ทุกข์ของชาวนา

  โพสเมื่อ 2009-10-06 02:30:32 โดย naruemon24
   ทุกข์ของชาวนา           เป็นบทพระราชนิพนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้นิสิตอักษรศาสตร์รุ่นที่41 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2533ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ           พระราชนิพนะเรื่อง"ทุกข์ของชาวนาในบทกวี" แสดงแนวพระราชดำริเกี่ยวกับบทกวีไทยของ จิตร ภูมิศักดิ์ และบทกวีจีนของหลี่เชิน  ซึ่งกล่าวถึงชีวิตและความทุกข์ยากของชาวนา เนื้อความในพระราชนิพนธ์แสดงถึงความเข้าพระทัยปัญหาต่างๆของชาวนาและยังสะท้อนให้เห็นพระเมตตาธรรมอันเปี่ยมล้นของพระองค์ที่มีต่อชาวนาอีกด้วย บทกวีจีนที่ทรงแปลเป็นภาษาไทยนั้นก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทกสีที่สื่อความได้อย่างกระจ่างชัดเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เราเห็นภาพชีวิตของชาวนาจีนกับชาวนาไทยว่ามิได้แตกต่างกันเท่าใกนัก    บทกวีของจิต ภูมิศักดิ์              เปิปข้าวทุกคราวคา                    จงสูจำเป็นอาจิณเหงื่อกูที่สูกิน                                        จึงก่อเกิดมาเป็นคน              ข้าวนี้น่ะมีรส                           ให้ชนชิมทุกชั้นชนเบื้องหลังสิทุกทน                                   และขมขื่นจนเขียวคาว              จากแรงมาเป็นรวง                    ระยะทางนั้นเหยียดยาวจากรวงเป็นเม็ดพราว                               ล้วนทุกข์ยากลำเค็ญเข็ญ             เหงื่อหยดสักกี่หยาด                  ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็นปูดโปนกี่เส้นเอ็น                                   จึงแปรรวงมาเปิบกิน             น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง                     และน้ำแรงอันหลั่งรินสายเลือดกูทั้งสิ้น                                   ที่สูดซดกำซาบฟันบทกวีของหลี่เชิน              หว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิ ข้าวเมล็ดหนึ่ง              จะกลายเป็นหมื่นเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง              รอบข้างไม่มีนาทีไหนทิ้งว่าง              แต่ชาวนาก็ยังอดตาย               ตอนอาทิตย์เที่ยงวัน ชาวนายังพรวนดิน                     เหงื่อหยดบนดินภายใต้ต้นข้าว              ใครจะรู้ว่าในจานใบนั้น              ข้าวแต่ละเม็ดคือความยากแค้นแสนสาหัสเปรียบเทียบทุกข์ของชาวนาไทยกับชาวนาจีน                จากบทกวีทั้งสองข้างต้นจะเห็นภาพชีวิตของชาวนาไทยว่ามิได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเรื่องของความทุกข์ด้วยแล้วยิ่งไม่ต่างกันเลย  ไม่ว่าจะเป็นชาวนาไทยหรือชาวนาจีนก็ล้วนแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น   ซึ่งความทุกข์ที่กล่าวถึงนั้นก็คือ ความเหนื่อยยากลำบาก ชาวนาต้องเสียหยาดเหงื่อ ซึ่งเหงื่อที่ชาวนาได้เสยไปน้นทำให้พวกเราทุกคนก่อเกิดมาเป็นคน อยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้   ถ้าพูดถึงความทุกข์ของชาวนานั้น คงต้องไล่มาตั้งแต่ ไถนา หว่านเมล็ด ดำนา จนถึงเกี่ยวข้าวความทุกข์ของชาวนานั้นมีทุกขั้นตอนของการปลูกข้าว ซึ่งข้าวนั้นก็เป็นข้าวที่พวกเรากินกันนั่นเอง    พวกเราจะรู้ไหมว่าข้าวที่เรากินกันทุกวันนั้นล้วนมาจากหยาดเหงื่อ ความเหนื่อย ยากลำบาก แสนสาหัส ของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งก็คือ "ชาวนา"                จากบทกวีแสดงให้เห็นว่า กว่าจะได้เมล็ดข้าวแต่ละเม็ดนั้นเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อของชาวนา ไม่ใช่ว่าชาวนาเหนื่อยแล้ว พอได้ค่าแรงมาแล้วจะสบาย แต่ที่ไหนได้กลับอดตายอยู่ดี เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เท่าทันคนเท่าไรนัก จึงโดนผู่ที่เห็นประโยชน์ตัวเอง โกงเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ยากจน เป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน                  พวกเราควรตระหนักถึงบุญคุณของชาวนา ชาวนาถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อ้ราอย่างสูง เป็นผู้ที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ อาจกล่าวได้เลยว่า"ถ้าไม่มีชาวนา ก็คงไม่มีเรา"   ดังนั้นก่อนที่เราจะรับประทานอาหาร เราควรตระหนักถึงความทุกข์ของชาวนาว่ากว่าจะได้เป็นเมล็ดข้าวแต่ละเม็ดมาให้เรากิน ชาวนาต้องเหนื่อยยากลำบากเพียงใด เพราะฉนั้นเราควรกินข้าวให้หมดจานพราะกว่าจะได้เป็นเมล็ดข้าวสักเมล็ดหนึ่งชาวนาต้องเหนื่อยแค่ไหน เรากินข้าวจนหมดจานก็ถือเป็นการตอบแทนพระคุณของชาวนาแล้ว        อยากจะบอกเพื่อนๆว่าถ้าครั้งไหนเรากินข้าวไม่หมดจานให้นึกถึงบุญคุณของชาวนาไว้ ว่าชาวนาน่าสงสารแค่ไหนกว่าจะได้เมล็ดข้าวเมล็ดหนึ่งมาให้พวกเรากิน อย่าให้เพื่อนๆทราบว่า "ถ้าไม่มีชาวนาก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้นะค่ะ" 


กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น