ตัวอย่างข้อสอบ นิติปรัชญา ม.รามคำแหง

  โพสเมื่อ 2009-10-06 03:13:47 โดย nitir5cmu
สรุปคำบรรยาย LA 701 นิติปรัชญา
อ. ดร. สถาพร สระมาลีย์ 18 สิงหาคม 2550

แจ้งเรื่องการสอบเก็บคะแนน Quiz (20 คะแนน) ในวันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2550 ตั้งแต่เวลา 17.00 เป็นต้นไป
ข้อสอบ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- ทฤษฎี (CLOSE BOOK) อาศัยความเข้าใจในแต่ละทฤษฎี สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของแต่ละทฤษฎีได้
- วินิจฉัย (OPEN BOOK) เป็นการทดสอบว่า มีความรู้ในวิชานี้ทั้ง 3 ส่วนหรือไม่
(1) ความรู้พื้นฐานทางนิติปรัชญา สามารถนำทฤษฎีมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้หรือไม่
- ถ้าไม่ใช้กฎหมาย ใช้แต่ทฤษฎีธงคำตอบจะเป็นอย่างไร เช่น รับจ้างท้อง
- ถ้าใช้ทฤษฎีที่ข้อสอบกำหนด แล้วเราจะปรับธงคำตอบว่าเด็กคนนั้นจะเป็นของใคร
เช่น : - ถ้าพิจารณาโดยเอาสำนักกฎหมายมาปรับ บุตรที่เกิดมาเป็นของใครโดยไม่ใช้
กฎหมายปัจจุบันมาปรับ
(2) หลักเกณฑ์นิติศาสตร์ในปัจจุบัน เช่น ปพพ. หรือกฎหมายอื่น ผลธงคำตอบจะเป็นอย่างไร
(3) สามารถแสดงความคิดเห็นได้ สามารถบอกได้ว่า กฎหมายนั้นมีข้อบกพร่องอย่างใด เพื่อให้กฎหมายมีประสิทธิภาพที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ ถ้าแก้ไขจะใช้ทฤษฎีใดมาปรับใช้

นิติปรัชญา มาจากคำ 2 คำ ได้แก่ นิติศาสตร์ + ปรัชญา
- นิติศาสตร์ = ศาสตร์ทางสังคม แยกออกมาเป็นศาสตร์เฉพาะส่วน
- ปรัชญา = การศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจที่แท้จริง ปราศจากการโต้แย้ง เป็นที่ยอมรับ
เดิมศาสตร์แต่ละศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นสาขาหนึ่งที่รวมอยู่ในวิชาปรัชญา เรียกว่า ปรัชญาธรรมชาติ แต่เมื่อมีการตกผลึกทางความคิดจนได้ความรู้ที่แท้จริงในระดับหนึ่ง จะแยกสาขาออกจากปรัชญาธรรมชาติ เช่น ภาษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ แยกตัวออกมาจากปรัชญาบริสุทธิ์ เป็นศาสตร์ใหม่/มีลักษณะเป็นการเฉพาะ และเมื่อนำนิติศาสตร์ย้อนกลับไปรวมกับปรัชญาอีครั้งหนึ่ง จะได้นิติปรัชญา
นิติปรัชญา = การศึกษาในหลายศาสตร์รวมกัน เพื่อค้นหาความรู้ที่แท้จริง
วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิชานิติปรัชญา เพื่อ
1. ศึกษาว่า กฎหมายคืออะไร
2. ให้ทราบว่ากฎหมายที่ดี และมีประสิทธิภาพนั้นควรเป็นอย่างไร

คำถาม 1 : ป.พ.พ. มาตรา 1546 บัญญัติว่า "เด็กเกิดจากหญิงที่ไม่ได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น" มีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า หากหญิงนั้นรับจ้างหญิงอื่นตั้งท้อง เด็กที่เกิดมาควรเป็นของหญิงผู้ว่าจ้าง หรือผู้รับจ้าง?


1. ถ้านำทฤษฎีทางกฎหมายที่อาจารย์กำหนดให้มาปรับใช้ (กฎหมายธรรมชาติ/ปฏิฐานนิยม) เด็กที่เกิดมาจะเป็นบุตรของใคร
2. หากนำหลักเกณฑ์ทางนิติศาสตร์ในปัจจุบันมาปรับใช้ ผลจะเป็นอย่างไร
3. จากข้อ 1 และข้อ 2 คำตอบที่ได้ เห็นด้วยหรือไม่ มีส่วนใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป
สิ่งที่เป็นพื้นฐานของนิติปรัชญา คือ ทฤษฎีทางนิติปรัชญา หรือทฤษฎีทางกฎหมาย ซึ่งมีปรากฏอยู่หลายทฤษฎี หลายสำนัก ได้แก่
1. สำนักกฎหมายธรรมชาติ
2. สำนักกฎหมายประวัติศาสตร์
3. สำนักกฎหมายบ้านเมือง / ปฎิฐานนิยม ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะ
สำนักกฎหมายบ้านเมือง มีแนวคิดว่า กฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปัตย์ กฎหมายที่จะนำมาปรับใช้ต้องนำกฎหมายที่มีอยู่ในบ้านเมืองมาบังคับใช้ หรือตัดสินคดี ห้ามนำกฎหมายอื่นมาใช้เป็นอันขาด
ปฏิฐานนิยม = แนวคิดที่ปฏิเสธแนวคิดกฎหมายธรรมชาติ
- ปฏิ- ปฏิเสธ
- ฐานนิยม - แนวคิดพื้นฐานของมวลมนุษย์(แนวคิดของกฎหมายธรรมชาติ)
4. ทฤษฎีมาร์กซิส ไม่ใช้คำว่า สำนัก เพราะสำนัก คือ เป็นการรวมกลุ่มคน ที่มีความคิดเห็นเหมือนกัน คล้ายคลึงกันแสดงความคิดทางวิชาการร่วมกัน แต่ทฤษฎีนี้มีเพียงคาร์ล มาร์กคนเดียว
5. สำนักนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา

นิติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่เกิดจากการตกผลึกทางความคิด นิติศาสตร์ถูกปรัชญาแบ่งออกเป็น 3 สาขา ได้แก่
1. กฎหมายเอกชน
2. กฎหมายมหาชน โดยมีปรัชญาเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับเอกชน โดยมีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น เช่น การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดในปกครอง หรือ สัญญาทางปกครอง ดูว่าสมดุลอยู่ตรงไหน ในความหมายที่ว่า รัฐไม่เสียหายมากนัก และประชาชนได้ประโยชน์จากสิ่งนั้นด้วย
3. กฎหมายอาญา โดยมีปรัชญาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลงโทษและการกระทำความผิด และการคุ้มครองให้ปราศจากการกระทำความผิด

คำถาม 2 : ป.อาญา ม. 288 บัญญัติว่า "ผู้ใด ฆ่าผู้อื่น" และม.299 ". . . ต้องระวางโทษประหารชีวิต" ประกอบกับมาตรา 18 และม. 19 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องโทษประหารชีวิต ให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย"
- การลงโทษผู้กระทำความผิดตาม ม.288+289 ด้วยการประหารชีวิต ตามมาตรา 18+19 สอดคล้องกับปรัชญากฎหมายอาญาหรือไม่?
ข้อพิจารณา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ม. 31 วรรค 2 กำหนดว่า การลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม และร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ม. 32 วรรค 5 กำหนดว่า การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม
เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองเรื่องการลงโทษประหารชีวิตไว้ว่า ไม่ถือเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม การลงโทษประหารชีวิตจึงเป็นการสมดุลของการลงโทษ และไม่เป็นการทารุณโหดร้าย ดังนั้นการลงโทษประหารชีวิต จึงเป็นไปตามปรัชญาของกฎหมายอาญา คือ สร้างสมดุลระหว่างการลงโทษและการกระทำความผิดอาญา การวินิจฉัยดังกล่าวเป็นไปตามแนวความคิดของสำนักกฎหมายบ้านเมือง

ความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ มี 2 ทฤษฎี
1.เชื่อว่าธรรมชาติมนุษย์มีเหตุผล เชื่อว่ามนุษย์สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดี จึงทำให้สามารถเข้าใจหรือค้นหาหลักเกณฑ์ที่เป็นกฎหมายธรรมชาติได้ และยอมรับว่าโลกนี้เป็นโลกของเหตุผล มีหลักเกณฑ์ของมัน สังคมหรือรัฐบาลมนุษย์เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ สิ่งที่จะนำมาประกอบใช้คือ ความจริง ข้อความคิด รู้จักตนเอง จริยธรรม คุณธรรม ความยุติธรรม จารีตประเพณี สามัญสำนึก เหตุผลอันชอบธรรมตามธรรมชาติ และศีลธรรม (เพิ่มเติมให้จากที่ อ.สอน)
2. เชื่อว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผล แต่ดำเนินชีวิตไปตามความอยาก ความต้องการ ระบบสังคมจึงเป็นระบบของอำนาจไม่สามารถที่จะชี้ว่าอะไรผิด-ถูก ได้ หากไม่คำนึงถึงอำนาจ และผลประโยชน์ สิ่งที่จะนำมาประกอบใช้คือ สิทธิ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน กฎหมายที่เป็นธรรม คุณค่าทางจริยธรรม คุณธรรม ความยุติธรรม เหตุผลอันชอบธรรมตามธรรมชาติ และหลักศีลธรรมของกฎหมาย (เพิ่มเติมให้จากที่ อ.สอน)
มนุษย์เป็นสัตว์มีเหตุผล มนุษย์มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีเหตุผลในการดำรงชีวิต แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ปรัชญาในการดำรงชีวิตของมนุษย์แต่ละคน
นักปราชญ์ในเชิงนิติศาสตร์โบราณกล่าวว่า มนุษย์มีเหตุผลใช้เหตุผลในการคิด เหตุผลของมนุษย์เกิดจากความสงสัย เหตุผลนำมาซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มนุษย์เริ่มสงสัยว่า การที่อยู่ร่วมกันบนโลกมีกฎเกณฑ์ใดมากำหนดหรือไม่ และถ้าหากอยู่คนเดียว จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์หรือไม่ จากการสงสัยของมนุษย์นำไปสู่การพยายามค้นหาคำตอบในสิ่งที่ตนสงสัย ในช่วงต้นคำตอบที่ได้ใช้ไสยศาสตร์ ความเชื่อในสิ่งลี้ลับ เป็นตัวอธิบาย เมื่อมนุษย์สามารถแยกปรัชญาออกจากธรรมชาติได้ เกิดเป็นปรัชญาธรรมชาติ พูดอีกอย่างว่า "ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั้งหลายถูกอธิบายโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์จึงเลิกสงสัย ช่วงนี้เหลือแต่นิติศาสตร์ที่ยังไม่ตกผลึก มนุษย์จึงพยายามอธิบายความสงสัยต่างๆ ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และในที่สุดมนุษย์ค้นพบว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้อยู่ว่างเปล่า อิสรเสรี หากแต่มีกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติมากำหนดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์
สิ่งที่มนุษย์สงสัยต่อ คือ เมื่อมนุษย์มาอยู่ร่วมกันจะต้องมีกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันหรือไม่?
ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ กฎเกณฑ์ที่กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกันจะมีอยู่ในธรรมชาติ คือ ความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี ที่มนุษย์แสดงออกมา ซึ่งหลักเกณฑ์พื้นฐานที่มนุษย์นำมาคิด คือ หลักต่างตอบแทน (เป็นที่มาของกฎหมายอาญา และละเมิด) ถ้าไม่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร ก็อย่าปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างนั้น

สาระสำคัญของทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ
1. กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์ค้นพบ ขึ้นอยู่กับเหตุผลและสติปัญญาของมนุษย์แต่ละยุคสมัย อริโตเติลได้แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) กฎหมายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แม้ไม่บัญญัติก็ยังมีอยู่
2) กฎหมายที่มนุษย์สมมุติ หรือสร้างขึ้น เช่น พระราชบัญญัติจราจร
2. ต้องเป็นสากล ไม่สามารถโต้แย้งได้

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร
- มาตรา 1563 บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
- มาตรา 1564 บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควร แก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เฉพาะ ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองมิได้
ป.พ.พ. ม.1563 และม. 1564 บุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และบิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมซึ่งมีอยู่แล้วในกฎหมายธรรมชาติ ไม่จำต้องบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในแนวคิดของกฎหมายธรรมชาติการบัญญัติหรือไม่บัญญัติไม่ถือเป็นสาระสำคัญ เพราะกฎหมายธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่แล้วในจิตใจ

คำถาม 3 : หลักของนิติกรรมสัญญา สัญญาต้องเป็นสัญญา PACTA SUNT SERVANDA เป็นหลักกฎหมายที่มนุษย์คิดค้นขึ้น หรือเป็นหลักกฎหมายธรรมชาติ?
ข้อพิจารณา สัญญาต้องเป็นสัญญา PACTA SUNT SERVANDA มาจากแนวความคิดพื้นฐานของกฎหมายธรรมชาติเรื่อง หลักต่างตอบแทน ภายใต้หลักศีลธรรม คือ ต่างฝ่ายต่างห้ามโกหกกันถ้าไม่อยากให้คนอื่นปฏิบัติไม่ดีต่อตน ก็อย่าปฏิบัติไม่ดีต่อคนอื่น
ป.พ.พ. ม.429 และม.430 เป็นกฎหมายที่อธิบายหลักกฎหมายธรรมชาติเรื่อง หลักการต่างตอบแทนได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ
- มาตรา 429 บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์ หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้ อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล ซึ่งทำอยู่นั้น
ม.429 ไม่มีกำหนดระยะเวลาให้พ้นความรับผิดชอบ จะพ้นความรับผิดต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแล จะพิสูจน์เรื่องเวลาไม่ได้เพราะเป็นแนวคิดพื้นฐานกฎหมายธรรมชาติที่ไม่มีเวลาเป็นตัวกำหนด
- มาตรา 430 ครูบาอาจารย์ นายจ้าง หรือบุคคลอื่นซึ่งรับดูแล บุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ก็ดี ชั่วคราวก็ดี จำต้องรับผิด ร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งเขาได้กระทำลงในระหว่าง ที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ ความระมัดระวังตามสมควร
ม.430 ได้กำหนดระยะเวลาในการรับผิดไว้ หากพ้นจากสภาพการเป็นครูบาอาจารย์ นายจ้างเมื่อใดก็ย่อมพ้นจากความรับผิดเมื่อนั้น แต่การที่กำหนดว่าบิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 ความเป็นผู้เยาว์ไม่ใช่เรื่องระยะเวลาที่กำหนดไว้ให้พ้นจากความรับผิด
นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติว่าด้วยการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติแต่ได้นำมาบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติม ได้แก่

- มาตรา 1321 ภายในบังคับแห่งกฎหมายเฉพาะและกฎข้อบังคับในเรื่อง นั้น ผู้ใดจับสัตว์ป่าได้ในที่รกร้างว่างเปล่า หรือในที่น้ำสาธารณะก็ดี หรือจับ ได้ในที่ดิน หรือที่น้ำมีเจ้าของโดยเจ้าของมิได้แสดงความหวงห้ามก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นเป็นเจ้าของสัตว์
- มาตรา 1322 บุคคลใดทำให้สัตว์ป่าบาดเจ็บแล้วติดตามไปและบุคคลอื่น จับสัตว์นั้นได้ก็ดี หรือสัตว์นั้นตายลงในที่ดินของบุคคลอื่นก็ดี ท่านว่าบุคคล แรกเป็นเจ้าของสัตว์
เพราะฉะนั้น กฎหมายลายลักษณ์อักษรจึงแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ตามแนวคิดของอริสโตเติล คือ
- มนุษย์บัญญัติขึ้น สร้างขึ้น ไม่ได้มีมาแต่ดั้งเดิม
- มีอยู่แล้วและนำมาบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่ได้หมายความว่า กฎหมายธรรมชาติทั้งหมดถูกบัญญัติไว้เป็นลายลักอักษร มนุษย์นำมาเฉพาะส่วนที่เข้าถึงในเหตุและผลทางธรรมชาติเท่านั้น

คำถาม 4 : กฎหมายกับศีลธรรมมีความแตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งมีแนวความคิดแบ่งออกเป็น 3 ยุค
ยุคที่ 1 เห็นว่า กฎหมายและศีลธรรมเป็นเรื่องเดียวกันภายใต้หลักต่างตอบแทน ซึ่งเป็นพื้นฐานแนวคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติ
ยุคที่ 2 เห็นว่า กฎหมายและศีลธรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กฎหมายก็คือกฎหมาย ศีลธรรมก็คือศีลธรรม กฎหมายอาจไม่เป็นธรรมหากเป็นความประสงค์ของรัฐ กฎหมายย่อมสำคัญเสมอ กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแนวความคิดของสำนักกฎหมายบ้านเมือง เช่น พระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอาจจะไม่เป็นธรรม เป็นการจำกัดเสรีภาพของคนที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย ห้ามทุกคนออกจากออกจากพื้นที่ที่กำหนด ไม่ได้มองความเป็นธรรม แต่มองเรื่องสงบสุขส่วนรวม เป็นการเปลี่ยนแนวคิดทางกฎหมาย
ยุคที่ 3 กฎหมายกับศีลธรรม มีพื้นฐานที่มาเหมือนกัน ศีลธรรมเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ สามารถมีผลใช้บังคับ
*** ในการทำข้อสอบให้พิจารณาว่าคำถามถามถึงยุคใด ถ้าไม่ระบุยุค ให้ตอบทั้ง 3 ยุค***
ในปัจจุบันบุคคลที่ปฏิบัติตามกฎหมายใช่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่ดี การที่จะเป็นมนุษย์ที่ดีได้นั้นต้องเป็นผู้ปฏิบัติชอบ คือ ประพฤติปฏิบัติตามหลักศาสนาแต่ละศาสนา

คำถาม 5 : ท่านมีความเห็นอย่างไรกับการให้บุคคลที่ไม่ได้จบการศึกษาวิชากฎหมาย มานั่งพิจารณาตัดสินคดี
คิดเห็นอย่างไรกับการพิจารณาคดีระบบลูกขุนในอเมริกา การพิจารณาระบบองค์คณะในประเทศไทย
การยอมให้บุคคลซึ่งไม่เคยศึกษาวิชากฎหมาย สามารถตัดสินคดีอาญาชี้ถูกผิดได้ เช่น ระบบลูกขุนในอเมริกา (ซึ่งลูกขุนไม่ได้เรียนกฎหมาย) ระบบดังกล่าวมาจากแนวคิดสำนักกฎหมายธรรมชาติที่กล่าวว่า มนุษย์สามารถชี้ถูกผิดการกระทำเบื้องต้นของมนุษย์ด้วยกันได้ ไม่จำต้องใช้บุคคลที่เรียนกฎหมาย แต่ระบบองค์คณะของประเทศไทยรวมทั้งเยอรมัน และฝรั่งเศส ใช้บุคคลที่เรียนกฎหมายมาเป็นผู้ตัดสิน ผู้พิพากษา ศาลเป็นทั้งผู้ชี้และเป็นผู้ลงโทษ ทั้ง 2 ระบบมีข้อดีคนละอย่าง เพียงแต่ว่าระบบลูกขุนนั้นเป็นการยืนยันหลักทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ และอาจจะเป็นการถ่วงดุลระหว่างผู้ลงโทษกับผู้ชี้ผิดถูก
ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ มีสาระสำคัญดังนี้
1. มีอยู่ในธรรมชาติ
2. เป็นสากล ใช้บังคับได้ทุกที่ทุกแห่ง
3. ไม่มีเวลาเป็นตัวกำหนด ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา
สิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของมนุษย์มีอยู่ในกฎหมายธรรมชาติ ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ อะไรคือสิทธิ อะไรคือ เสรีภาพ ในธรรมชาติเชื่อว่า ชีวิตและร่างกายของมนุษย์ มนุษย์ยืมธรรมชาติมาใช้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาที่สอนให้ไม่ยึดติด
"สิทธิ" คือ อำนาจที่กฎหมายบัญญัติรับรองให้ในการที่จะเรียกร้องจากบุคคล องค์กร หน่วยงาน ไม่ว่ารัฐ/เอกชน และในบางครั้ง สิทธิก็อาจก่อให้เกิดหน้าที่ในเวลาเดียวกัน
"เสรีภาพ" ก็เป็นอำนาจแต่เป็นอำนาจในการที่จะกำหนดพฤติกรรมของตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซง

คำถาม 6 : การฆ่าตัวตายเป็นความผิดต่อกฎหมายธรรมชาติหรือไม่ สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเป็นสิ่งทีมีอยู่ในธรรมชาติหรือเป็นสิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้น
หลักการค้นพบธรรมชาติบอกว่า เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ย่อมสวมสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย สิทธิและเสรีภาพจึงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์กำหนดให้ตัวเอง เป็นสิทธิที่อยู่ตามธรรมชาติ มนุษย์ไปค้นพบเข้าเพราะมนุษย์มีเหตุผล มนุษย์จึงไม่สามารถทำลายตัวเองได้ เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิทธิและเสรีภาพที่มีอยู่ในธรรมชาติ รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ไว้ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 32) เพื่อเป็นการยืนยันแนวคิดของกฎหมายธรรมชาติ มนุษย์ต้องไม่กระทำการในสิ่งที่ต่ำกว่าสัตว์ เพราะสัตว์ไม่คิดที่จะฆ่าตัวตาย

คำถาม 7 : การค้าประเวณี / รักร่วมเพศ ขัดต่อหลักกฎหมาธรรมชาติหรือไม่
การค้าประเวณี มีแนวความคิดแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
- ฝ่ายประเทศที่มีกฎหมายอนุญาตให้ค้าประเวณี
- ฝ่ายประเทศที่มีกฎหมายห้าม / ปราม การค้าประเวณี เป็นการบัญญัติสนับสนุนแนวคิดกฎหมายธรรมชาติ
* ภายใต้แนวความคิดของหลักกฎหมายธรรมชาติถือว่า การค้าประเวณี และการรักร่วมเพศ ขัดต่อหลักกฎหมาธรรมชาติ โดยมี ศีลธรรมเป็นพื้นฐานในการตัดสิน ซึ่งมีแนวคิดว่า การที่มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจะมีเพศสัมพันธ์ต้องมีเจตนาเพื่อประสงค์จะดำรงเผ่าพันธุ์ของตน กรณีรักร่วมเพศบุคคลเพศเดียวกันไม่สามารถท้องได้ ส่วนการค้าประเวณีเป็นการซื้อขายกัน ไม่มีการดำรงเผ่าพันธุ์ ทั้ง 2 กรณีจึงขัดแย้งกับสำนักกฎหมายธรรมชาติ

คำถาม 8 : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 "ขัดต่อความสงบเรียบร้อย" หรือ "ขัดต่อศีลธรรมอันดี" "เป็นการพ้นวิสัย" เป็นแนวคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติหรือไม่
ข้อพิจารณา มาตรา 150 ไม่ใช่แนวคิดกฎหมายธรรมชาติ เพียงแต่มีส่วนผสมของกฎหมายธรรมชาติ คือ ส่วนที่เป็นศีลธรรมอันดี ในส่วนของการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและการพ้นวิสัยนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดให้มี / จงใจบัญญัติให้มีขึ้น และเป็นบทบัญญัติที่แทรกแซงสิทธิเสรีภาพในการทำสัญญาของมนุษย์ในหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา จึงกล่าวได้ว่า มาตรา 150 เป็นข้อยกเว้นของหลักยกเว้นของหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา


องค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายธรรมชาติ
1. เหตุผลพื้นฐานของมนุษย์ การเข้าถึงเหตุผลขึ้นอยู่กับสติปัญญาแต่ละยุคแต่ละสมัย เหตุผลนำไปสู่การอธิบายข้อสงสัย
2. ศีลธรรม กฎหมายธรรมชาติเป็นหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม
3. ความยุติธรรม และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ทั้ง 3 แนวคิดเป็นแนวคิดหลักของกฎหมายธรรมชาติ เพื่อเป็นการยืนยันว่าหลักกฎหมายธรรมชาติมีอยู่จริง จึงได้นำมาบัญญัติเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร

กฎหมายธรรมชาติกับระบบกฎหมาย Common Law และ Civil Law
- ระบบ (Common Law) หรือจารีตประเพณี ไม่มีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ศาลทำหน้าที่หาความยุติธรรมที่แท้จริง นำคำวินิจฉัย นำจารีตประเพณีที่ดี มาตัดสินพิพากษาคดี ซึ่งนำไปสู่จุดหมายปลายทางของกฎหมายธรรมชาติ
- ระบบ (Civil Law) หรือระบบประมวลกฎหมาย มีความยุติธรรมที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ศาลหรือผู้อยู่ในขบวนการยุติธรรมก็ดี ไม่สามารถไปสู่จุดเหล่านี้ได้เพราะมีตัวบทเป็นตัวกั้น
Cicero กล่าวไว้ว่า ความยุติธรรมมีอยู่ในตัวเอง ใครเห็นหรือไม่เห็นไม่สำคัญ

คำถาม 8 : การไม่เชื่อในความมีอยู่ของกฎหมายธรรมชาติ ขัดแย้งกับกฎหมายธรรมชาติหรือไม่
- กฎหมายธรรมชาติมีลักษณะที่เป็นกฎหมายขั้นสูงของมนุษย์ มนุษย์ยุคโบราณ มีความคิดที่ไม่ซับซ้อน ลักษณะทางกฎหมายใช้หลักการต่างตอบแทน หลักหน้าที่ทางศีลธรรม ต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร โดยนำแนวคิดสำนักกฎหมายธรรมชาติมาบัญญัติเป็นกฎหมาย ชาติแรกที่นำแนวความคิดของกฎหมายธรรมชาติมาบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรได้แก่ ฝรั่งเศส

คำถาม 9 : สิทธิในการหย่าในประเทศฝรั่งเศสขัดต่อหลักกฎหมายธรรมชาติหรือไม่
 การบัญญัติกฎหมายให้หย่าได้ สอดคล้องกับหลักกฎหมายธรรมชาติ เพราะมนุษย์มีเสรีภาพใน
การเลือกอยู่กินกับใครก็ได้ กฎหมายจึงไม่สามารถห้ามการหย่าของมนุษย์ได้
- Code Civil des Francais 1807 อนุญาตให้หย่าได้
- Code Napoleon 1816 ไม่อนุญาตให้หย่า
- Code Civil 1834 อนุญาตให้หย่าได้
เดิมก่อนมีประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสมีกฎหมายศาสนา ห้ามการหย่า และเมื่อเทียบกับคดี Gris Ward Vs. Connectict US 497, 1965 Abteibene โดยมีหลักกฎหมายว่า ห้ามบุคคลที่สมรสแล้ว คุมกำเนิด จึงมีเรื่องขึ้นสู่ศาลว่า กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ได้หรือไม่

คำถาม 10 : กฎหมายห้ามคุมกำเนิดของอเมริกาขัดแย้งกับหลักกฎหมายธรรมชาติหรือไม่
- กรณีของกฎหมายห้ามการคุมกำเนิด ศาลอเมริกาจึงวินิจฉัยว่า เป็นการแทรกแซงเสรีภาพของมนุษย์  ศาลสูงของอเมริกาให้ยกเลิกกฎหมายของมลรัฐ
 จากข้อ 9 และ ข้อ 10 สรุปได้ว่า ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวมาจากหลัก "สิทธิและเสรีภาพในร่างการมนุษย์ มีลักษณะเป็นสิทธิ

****************************************************

ประกอบ   มีมาก   8  มิ.ย. 2552 

 

บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


ปีนี้แนวข้อสอบนิติปรัชญายากเปล่าอ่ะ

#3 โดย มูมู้
เมื่อ 2011-08-10 16:23:14

อยากรู้แนวข้อสอบนิติปรัชญาอะ

#2 โดย สุภาวดี ไหมบุญหุ้
เมื่อ 2011-05-17 14:53:26

ทำมัยยากจัง สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

#1 โดย nitisart-rc
เมื่อ 2010-11-14 11:37:10