้นเชิงแง่งอนกับพวกที่มาในกระบวนทัพ ในต้นสมุดไทยบางฉบับเขียนว่า "ชาวแพแพแม่ค้า ขายของ"

๒๐. วัดหงส์เหมราชร้าง......รังถวาย นามแฮ
เรียมนิราเรือนสาย............สวาทสร้อย
หงส์ทรงสี่พักตร์ผาย..........พรหมโลก แลฤา
จะสั่งสารนุชคล้อย............คลาดท้าวไป่ทัน

บาท๑....วัดหงส์นี้ พญาหงส์ทองทิ้งรังไว้ ถวายเป็นนามอาราม
บาท๒....ฉันจากเรือนจากเมียที่รักมา
บาท๓....(แต่) หงส์ซึ่งเป็นพาหนะของพระสี่พักตร์ไปพรหมโลกเสีย
แล้ว
บาท๔....จะขอให้ช่วยนำข่าวไปบอกเมียก็ไม่ทัน


๒๑. สังข์กระจายพี่จากเจ้า..จอมอนงค์
สังข์พระสี่กรทรง..............จักรแก้ว
สรวมทิพย์สุธาสรง............สายสวาท พี่เอย
สังข์สระสมรจงแผ้ว...........ผ่อนถ้าเรียมถึง
ถอดความ...
ได้จากนางมาถึงวัดสังข์กระจายแล้ว พอถึงวัดนี้ ก็นึกถึงสังข์ ของพระผู้ทรงจักรแก้ว (พระนารายณ์) ขอให้น้ำทิพย์ในสังข์นั้น จงอาบนางของข้า ให้นางมีจิตอันผ่องแผ้วสบาย ผ่อน (ความทุกข์) ไว้คอยท่าเวลาที่พี่จะกลับคืนมา

๒๒. จากมามาลิ่วล้ำ..........ลำบาง
บางยี่เรือราพลาง..............พี่พร้อง
เรือแผงช่วยพานาง............เมียงม่าน มานา
บางบ่รับคำคล้อง..............คล่าวน้ำตาคลอ

ถอดความ...
ความหมายของโคลงบทนี้ ว่า ล่องเรือมาตามลำคลองไกลออกไปทุกที จนผ่านตำบลบางยี่เรือ เมื่อจะจากบางยี่เรือ ได้ยินคำ เรือๆ ก็เลยนึกว่าที่นี่คงมีเรือ จึงบอกกับบางยี่เรือ ช่วยให้เอาเรือแผงไปรับนางมาทีเถิด แต่บางยี่เรือก็ไม่รับคำ จึงต้องนั่งน้ำตาคลอ


๒๓. มาด่านด่านบ่ร้อง........เรียกพัก พลเลย
ตาหลิ่งตาเหลวปัก.............ปิดไว้
ตาเรียมหลั่งชลตัก.............ตวงย่าน
ไฟด่านดับแดไหม้.............มอดม้วยฤามี

โคลงบาท ๓ - ๔ เป็นคำกล่าวตามทำนองกวี เป็นภาพพจน์ บาท ๓ ว่า ที่ตาของพี่หลั่งน้ำตาออกมาแล้วนั้น ถ้าจะตวงดูก็คงท่วมถิ่นฐานแถวนี้ คำว่า ตวงย่าน ในบางเล่มเขียนว่า เต็มย่าน

บาท ๔ ว่า ไฟที่ด่านก็ดับสิ้นแล้ว แต่ไฟซึ่งไหม้ดวงใจของพี่อยู่นั้น ไม่รู้จักดับเลย
ไฟ คำแรก คือ ไฟที่จุดเพื่อความสว่าง
ไฟ คำหลัง คือ ไฟแห่งความรัก ราคะ กำหนัด

๒๔. นางนองชลน่านไล้.....ลบบาง
ไหลเล่ห์ชลลบปราง..........แม่คล้ำ
แสนโศกสั่งสารปาง..........จากพี่ ปลอบแม่
นาสิกเรียมซับน้ำ..............เนตรหน้านางนอง

ตอนนี้เดินทางมาถึงตำบลนางนอง และเห็นน้ำขึ้นท่วมฝั่ง น้ำที่ไหลบ่าไปนั้น เปรียบเหมือนหนึ่งน้ำตาของนางไหลอาบแก้มทั้งสองของนางให้คล้ำไป แล้วก็เลยคิดไปถึงเมื่อนายนิรนทรจะจากนางมานั้น ได้มีความโศกเศร้าเป็นนักหนา ได้พูดจากปลอบโยนมากมาย และนายนรินทรได้จูบหน้าของนางซึ่งกำลังนองไปด้วยน้ำตา
คำว่า "นาสิกเรียบซับน้ำ - เนตร" นั้นคือ จูบ นั่นเอง แต่พูดเป็นโวหารว่า ใช้จมูกซับน้ำตาให้นาง

๒๕. บางขุนเทียนถิ่นบ้าน...นามมี
เทียนว่าเทียนแสงสี..........สว่างเหย้า
เย็นยามพระสุริยลี............ลาโลก ลงแม่
เทียนแม่จุดจักเข้า............สู่ห้องหาใคร

โคลงบทนี้กรมหมื่นพิทยาฯ ว่าไพเราะมาก คือ งามทั้งความ ทำนอง และ เสียงของโคลง
นายนรินทรมาถึงตำบลบางขุนเทียน ได้ยินคำว่า เทียน ก็นึกไปถึงเทียน เทียนที่เคยใช้จุดตามที่บ้าน และตอนที่นายนรินทรมาถึงบางขุนเทียนนี้เวลาคงบ่ายแล้ว จึงเลยนึกไปถึงเวลาค่ำว่า พอถึงเวลาค่ำ นางที่อยู่บ้าน จะจุดเทียนเข้าไปในห้องตามเคย แต่นางคงไม่พบใคร (คือนายนรินทร) แล้ว

๒๖. ปานนี้มาโนชญ์น้อย....นงพาล พี่เอย
เก็บเกศฤากรองมาลย์........มาศห้อย
ปรุงจันทน์จอกทองธาร......ประทิน ทาฤา
นอนนั่งถามแถลงถ้อย.......ทุกข์พร้องความใคร

โคลงบทนี้คาบเกี่ยวกับบทที่ ๒๕ คือ นายนรินทรหวนคิดไปถึงที่บ้านว่ากำลังทำอะไรอยู่
บาท ๔ ว่า เวลานอนนั่งคงจะคอยแต่นึกถึงนายนรินทรอยู่ และเมื่อยามเป็นทุกข์จะได้ปรับทุกกับผู้ใดเล่า (เพราะนายนรินทรจากมาเสียแล้ว)

๒๗. คิดไปใจป่วนปิ้ม........จักคืน
ใจหนึ่งเกรงราชขืน............ข่มคร้าม
ใจหนึ่งป่วนปานปืน............ปัดปวด ทรวงนา
ใจเจ็บฝืนใจห้าม...............ห่อนเจ้าเห็นใจ

บทนี้เล่นคำ ใจ การเล่นคำนี้เป็นวิธีการแต่งอย่างหนึ่งของกวี ที่จะให้เกิดความไพเราะ คมคาย หรือสะดุดใจ
ความว่า เมื่อคิดๆ ไป (โคลงที่ ๒๕ - ๒๖) แล้ว ใจก็ปั่นป่วน แทบว่าจะกลับคืนหลังเสียให้ได้ แต่ใจหนึ่งขืนเอาไว้ ด้วยกลัวพระราชอาญา ส่วนอีกใจนั้นให้รู้สึกปั่นป่วน (บางฉบับว่า ป่วยปานปืน) และเจ็บปวดราวกับถูกยิง การที่ (นายนรินทร) เจ็บปวดในใจ สู้ฝืนใจ ห้ามใจ กระอักกระอ่วนอยู่ดังนี้ นางคงจะแลไม่เห็น (เพราะมาอยู่เสียห่างไกล)


๒๘. มิตรใจเรียมจอดเจ้า...จักคิด ถึงฤา
จากแม่เจ็บเสมอจิต...........พี่บ้าง
ฤาลืมมลายปลิด...............แปลนสวาท
จำพี่โหยไห้ช้าง................ค่ำเช้าชำงาย

ถอดความ...
น้องที่รักผู้เป็นมิตรแห่งดวงใจของพี่ การที่พี่มีใจอดคิดถึงน้องอยู่ดังนี้ น้องจะคิดถึงพี่บ้างหรือไม่ การที่มีความทุกโทมนัสในดวงใจดังนี้ น้องจะเป็นทุกข์เช่นเดียวกับพี่บ้างหรือไม่ หรือว่าบัดนี้น้องได้ลืมพี่ ได้สลัดความรักพี่เสียแล้ว ถ้าเป็นดังนี้พี่จะต้องร้องไห้คร่ำครวญทุกเวลาทั้ง เช้า สาย และ ค่ำ


๒๙. ไปศึกสุดมุ่งม้วย........หมายเป็น ตายเลย
ศูนย์ชีพไหนนุชเห็น..........หากลี้
อรเอยลับหลังเอ็น.............ดูนัก นะแม่
โอ้โอะไกลกันกี้...............เมื่อไซ้จักสม

บาทที่ ๑.....ไปรบศึกนั้นจะอยู่หรือจะตาย สุดจะเอาเป็นที่แน่นอนได้
บาทที่ ๒.....หากเดินทางต่อไปแล้วไปตาย ที่ไหนนางจะได้เห็นใจ
บาทที่ ๓.....สงสารน้องที่อยู่ข้างหลังเหลือเกิน
บาทที่ ๔.....เมื่ออยู่ไกลกันอยู่ดังนี้ เมื่อใดเล่าจะได้คืนไปสู่น้อง


๓๐. เรือมามาแกล่ใกล้......บางบอน
ถนัดหนึ่งบอนเสียดซอน.....ซ่านไส้
จากมาพี่คายสมร..............เสมอชีพ เรียมเอย
แรมรสกามาไหม้..............ตากต้องทรวงคาย


บาท ๓ นั้น บางท่านแปลว่า พี่จากมาดังนี้เท่ากับทิ้งนางอันเป็นรักเสมอชีพไว้ แต่คำว่า คาย นั้นอาจเป็น ระคายก็ได้ เพราะถ้า คาย แปลว่า ทิ้ง จาก นายนรินทรจะต้องใช้ จาก ถึง ๒ คำ ซึ่งเป็นความอย่างเดียวกันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น จึงอาจแปลได้อีกนัยหนึ่งว่า การที่พี่ต้องจากนางอันเป็นที่รักเสมอชีวิตครั้งนี้ ให้รู้สึก ระคาย เคือง ในใจด้วยเรื่องนางนั้น
บาทที่ ๔ คำว่า ตาก แปลว่า ห่าง แยก ผึ่ง แผ่ อย่างเช่น ตากแดด ผึ่งแดด ในที่นี้คือตากอยู่ในความทุกข์ที่ร้างรสมา
๓๑. บางกกกลกล่อมแก้ว..กับแด
กรตระกองนุชแปร............ปรับเนื้อ
ลานโลมวิไลแถง..............ชระมุ่น อกเอย
จำนิรารสเกื้อ...................กกแก้วกับทรวง

ตอนนี้เดินทางถึงบางกก ให้สังเกตว่านายนรินทร์มีวิธีแต่งโดยเอาชื่อตำบลมาคาบเกี่ยวกับเรื่องของตนบ่อยๆ อย่างนี้เป็นวิธีนิราศซึ่งนักนิราศนิยมเขียนกันมาก
บาท ๑....ถึงบางกกนึกเหมือนว่าได้กอดน้องไว้กับอก
บาท ๒....มือโอบกอดเนื้อนิ่มเนียน ของนาง
บาท ๓....ใจก็สะทกสะท้านอยากจะกกกอดน้อง อยู่
บาท ๔....เนื่องเพราะต้องมาราชการสงคราม จึงต้องพรากร้างมา

๓๒. หัวกระบือกบินทรราชร้า...รณรงค์ แลฤา
ตักกบาลกระบือดง...........เด็ดหวิ้น
สืบเศียรทรพีคง...............คำเล่า แลแม่
เสมอพี่เด็ดสมรดิ้น...........ขาดด้วยคมเวร

บทนี้ กรมหมื่นพิทยาฯ ว่าเป็นโคลงที่ดีเยี่ยมบทหนึ่งของ นายนรินทร แต่พระองค์ท่านสงสัยคำว่า กบินทร ซึ่งแปลว่า พญา-ลิง (หมายถึงพญาพาลี) ถ้าเป็นดังนี้ คำว่า กบินทรราชก็กลายเป็น พญา ซ้อนกันสองคำ ท่านว่า ตามฉบับสมุดไทยเขียน กบิล แปลว่า ลิง กบิลราช แปลว่า พญาลิง


๓๓. โคกขามดอนโคกคล้าย...สัณฐาน
ขามรุ่นริมธารสนาน...........สนุกนี้
พูนเพียงโคกฟ้าลาน..........แลโลก ลิ่วแม่
ถนัดหนึ่งโคกขามชี้...........เล่ห์ให้เรียมเห็น

ตามความในโคลงนี้ควรจะเป็นว่า
บาท ๑...ตำบาลโคกขามเป็นที่ดอน มีสัณฐานเป็นโคก (หรือจะว่า
เป็นโคกเหมือนสัณฐานของ ---?)
บาท ๒...ลำธารที่ผ่านตำบลนี้ มีต้นมะขายรุ่นๆ ขึ้นทั้งสองฟาก
(นายนรินทร) ลงไปอาบน้ำ (กับเพื่อนๆ กันอย่างสนุก)

บาท ๓...พื้นดินที่โคกขามนี้นูนขึ้นมาดัง โคกฟ้า (คืออะไรคิดเอา
เอง) มองเห็นพื้นดินนูนนั้นก็ให้ลานใจเห็นโคกนั้นลิ่วๆ สุด
สายตา
บาท ๔...โคกขามนี้มีลักษณะเป็นนัยให้ (นายนรินทร) นึกไปถึง
สิ่งหนึ่ง


๓๔. มาคลองโคกเต่าตั้ง....ใจฉงาย
ตัวเต่าฤามีหมาย...............โคกอ้าง
เจ็บอกพี่อวนอาย.............ออกปาก ได้ฤา
คืนคิดโคกขวัญร้าง...........อยู่เร้นแรมเกษม

ตอนนี้มาถึงคลองโคกเต่า แต่นายนรินทรว่า ไม่เห็นมีเต่าอย่างชื่อโคกนั้นเลย ความแบบนี้กวีชอบเขียน เช่น สุนทรภูว่า "วัดนางชีมีแต่พระสงค์ ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน"


๓๕. มหาชัยชัยฤกษ์น้อง...นาฎลง โรงฤา
รับร่วมพุทธมนต์สงฆ์.........เสกซ้อม
เสียดเศียรแม่ทัดมง..........คลคู่ เรียมเอย
ชเยศชุมญาติห้อม............มอบให้สองสม

โคลงบทนี้ความคิดที่แสดงออกมานั้นดีมาก และทำนองของโคลงก็ไพเราะ
บาท ๑...มาถึงตำบลมหาชัย ก็นึกถึงชัยฤกษ์ (ฤกษ์อันเป็นมงคล)
เมื่อคราวน้องเข้าพิธีสมรสกับพี่
บาท ๒...เราทั้งสองรับน้ำพระพุทธมนต์ และฟังพระสวดอวยชัยให้
พรแก่เรา
บาท ๓...เราทั้งสองนั่งศีรษะชิดกัน และน้องสวมมงคลคู่กับพี่
บาท ๔...ญาติมาห้อมล้อม (ทั้งฝ่ายญาติของพี่และของน้อง) มอบให้
เราทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน และอวยชัยให้พรแก่เรา

๓๖. ท่าจีนจีนจอดถ้า.........คอยถาม ใดฤา
จีนช่วยจำใจความ.............ข่าวร้อน
เยียวมิ่งแม่มาตาม............เตือนเร่ง ราแม่
จงนุชรีบเรียมข้อน............เคร่าถ้าจีนคอย

ความหมายในบาท ๑ อาจคิดได้ ๒ แง่ คือ มาถึง ตำบลท่าจีน
แง่ที่ ๑...เห็นเรือพวกจีนจอดอยู่ (นายนรินทร) ก็สงสัยว่า จีนพวกนี้
จอดเรือคอยถามเรื่องอะไรหรือ
แง่ที่ ๒...คำว่า ท่าจีน นั้น ตามความหมายก็ว่าเป็นที่พวกจีนมา
จอดเรือ เมื่อ (นายนรินทร) นึกได้เช่นนี้ ก็สงสัยว่าตรงนี้
พวกจีนมาจอดเรือคอยถามเรื่องอะไรหรือ ตรงนี้จึงได้ชื่อว่า
ท่าจีน
พิจารณาในโคลงบาท ๑ - ๔ ก็ควรจะหลับตาเห็นว่า นายนรินทรพบเรือพวกจีนจอดอยู่ เมื่อนายนรินทรไปถึง ครั้นแล้วเรือพวกจีนนั้นออกเดินทางสวนทางที่นายนรินทรมา นายนรินทรจึงเขียนในโคลว่า ขอให้จีนจงนำความไปบอกนางว่า เขากำลังรออยู่ที่ท่าจีน


๓๗. บ้านบ่อน้ำบกแห้ง......ไป่เห็น
บ่อเนตรคงขังเป็น.............เลือดไล้
อ้าโฉมแม่แบบเบญ...........จลักษณ์ เรียมเอย
มาซับอัสสุชลให้...............พี่แล้วจักลา

บทนี้เชิงเปรียบเทียบ (บาท๑ - ๒) ดีมาก
บาท ๑....ถึงตำบลบ้านบ่อ แต่บนบกนั้นน้ำแห้ง
บาท ๒....(แต่) บ่อในตานั้นมีน้ำ (ตา) ขังเป็นสายเลือด


๓๘. นาขวางใครแขวะรุ้ง....เป็นทาง
ปองบ่อไป่ปองนาง............ป่วยไซร้
นามขวางไขว่หนามขวาง....ในอก อีกแม่
ใครบ่งฤาเบาได้................เท่าน้องนางถอน

บาท ๑...ที่ตำบลนาขวางนี้ ใครมาขุดร่องเป็นทางน้ำไว้
บาท ๒...มาขุดบ่อ (ร่อง) หาน้ำ ไม่ใช่หานางอย่างนี้เห็นไม่ได้
ประโยชน์ (ข้อความกล่าวเทียบเคียงตรงนี้ ไม่สู้ดีนัก ฟังดู
ดาษๆ)
บาท ๓...ยิ่งได้ชื่อว่าขวางๆ ทำให้เกิดนึกถึงหนาม (ความรัก) ที่
ขวางอยู่ในอก
บาท ๔...อันหนาม (คือความรัก) นั้น ใครจะบ่งก็คงไม่หลุดออกได้
นอกจากน้องจะมาบ่งให้เทานั้น


๓๙. สามสิบสองคดคุ้ง......เวียนวง
คิดว่าคืนหลังหลง.............ทุกเลี้ยว
บังเฉนียนไฉนบง..............พักตร์แม่ เห็นฤา
แลตะลึงลืมเคี้ยว..............ขบค้างคำสลา

ถอดความ.....
คลองสามสิบสองคดนั้นเป็นคลองที่คดเคี้ยว ถึงตอนเลี้ยวคลองครั้งใด พี่คิดว่าได้เดินทางย้อนกลับหลังร่ำไป พี่จึงตั้งตามองหาน้อง แต่มองไม่เห็น ด้วยตลิ่งบัง พี่ก็ได้แต่นั่งเฝ้าจ้องทางตลิ่งตะลึงอยู่ จนลืมเคี้ยวหมาก


๔๐. มาคลองย่านซื่อซ้ำ....พิศวง
ซื่อตลอดย่านเดียวตรง......รวดริ้ว
ใจคิดคู่ครองคง................รักแม่ นะแม่
ไป่ตลอดเลยพลิ้ว.............พลัดน้องมาไกล

บาท ๑...มาถึงคลองย่านซื่อ ก็เลยเกิดความพิศวงขึ้นมาอีก
(เพราะครั้งก่อนถึงสามสิบสองคด-ตรงข้ามกับย่านซื่อ)
บาท ๒...คลองนี้ตรงแน่วไปตลอด
บาท ๓...(เมื่อเห็นคลองนี้) ใจก็คิดไปถึงนาง (คู่ครอง) ว่าเราคงจะ
รักษาความรักไว้อย่างนี้เที่ยงตรง (เหมือนคลอง)
บาท ๔...แต่ความรักของเรา หาได้เป็นดังนี้ตลอดไปอย่างที่เราคิด
กันไม่ จึงต้องพลัดพรากจากนางมาไกลดังนี้

ที่มา:>>>http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=07-2007&date=11&group=25&gblog=1

บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


ดีจริงๆๆๆ เยย ครัชช >

#48 โดย เสกสรรค์
เมื่อ 2014-03-02 19:20:16

โห่ ท่าไม่นะ นี้คงตายแน่เลย
อาจารสั่ง แย่เลยดีนะ
มีเลยทำงานง่ายมากเลยเรย ขอคุน

#47 โดย พี
เมื่อ 2014-01-22 17:21:50

แปลดีมากเลยค่ะเนื้อหาก็ดี

#46 โดย น้องปูนิ้ม
เมื่อ 2014-01-14 18:52:11

ขอบคุณค่ะ

#45 โดย นานา
เมื่อ 2013-11-18 16:14:08

ขอบคุณจ้า

#44 โดย chinjung
เมื่อ 2013-11-09 13:58:05

ขอบคุณพระเจ้า

#43 โดย Worada
เมื่อ 2013-09-22 07:56:48

5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555+

#42 โดย 5555555555555+
เมื่อ 2013-05-17 17:09:19

ล่ม...ภาษาเดิมแปลว่า เฟื่องฟู
อยุธยา เฟื่องฟูเพียงเมืองสวรรค์ รุ่งเรืองสุดๆต่างหาก
ไม่ใช่ตอนเมืองถูกตีแตก

#41 โดย athyna_nike
เมื่อ 2013-02-21 15:17:39

ขอบคุณมาก ช่วยการบ้านได้เยอะเลย

#40 โดย Rt
เมื่อ 2012-12-08 20:17:50

ขอบคุณครับเป็นประโยชน์มากเลยครับ

#39 โดย earth
เมื่อ 2012-10-03 19:43:31

ขอบคุณค่ะ

#38 โดย AOIjaejae
เมื่อ 2012-09-16 14:09:10

เย้!!!!

#37 โดย som
เมื่อ 2012-05-24 18:19:35

ผู้แต่งคือใครอ่าา

#36 โดย Gn
เมื่อ 2012-05-18 06:34:49

เป็นประโยชน์มากๆๆๆเรยคะ ขอบคุนๆๆ^^

#35 โดย mook
เมื่อ 2012-03-05 17:37:17

bgcjh

#34 โดย ิ าส่
เมื่อ 2012-02-17 23:36:49

เยี่ยม

#33 โดย ธรรมสรรค์
เมื่อ 2012-02-08 19:36:41

ดีมากเลยคร่ะ

#32 โดย 290738
เมื่อ 2012-01-31 18:33:07

ขอบคุณมาก
ช่วยได้เยอะ

#31 โดย Day_time
เมื่อ 2011-12-20 04:27:44

ขอบคุณค่ะ ^^

#30 โดย DL"porn
เมื่อ 2011-11-22 23:46:38

อยากได้บทที่ 141จังเลยค่ะ

#29 โดย ภัทรสุดา
เมื่อ 2011-11-05 17:17:53

ดีมาก

#28 โดย รจนงั
เมื่อ 2011-09-03 07:47:51

ขอบคุณมากๆๆค่ะ

#27 โดย สโรชา
เมื่อ 2011-09-01 17:55:26

มีบทที่141ไม

#26 โดย กุลธิดา
เมื่อ 2011-09-01 16:15:19

ขอบคุณคับ (mc)

#25 โดย มารุธ
เมื่อ 2011-08-26 20:08:53

ขอบคุณจากใจ

#24 โดย โป้ง
เมื่อ 2011-08-25 18:36:58

ขอบคุณค่ะที่ให้ความรู้

#23 โดย Dream ม.4
เมื่อ 2011-08-22 18:57:25

แจ้ววะ

#22 โดย เเครี
เมื่อ 2011-08-14 15:27:24

ดีมาก

#21 โดย apcihat
เมื่อ 2011-06-30 19:03:28

ขอบคุณนะค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ

#20 โดย แตง
เมื่อ 2011-06-22 18:37:02

ขอบคุณหลายๆเด้อ

#19 โดย แน๊ค
เมื่อ 2011-06-19 13:31:39

ขอบพระคุณคะ

#18 โดย ยี่หย่า
เมื่อ 2011-05-28 19:15:15

ทำไมไม่มีบทที่108-143ล่ะค่ะ

#17 โดย อิน
เมื่อ 2011-02-14 20:11:46

ทำไมไม่มีบทที่ 122-134ละค่ะ

#16 โดย ออย
เมื่อ 2010-12-25 14:15:19

ขอบคุณ นะคร๊

ขอบคุณมากๆๆเลย

#15 โดย ครีม
เมื่อ 2010-12-04 08:59:39

ขอบคุณคะ

#14 โดย แอ๋ม
เมื่อ 2010-11-23 09:47:10

ทามมัยไม่มีบท 41-141ละจ๊ะ
เสียดายจัง

#13 โดย ทักรี่
เมื่อ 2010-11-09 18:24:03

ดีจริงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

#12 โดย ปุยฝ้าย
เมื่อ 2010-11-07 13:05:05

ขอบคุณมากมายจ๊ะ

#11 โดย อลิส
เมื่อ 2010-11-03 19:25:31

ขอบคุณมากๆ

#10 โดย ฮิๆ
เมื่อ 2010-11-03 19:13:05

เอาดี

#9 โดย เตียงยังซุด
เมื่อ 2010-09-16 17:47:16

ขอบคุนคะ ที่ให้ความรู้ ช่วยให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น


ขอบคุนนนนนนนนนนนนนน

#8 โดย โมเม ม.4
เมื่อ 2010-09-07 20:10:54

ดูดี

#7 โดย ดา
เมื่อ 2010-09-02 17:40:17

แจ๋วสุดสุด

#6 โดย เชน
เมื่อ 2010-09-02 09:12:10

ไม่เห็นมี 41 เลย
มีแค่ 40 เองหรอ

รับม่ายด้ายเค๊อะ
โฮะๆๆๆๆๆ

#5 โดย เด็ก ม.4
เมื่อ 2010-08-27 13:57:49

ขอบคุณ น่ะค่ะ

#4 โดย คนธรรมดา
เมื่อ 2010-08-18 22:47:10

ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะค่ะ ช่วยในการเรียนได้เยอะเลลย ขอบคุณค่ะ

#3 โดย ศิริพิชญา
เมื่อ 2010-07-13 14:36:29

ขอบคุณมากค่ะ ช่วยได้เยอะเลยยยย

#2 โดย แพท
เมื่อ 2010-07-11 22:06:43

ขอขอบคุณที่ให้ความรู้

#1 โดย อมรเทพ
เมื่อ 2010-06-30 18:24:23