วรรณคดีสุโขทัย

  โพสเมื่อ 2009-10-06 02:30:32 โดย naruemon24
  ศิลาจารึกหลักที่1 ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง  บางทีเรียกว่า  จารึกหลักที่  1  เป็นจารึกที่สำคัญและยกย่องว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทยที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  ทั้งนี้เพราะการใช้ภาษาในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงนั้นเข้าลักษณะสากลที่ว่า  ภาษาของคนโบราณมักใช้ถ้อยคำพื้นๆ  ประโยคที่ใช้กินความเป็นภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน  บางตอนมีเสียงของคำสัมผัส  ฟังไพเราะเข้าลักษณะของวรรณคดีได้  ปัจจุบันศิลาจารึกจัดแสดงไว้ที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทยในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ             ผู้แต่ง สันนิษฐานว่าผู้แต่งอาจมีมากกว่า  1  คน  เพราะเนื้อเรื่องในหลักศิลาจารึกแบ่งได้เป็น  3  ตอน
                            ตอนที่  1  ใช้คำแทนชื่อว่า  กู  เข้าใจว่าพ่อขุนรามคำแหงคงจะทรงแต่งเอง
                            ตอนที่  2 และ 3  เข้าใจว่าจะต้องเป็นผู้อื่นแต่งเพิ่มเติมภายหลัง
ความมุ่งหมาย       เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ  ในสมัยกรุงสุโขทัย    ลักษณะการปกครอง    ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร       ตลอดจนบรรยายถึงความเจริญรุ่งเรือง  และความสมบูรณ์พูนสุขของกรุงสุโขทัยลักษณะการแต่ง      แต่งเป็นร้อยแก้วที่มีลักษณะเป็นภาษาไทยแท้   เป็นประโยคสั้นๆ   กะทัดรัด    บางตอนมีเสียงสัมผัสคล้องจองกันบ้างระหว่างวรรคเนื้อหาสาระ        ตอนที่  1           เป็นเรื่องราวของพ่อขุนรามคำแหงทรงเล่าประวัติของพระองค์ตั้งแต่ประสูติจนได้เสวยราชย์  ใช้คำแทนชื่อว่า  "กู"  เป็นพื้น  จึงเป็นทำนองอัตชีวประวัติ
                                        ตอนที่  2    เนื้อเรื่องเป็นการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ  และขนบธรรมเนียมของกรุงสุโขทัย  การสร้างพระแทนมนังคศิลา  การสร้างวัดมหาธาตุ  เมืองศรีสัชนาลัย  และการประดิษฐ์อักษรไทย
                                        ตอนที่  3   เนื้อเรื่องเป็นการกล่าวสรรเสริญและยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง  และกล่าวถึงอาณาเขตของกรุงสุโขทัยที่แผ่กว้างออกไป
คุณค่า           1.      ด้านประวัติศาสตร์   ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติพ่อขุนรามคำแหง  จารึกไว้ทำนองเฉลิมพระเกียรติ    ตลอดจนความรู้ด้านประวัติศาสตร์  โบราณคดี   และสภาพสังคมของกรุงสุโขทัย  ทำให้ผู้อ่านรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของกรุงสุโขทัย  พระปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำแหง  และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสุโขทัย
        2.      ด้านสังคม   ให้ความรู้ในด้านกฎหมายและการปกครองในสมัยสุโขทัย
        3. ด้านวัฒนธรรม  ให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีของชาวสุโขทัย
        4. ด้านภาษา  จารึกของพ่อขุนรามคำแหงเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด  ที่แสดงให้เห็นถึงกำเนิดของวรรณคดีและอักษรไทย  
ตัวอย่าง           "พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์   แม่กูชื่อนางเสือง   พี่กูชื่อบานเมือง   ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน  ผู้ชายสาม  ผู้ญิ่งโสง  พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ยังเล็ก"          "เมื่อชั่วพ่อกู   กูบำเรอแก่พ่อกู   กูบำเรอแก่แม่กู   กูได้ตัวเนื้อตัวปลา   กูเอามาแก่พ่อกู   กูได้หมากส้มหมากหวาน   อันใดกินอร่อยกินดี  กูเอามาแก่พ่อกู  กูไปตีหนังวังช้างได้  กูเอามาแก่พ่อกู  กูไปท่บ้านท่เมือง  ได้ช้างได้งวง  ได้ปั่วได้นาง  ได้เงือนได้ทอง  กูเอามาเวนแก่พ่อกู  พ่อกูตายยังพี่กู  กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู  ดั่งบำเรอแก่พ่อกู  พี่กูตาย  จึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม"  ไตรภูมิพระร่วง หนังสือไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือสำคัญสมัยกรุงสุโขทัยที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน    เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อคนไทยมาก  เดิมเรียกว่า "เตภูมิกถา หรือไตรภูมิกถา"  ในการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ. 2455  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น "ไตรภูมิพระร่วง"      เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัยให้คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วงผู้แต่ง            พระมหาธรรมราชาที่  1  (พระยาลิไท)ความมุ่งหมาย       1.      เพื่อเทศนาโปรดพระมารดา  เป็นการเจริญธรรมความกตัญญู
                                            2.     เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้มีคุณธรรมและช่วยกันดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้ยั่งยืน
ลักษณะการแต่ง              แต่งเป็นร้อยแก้วเนื้อหาสาระ        เริ่มต้นด้วยคาถานมัสการเป็นภาษาบาลี  ต่อไปมีบานแพนกบอกชื่อผู้แต่ง  วันเดือนปีที่แต่ง  บอกชื่อคัมภีร์   บอกความมุ่งหมายในการแต่ง  แล้วจึงกล่าวถึงภูมิทั้ง  3  ว่า  "อันว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมจะเวียนวนไปมาและเกิดในภูมิ  3  อันนี้แล"  คำว่า  "ไตรภูมิ"  แปลว่า  สามแดน  คือ  กามภูมิ  ,  รูปภูมิ  ,  และอรูปภูมิ   ทั้ง  3  ภูมิแบ่งออกเป็น  8  กันฑ์  คือ
                            1. กามภูมิ  มี  6  กัณฑ์  คือ
                                1.1. นรกภูมิ  เป็นแดนนรก
                                1.2. ดิรัจฉานภูมิ  เป็นแดนของสัตว์ที่เจริญตามขวาง
                                1.3. เปตภูมิ  เป็นแดนของเปรตที่เคยเป็นมนุษย์และทำความชั่วเกิดเป็นเปรต
                                1.4. อสุรกายภูมิ  เป็นแดนของยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
                                1.5. มนุสสภูมิ  เป็นแดนของมนุษย์
                                1.6. ฉกามาพจร  เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม  มี  6  ชั้น  คือ   จาตุมหาราชิก  ,   ดาวดึงส์  ,  ยามะ   , ดุสิต  , นิมมานรดี  , ปรนิมมิตวสวดี
                                2.      รูปภูมิ มี  1  กัณฑ์   คือ  รูปาวจรภูมิ  เป็นแดนของพรหมที่มีรูป  แบ่งเป็น  16  ชั้น     ตามภูมิธรรม  เรียกว่า  โสฬสพรหม
                                3.      อรูปภูมิ        มี  1  กัณฑ์  คือ  อรูปาวจรภูมิ  เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป  มีแต่จิต แบ่งเป็น4ชั้น
คุณค่า                     1.      ด้านศาสนา       ไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสืออ่านยาก     ตั้งแต่สมัยสุโขทัยตลอดมาจนกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น    ผู้ที่นำไตรภูมิไปสู่ชาวบ้านก็คือพระสงฆ์   และนำไปโดยการเทศนา   ทำภาษายากให้เป็นภาษาง่ายที่ชาวบ้านเข้าใจได้    โดยเฉพาะเนื้อเรื่องนั้นมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ   การเกิดการตาย   เกี่ยวกับโลกทั้งสาม  (ไตรภูมิ)   ซึ่งทำให้คนสมัยกรุงสุโขทัยเข้าใจเรื่องชีวิตของตนเองว่าเกิดมาอย่างไร  ตายแล้วไปไหน  โลกที่อยู่ปัจจุบันและโลกหน้าเป็นอย่างไร                2.      ด้านภาษา        สำนวนโวหารในไตรภูมิ    โดยเฉพาะพรรณนาโวหารนั้นประณีตละเอียดลออเป็นอย่างยิ่ง     จนทำให้นึกเห็นสมจริง  ให้เห็นสภาพอันน่าสยองขวัญของนรก   สภาพอันรุ่งเรืองบรมสุขของสวรรค์   จนจิตรกรอาจถ่ายบทพรรณนานั้นลงเป็นภาพได้  เราจะเห็นภาพฝาผนังของวิหารและโบสถ์ตามวัดต่างๆ ไป (นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางภาษาระหว่างสมัยพ่อขุนรามคำแหงกับสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท)                3.      ด้านสังคม       มุ่งใช้คุณธรรมความดีเป็นพื้นฐานการสร้างสรรค์ความสุขในสังคม                4.      ด้านอิทธิพลต่อกวียุคหลังกวียุคหลังได้ใช้ไตรภูมินี้เป็นแนวพรรณนาป่าหิมพานต์  เขาพระสุเมรุ   วิมานพระอินทร์  ส่วนจิตรกรได้อาศัยความคิด  ความเชื่อในไตรภูมิ  เป็นแนวการสร้างสรรค์งานศิลปะ        รวมความว่า   ไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือเก่าชั้นวรรณคดีที่มีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของคนไทยในเรื่องบาปบุญคุณโทษ    ในด้านจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ต่างๆ   และวรรณคดีตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน      หนังสือนี้แสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระยาลิไทในด้านศาสนา    และใช้จริยธรรมในการบริหารบ้านเมือง    และยังแสดงให้เห็นพระสติปัญญา    ตลอดจนให้แนวคิดในเชิงปรัชญา  สังคม  และค่านิยมของสังคมเป็นอย่างดียิ่งตัวอย่างในไตรภูมิพระร่วง           ผลแห่งการทำบาป
        "คนผู้ใดกล่าวคำร้ายแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศิลและพ่อแม่และผู้เฒ่าผู้แก่ครูปาทยาย  คนผู้นั้นตาย  ไปเกิดในนรกอันได้ขื่อว่า  สุนักขนรกนั้นแล  ในสุนักขนรกนั้นมีหมา  4  สิ่ง  หมาจำพวกหนึ่งนั้นขาว  หมาจำพวกหนึ่งนั้นแดง  หมาจำพวกหนึ่งนั้นดำ  หมาจำพวกหนึ่งนั้นเหลือง  และตัวหมาผู้นั้นใหญ่เท่าช้างสารทุกตัว  ฝูงแร้งแลกาอันอยู่ในนรกนั้นใหญ่เท่าเกวียนทุกตัว  ปากแร้งแลกาแลตีนนั่น  เทียรย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟอยู่มิได้เหือดสักคาบ  แร้งแลกาหมาฝูงนั้นเทียรย่อมจิกแหกหัวอกขบตอดคนทั้งหลายในนรกด้วยบาปกรรมของเขานั้น  แลมิให้เขาอยู่สบายแลให้เขาเจ็บปวดสาหัส  ได้เวทนาพ้นประมาณ  ทนอยู่ในนรกอันชื่อสุนักขนรกนั้นแล"
 สุภาษิตพระร่วง   สุภาษิตพระร่วงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  "บัญญัติพระร่วง"  เป็นสุภาษิตที่เก่าแก่  ได้รับการจดจำกันมาหลายชั่วคนแล้ว  เพิ่งมาบันทึกไว้เป็นหลักฐานครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่  3  หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์   โดยกวีในสมัยนั้นได้รวบรวมและแต่งเติมเสริมต่อให้ครบถ้วนแล้วจารึกไว้ที่ผนังวิหารด้านในทางทิศเหนือหน้ามหาเจดีย์ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  ราชวรมหาวิหาร  หรือวัดโพธิ์    ท่าเตียน     กรุงเทพฯ    เมื่อ พ.ศ. 2379     ต่อมาหอพระสมุดได้รวบรวมไว้ในหนังสือประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯผู้แต่ง           สันนิษฐานกันว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้พระราชนิพนธ์              ความมุ่งหมาย       เพื่อสั่งสอนประชาชนลักษณะการแต่ง      แต่งเป็นร่ายสุภาพ   ตอนจบเป็นโคลงสี่สุภาพกระทู้  1  บทเนื้อหาสาระ        เริ่มด้วยพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยทรงมุ่งหวังประโยชน์ในภายหน้า     จึงทรงบัญญัติสุภาษิตเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติประชาชน   มีสุภาษิต  ทั้งหมด  158 บทคุณค่า           1.      ด้านภาษา       สำนวนภาษาที่ใช้ในสุภาษิตนี้ใช้ถ้อยคำง่ายๆ  คล้องจอง  กะทัดรัด  ไม่มีศัพท์สูง  จึงทำให้น่าอ่านเพราะง่ายต่อการเข้าใจและจดจำ
        2.      ด้านสังคม       คนไทยได้นับถือสุภาษิตพระร่วงเป็นแนวในการดำเนินชีวิตมาช้านาน      เพราะสุภาษิตพระร่วงนี้ให้คติทั้งในทางโลกและทางธรรม   คนไทยได้ชื่อว่าเป็นคนเจ้าสุภาษิตเจ้าบทเจ้ากลอนอยู่แล้ว     จึงถือได้ว่าสุภาษิตพระร่วงเป็นสุภาษิตที่เป็นหลักฐานในสังคมไทยมาช้านาน   และภาษิตบางอย่างเราก็ยึดถือกันมาจนทุกวันนี้
        3.      ด้านค่านิยมทางสังคม     เช่น     มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์   ส่งเสริมการศึกษารู้จักประมาณตน  ไม่โอ้อวด   สร้างไมตรีไม่เบียดเบียนมิตร  รักเกียรติและศักดิ์ศรีมากกว่าทรัพย์  เป็นต้น
        4.      ด้านอิทธิพลต่อกวียุคหลัง       กวีรุ่นหลังใช้นำไปอ้างในวรรณคดีเรื่องต่างๆ   เช่น  มหาเวสสันดรชาดก  เพลงยาวถวายโอวาท  และขุนช้างขุนแผน  เป็นต้น
ตัวอย่างบางตอน   เมื่อน้อยให้เรียนวิชา   ให้หาสินเมื่อใหญ่  อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน   อย่าริร่านแก่ความ  เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า  หน้าศึกอย่านอนใจ  ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน   การเรือนตนเร่งคิด   อย่านั่งชิดผู้ใหญ่   อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์   ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง   สร้างกุศลอย่ารู้โรย  หว่านพืชจักเอาผล  เลี้ยงคนจักกินแรง   น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ   ที่ซุ้มเสือจงประหยัด  มีสินอย่าอวดมั่ง  ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ   ครูบาสอนอย่าโกรธ  โทษตนผิดพึงรู้   อย่าขอของรักมิตร  ชอบชิดมักจางจาก  ภายในอย่านำออก   ภายนอกอย่านำเข้า   อาสาเจ้าจนตัวตาย  อาสานายจงพอแรง   ยอข้าเมื่อเสร็จกิจ   ยอมิตรเมื่อลับหลัง   อย่าขุดคนด้วยปาก  อย่าถากคนด้วยตา  อย่าพาผิดด้วยหู  อย่าเลียนครูเตือนด่า  อย่าริกล่าวคำคด  คนทรยศอย่าเชื่อ  อย่ามักง่ายมิดี  อย่าตีงูให้แก่กา  อย่ารักเหากว่าผม  อย่ารักลมกว่าน้ำ   อย่ารักถ้ำกว่าเรือน  อย่ารักเดือนกว่าตะวัน   ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์    มีชื่อเรียกว่า    นางนพมาศบ้าง    เรวดีนพมาศบ้าง      เป็นหนังสือที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับสมัยที่แต่ง  นักวรรณคดีมีความเห็นตรงกันว่า  ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นหนังสือที่แต่งเติมหรือแต่งใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   โดยใช้เค้าเรื่องเดิม  ทั้งนี้เพราะมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  เช่น  การกล่าวถึงชนชาติอเมริกัน    การกล่าวถึงปืนใหญ่ซึ่งไม่มีในสมัยนั้น  ถ้อยคำสำนวนเป็นถ้อยคำใหม่  มีคำกลอนซึ่งเกิดขึ้นหลังสมัยกรุงสุโขทัยอยู่ด้วยผู้แต่ง            นางนพมาศเป็นธิดาของพระศรีมโหสถและนางเรวดี       มีรูปสมบัติและคุณสมบัติที่งดงาม      ได้รับการอบรมจากบิดา  มีความรู้ทางอักษรศาสตร์  พุทธศาสนา   ศาสนาพราหมณ์  การช่างของสตรี  ตลอดจนการขับร้องดนตรี  ถวายตัวเป็นสนมทำหน้าที่ขับร้องถวาย  ได้เป็นพระสนมเอกของพระยาลิไท  ตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์ความมุ่งหมาย       เพื่อแสดงถึงขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ และจริยธรรมของผู้รับราชการฝ่ายในลักษณะการแต่ง      แต่งเป็นร้อยแก้ว  มีกลอนดอกสร้อยแทรกอยู่  5  บทเนื้อหาสาระ                แบ่งออกได้เป็น  5  ตอน  คือ
                                        1. กล่าวถึงชาติและภาษาต่างๆ
                                        2. ยอพระเกียรติพระร่วง  เล่าชีวิตของชาวสุโขทัยและสถานที่บางแห่ง
                                        3. ประวัติของนางนพมาศเอง
                                        4. คุณธรรมและการปฏิบัติหน้าที่ของนางสนม
                                        5. พระราชพิธีต่างๆ      เช่น  พระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (เดือนสิบสอง)  ,     พระราชพิธีวิสาขะและพระราชพิธีจรดพระนังคัล (เดือนหก) ,    พระราชพิธีอาษาฒมาส (เดือนแปด) ,         พระราชพิธีอาสวยุช   (เดือนสิบเอ็ด)      เป็นต้น
คุณค่าของหนังสือ           1.      ด้านวัฒนธรรม    มีคุณค่าในการแสดงหลักฐานทางวัฒนธรรมโบราณของไทย    ทำให้เรารู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีในพระราชสำนัก  ได้แก่  ประเพณีการลอยกระทง  การปฏิบัติตัวของหญิงชาววัง  เช่น  ตำแหน่งหน้าที่ของนางนพมาศ    และการศึกษาของเด็กไทยสมัยก่อน  เช่น  การที่พระศรีมโหสถบิดานางนพมาศได้ให้นางนพมาศศึกษาอักษรสยามพากย์และอักษรสันสกฤตจนชำนาญ
        2.      ด้านสังคม       ให้ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติสตรีและค่านิยมทางสังคม  ได้แก่  ความประพฤติ   ความขยัน    รวมทั้งวิชาทางช่าง  หนังสือเรื่องนี้เป็นหลักฐานแสดงว่าหญิงไทยของเรามีนิสัยช่างประดิษฐ์มาตั้งแต่โบราณ  เช่น    การที่นางนพมาศประดิษฐ์โคมลอยดอกกระมุท  และการที่ข้าราชบริพารฝ่ายในประดิษฐ์โคมประทีปให้มีลวดลายต่างๆ เป็นต้น
        3.      ด้านภาษา    มีคุณค่าทางอักษรศาสตร์และวรรณคดี  เรื่องนี้ใช้โวหารในเชิงพรรณนาได้อย่างดียิ่ง  ทำให้น่าอ่านและเข้าใจง่าย
       4. ด้านโบราณคดี  ให้ความรู้ในทางโบราณคดี  เป็นประโยชน์ในการสอบสวนพระราชพิธีต่างๆ
ตัวอย่างบางตอน                                      1. ข้อปฏิบัติของข้าราชการฝ่ายใน
"อย่าทำรีๆ ขวางๆ ให้เขาว่า   อย่าทำเซ่อๆ ซ่าๆ ให้ท่านหัว  อย่าประพฤติตัวเก้อๆ ขวยๆ ให้คนล้อ   อย่าทำลับๆ ล่อๆ ให้เขาถาก  อย่างทำโปกๆ ปากๆ ให้ท่านว่ากิริยาชั่ว      จงแต่งตัวให้งามต้องตาคน       จะประพฤติตนให้ต้องใจท่านทั้งหลาย    จงฝากตัวมูลนายให้กรุณา   จงระวังเวลาราชการ….."
                                    2. การประดิษฐ์ โคมในพระราชพิธีจองเปรียง
"ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่า  เป็นนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง  พระจันทร์แจ่มแสงปราศจากเมฆมลทิน     อันว่าดวงดอกชาติโกสุมประทุมมาลย์  มีแต่จะเบ่งบานกลีบรับแสงอาทิตย์   ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกสรรับแสงพระจันทร์แล้วก็ได้ชื่อว่า  ดอกกระมุท  ข้าพระองค์จึงทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที  อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน"
                                    3. ชีวิตความเป็นอยู่
"ถึงวันวิสาขนักขัตฤกษ์ครั้งใด     ก็สว่างไปด้วยแสงประทีป    เทียน    ดอกไม้เพลิง       แลสล้างด้วยธงชายไสวไปด้วยพู่พวงดอกไม้ร้อยกรองห้อยแขวน   หอมตลบไปด้วยกลิ่นสุคนธรสรวยรื่น  เสนาะสำเนียงพิณพาทย์  ซ้องกลองทั้งทิวาราตรี  มหาชนชายหญิงพากันกระทำกองการกุศล"
 มังรายศาสตร์   มังรายศาสตร์เป็นหนังสือใบลานที่เก่าแก่ที่สุด      ต้นฉบับเดิมเขียนเป็นภาษาไทยเหนือ     มังรายศาสตร์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  วินิจฉัยมังราย  หมายความว่าเป็นคำพิพากษาของพระเจ้ามังรายผู้แต่ง            พระเจ้ามังรายหรือพระยามังราย    กษัตริย์แห่งอาณาจักรลานนาไทยพระราชโอรสของพระเจ้าลาวเม็ง  เจ้าแห่งวงศ์หิรัญนคร  ผู้ครองนครเชียงใหม่  เมื่อเจริญวัย  พระราชบิดามีรับสั่งให้ไปครองนครเชียงราย  พระเจ้ามังรายก็ทรงทำหน้าที่ในการปกครองได้อย่างดีเยี่ยม  ทรงตีเมืองหริภุญไชยที่อยู่ในการครอบครองของมอญได้สำเร็จ  ขณะมีพระชนมายุได้  43  พรรษา        เมื่อขึ้นครองราชย์ปกครองอาณาจักรลานนา  พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลานนาความมุ่งหมาย              เพื่อใช้ในการพิจารณาคดีความลักษณะการแต่ง             แต่งเป็นร้อยแก้วเนื้อหาสาระ                  มังรายศาสตร์เป็นหนังสือกฎหมายที่ได้รวบรวมเรียบเรียงมาจากหนังสือธรรมศาสตร์   ซึ่งเป็นคัมภีร์กฎหมายเก่าแก่ของอินเดีย   ที่ถูกมอญดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพของตนไปบ้างแล้ว                ตอนแรก  กล่าวถึงการสืบสันตติวงศ์ลานนา   การสร้างเมืองเชียงใหม่และวัตถุประสงค์ในการแต่ง  คำนำ  ใช้คำว่าสิทธิสวัสดี  กล่าวถึงกฎหมายที่ได้รู้มาแต่โบราณ     พระเจ้ามังรายจึงบัญญัติไว้เพื่อให้ท้าวพระยาทั้งหลายผู้เป็นลูกหลานเหลน      และเสนาอมาตย์ผู้ปกครองเมืองสืบไปได้รู้จักผิดรู้จักชอบ                ตอนที่สอง       กล่าวถึงเรื่องระเบียบการปกครอง  ซึ่งสมัยนั้นได้มีการจัดการปกครองออกเป็นหมู่ๆ หมู่ละ    10   คนบ้าง    100 คนบ้าง 1,000 คนบ้าง  10,000 คน  100,000 คนบ้าง  โดยมีหัวหน้าทำหน้าที่ในการปกครองในแต่ละหมู่                ตอนที่สาม       กล่าวถึงเรื่องของตัวบทกฎหมาย  ที่มีคำอธิบายพร้อมเหตุผลประกอบ  มีจริยธรรมสอดแทรก      และมีลักษณะของความยืดหยุ่นเพื่อความเหมาะสมอีกด้วยคุณค่า  ทางด้านด้านนิติศาสตร์มังรายศาสตร์เป็นกฎหมายที่ให้คุณค่าทางนิติศาสตร์หลายประการ    ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ กฎหมายแต่ละบทมีเหตุผลประกอบ  และยังสอดแทรกคุณค่าทางจริยธรรมเข้าไปอีกตัวอย่างบางตอน                  "ในการรบผู้ใดหลบหนีละทิ้งผู้บังคับบัญชา  ให้ฆ่าเสีย  ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นมีดังนี้  ไพร่  นายสิบ  นายห้าสิบ  นายร้อย  เจ้าพัน  เจ้าหมื่น  เจ้าแสนและพระยา   เมื่อฆ่าแล้วให้ริบครอบครัวทรัพย์สินทั้งสิ้น  เพื่อมิให้ผู้อื่นดูเยี่ยมอย่าง"                "เดิมเป็นไพร่เอาตัวไม่รอด  จึงเข้าไปเป็นข้าของขุนท้าวพระยา  ต่อมาพ่อแม่พี่น้องผู้เป็นไพร่ตาย    โดยไม่ได้สั่งเสียเรื่องมรดกไว้  หากมันจะไปขอรับมรดกไม่ควรให้รับ  ยกเว้นกรณีที่ผู้ตายสั่งให้ไว้  ก็ให้รับมรดกเท่าที่สั่งไว้ได้   เพราะว่ามันเอาตัวไม่รอดจะพลอยพาพี่น้องอื่นล่มจมไปด้วย" 


กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


ดี

#1 โดย 01209
เมื่อ 2011-07-28 17:40:08