การออกแบบฐานข้อมูล..

  โพสเมื่อ 2009-10-06 00:36:53 โดย oatqviewk

    1140003835.gif

whatsupdnangle.gif

++ สวัสดีเพื่อนๆทุกคน คร้าบบ ++

ยินดีต้อนรับ เพื่อนๆทุกคนเข้าสู่ Blog ของพวกเรา

มือใหม่เพิ่งหัดเขียน ยังก้อ ถ้าผิดตรงไหน

เม้นบอกด้วยนะคับ จาได้ปรับปรุงแก้ไขต่อไป

( งาน Blog อันนี้ จะต้องส่งคุณครูนะครับ)Tongue out

                blitz34le.gif            

               ฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในระบบสารสนเทศ จะต้องผ่านการวางแผนและการออกแบบมาอย่างดี  มีขั้นตอนในการพัฒนาระบบอย่างถูกต้อง  ใช้งานได้จริง โดยผู้ออกแบบระบบและผู้เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันศึกษาและทำความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆของการออกแบบระบบดังนี้

(1) การวิเคราะห์ปัญหา

(2)การศึกษาความเป็นไปได้

(3)การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้

(4)การออกแบบฐานข้อมูล

(5)การออกแบบโปรแกรม

(6)การเขียนโปรแกรม

(7)การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม

(8)การทำเอกสารคู่มือประกอบโปรแกรม

1.การวิเคราะห์ปัญหา

          เป็นขั้นตอนในการวิเคราะห์ปัญหาตามความต้องการใช้ระบบฐานข้อมูล   โดยอาจมีฐานข้อมลุเดิมอยู่แล้วหรือการสร้างระบบฐานข้อมุลขึ้นมาใหม่  เช่น  ปัญหาจากการขาดประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของการใช้งานในปัจจุบัน  เช่น  ระบบฐานข้อมูลเดิมของบริษัทจำหน่ายหนังสือที่ไม่สามารถดุได้ว่ายอดขายสูงสุดเป็นลูกค้ากลุ่มใด  ลูกค้ากลุ่มใดที่ขาดการติดต่อกับบริษัทไปนาน  จะปรับปรุงฐานข้อมูลอย่างไร  เป็นต้น

          การสร้างระบบฐานข้อมูลขึ้นใหม่ต้งกำหนดเป้าหมายที่จะทหให้ชัดเจน  เช่น  ต้องการการเสริมระบบการเรียนรู้ด้วย E-Learning จะต้องมีอะไร  มีสมาชิกกี่คน  ระดับชั้นใดบ้าง  ในระบบฐานข้อมูล ต้องมีอะไร  สมาชิกจะถามปัญหาที่อยุ่นอกเหนือจากข้อมูลที่มีอยุ่ด้วยวิธีใด  ควรมีข้อมูลเสริมอย่างไร

2.การศึกษาความเป็นไปได้

          หลังจากกำหนดเป้าหมายแล้วต้องศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างระบบสารสนเทศขึ้นใหม่  หรือการแก้ไขระบบสารสรเทศเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังนี้ 

          ความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี  ได้แก่  ฮาร์ดแวร์  และซอฟต์แวร์  ที่มีอยุ่เพียงพอหรือไม่  ถ้าไม่เพียงพอจะต้องจัดหาอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ใดที่เหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงสุด

          ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการ  เช่น  บุคลากรที่มีอยุ่สามารถพัฒนาหรือใช้ระบบฐานข้อมูลได้หรือไม่  ถ้าไม่ได้จะแก้ไขอย่างไร  เช่น  จัดการฝึกอบรม  หรือจัดหาบุคลากรเพิ่มเติม  เป็นต้น

          ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์  ศึกษาค่าใช้จ่ายในการออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูล  โดยแบ่งค่าใช้จ่ายเป็นระยะสั้นและระยะยาว  เช่น  ระยะเวลาการออกแบบและรวบรวมข้อมูลมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่  ค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เริ่มต้นเท่าไหร่  ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาแต่ละปี  ตลอดจนค่าใช้จ่ายในด้านบุคลากรและพัฒนาโปรแกรมนำมาสรุปว่า  คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่  เป็นต้น

3.การวิเคราะห์ความต้องการข้องผู้ใช้

          เป็นการศึกษาถึงความต้องการใช้ระบบสารสนเทศทั้งของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเพื่อออกแบบระบบให้ตรงกับการใช้งาน  ขั้นตอนนี้อาจใช้วิธีต่างๆ เช่น

     1.สอบถามจากผู้ใช้โดยตรง  เช่น  ความต้องการของผู้บริหาร  ความต้องการข้อมูลของผู้ปฏิบัติงานแต่ละฝ่ายแล้วจดบันทึกไว้  เป็นต้น

     2.ทำแบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้งานเป็นภาพโดนรวม

     3.เก็บรวบรวมข้อมูลเดิมที่มีใช้อย่ในระบบทั้งข้อมูลเอกสารและข้อมูลจากคอมพิวเตอร์

     4.นำข้อมุลทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดขอบเขตของฐานข้อมูล

     5.กำหนดโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้กับฐานข้อมูล  รูปแบบของรายงาน  ตลอดจนฮาร์ดแวร์ที่ต้องมี

4.การออกแบบฐานข้อมูล

          หลังจากทราบความต้องการต่างๆ  ตลอดจนอุปกรณ์ที่ต้องใช้แล้ว  ก็ออกแบบฐานข้อมุลว่าในฐานข้อมูลจะต้องมีแฟ้มหรือตารางข้อมุลอะไรบ้าง  แต่ละแฟ้มเก็บข้อมูลอะไร  มีการประมวลผลอย่างไร  ข้อมุลใดต้องนำไปคำนวณ  ข้อมูลใดที่ต้องไปสะสม  เช่น  การหักภาษีเงินได้แต่ละเดือน  กำหนดความสัมพันธ์ของรีเลชั่นและเอนทิตี้ต่างๆ  ในแฟ้มข้อมูลต่างๆ  การออกแบบฐานข้อมูลมีวิธีต่างๆ ดังนี้ 

          4.1 การออกแบบเป็นผังมโนภาพ  (Conceptual Design) เป็นวิธีออกแบบฐานข้อมูล และความสัมพันธ์ต่างๆ  ในระดับความคิดโดนใช้แฟนภาพแสดงความสัมพันธ์ของ Entity และ Relation เรียกว่า แผนภาพแบบ E-R สัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนภาพได้แก่

IMG1.jpg

                                 รูปวงรี  แทนแอททริบิวส์ หรือเขตข้อมูลสัญลักษณ์ละหนึ่งเขตข้อมูล

                                                               

IMG2.jpg

                                  รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  แทนเอนทิตีหรือตารางข้อมูลหนึ่งตาราง

                                                               

IMG3.jpg

                      รูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด  แทนรีเลชั่นหรือความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตีแต่ละเอนทิตี

          ภายในสัญลักษณ์แต่ละอันจะเขียนชื่อหรือความสัมพันธ์กำกับไว้ภายในและเชื่อมโยงถึงกันด้วยเส้นและหัวลูกศร  เช่น  ตารางข้อมูลนักเรียนชั้น ม.4/1 มีเอนทริบิวท์เป็น เลขที่ เลขประจำตัว ชื่อ และนามสกุล เป็นต้น                

                                    IMG4.jpg

                ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง  นักเรียนชั้น ม.4/1  1คน จะมีความสัมพันธ์ระดับนึ่งต่อหนึ่งกับชั้นเรียนเขียนเป็นแผนภาพจะใช้หัวลูกศรด้านละหนึ่งหัวหรือใช้เลข 1 กำกับไว้ทั้ง 2 ด้าน  ดังนี้

                                  IMG5.jpg

IMG6.jpg

          ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม  ใช้หัวลูกศรสองหัวแทนกลุ่ม หรือ ใช้เลข 1 และอักษร N แทนกลุ่ม เช่น ครูหนึ่งคนสอนนักเรียนหลายคน  เรียกว่า  ความสัมพันธ์แบบบ 1:N เป็นต้น

IMG7.jpg

IMG8.jpg

          ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม  ใช้หัวลูกศรสองหัว แทนกลุ่มทั้งสองด้าน หรือใช้อักษร N แทนกลุ่มทางซ้ายและ M แทนกลุ่มทางขวา  เรียกว่า ความสัมพันธ์แบบ N:M

IMG9.jpg

IMG10.jpg

          ตัวอย่างการออกแบบระบบฐานข้อมูลของสหกรณ์โรงเรียนประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลต่างๆ ดังนี้

          แฟ้มข้อมูลสมาชิก  (Member)  เก็บข้อมูลรหัสประจำตัว  ชื่อ  นามสกุล  ที่อยู่  หมายเลขโทรศัพท์  และจำนวนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์

           แฟ้มข้อมูลหลัก (Master) เก็บข้อมูลสินค้าทั้งหมดที่มี  ในคลังปัจจุบัน

           แฟ้มรับสินค้าเข้า (Purchase) เก็บข้อมูลวันที่ ที่รับสินค้าเข้า จำนวน ราคา และรหัสประจำตัว ของผู้จัดส่งสินค้า

           แฟ้มขายสินค้า (Seles) บันทึกวันเดือนปีที่ขายสินค้า  จำนวน  ราคาขาย  และรหัสประจำตัวของสมาชิกที่ซื้อสินค้า

           แฟ้มผู้จัดส่งสินค้า (Suppliers) เก็บรหัส  ชื่อร้านค้า  ที่อยู่หมายเลขโทรศัพท์  และชื่อของผู้จัดส่งสินค้า

        การกำหนดความสัมพันธ์ของแฟ้ม

        1) ความสัมพันธ์ระหว่างแฟ้มข้อมูลหลักกับแฟ้มสินค้าเข้า  เมื่อมีการบันทึกสินค้านำเข้าจะนำรหัสสินค้าในแฟ้มรับเข้าไปตรวจสอบกับรหัสสินค้าในแฟ้มหลัก  ถ้าพบรหัสเดิมให้เพิ่มจำนวนสินค้าในแฟ้มหลักพร้อมกับปรับราคาใหม่  ถ้าไม่พบให้เพิ่มเป็นรายการสินค้าใหม่

            2) ความสัมพันธ์ระหว่างแฟ้มรับสินค้าเข้ากับแฟ้มผู้จัดส่งสินค้า  เมื่อบันทึกสินค้าเข้าจะต้องบันทึกรหัสของผู้จัดส่งสินค้าไว้ด้วย  นำรหัสของผู้จัดส่งสินค้าไปตรวจสอบในแฟ้มผู้จัดส่งสินค้า  ถ้าพบรหัสให้กลับไปที่เมนูหลัก  ถ้าไม่พบ ให้เพิ่มรหัสและข้อมูลของผู้จัดส่งสินค้าในแฟ้ม

            3) ความสัมพันธ์ระหว่างแฟ้มข้อมูลหลักกับแฟ้มสินค้าขายออก  เมื่อมีการบันทึกรายการขายสินค้าให้บันทึกวันที่ขาย   จำนวน  เเละรหัสผู้ซื้อลงในแฟ้ม   ถ้าผู้ซื้อไม่ได้เป็นสมาชิกให้ใส่รหัสที่กำหนดไว้เป็นบุคคลภายนอกเเทน  เล้วนำรหัสสินค้าไปค้นหาข้อมูลในแฟ้มข้อมูลหลัก  แล้วหักยอดคงเหลือในคลังด้วยจำนวนที่ขายออก

            4) ความสัมพันธ์ระหว่างแฟ้มขายสินค้าออกกับแฟ้มสมาชิก  เมื่อมีการบันทึกรหัสสมาชิกในแฟ้มขายสินค้าให้นำรหัสสมาชิกหรือรหัสผู้ซื้ออื่นไปตรวจสอบในแฟ้มสมาชิก  ถ้าไม่พบให้เเจ้งว่าไม่มีรหัสนี้  ต้องการบันทึกเป็นรหัสบุคคลภายนอกหรือไม่  ถ้าไม่ต้องการให้กลับไปยังรายการเดิมที่ส่งมา

                      IMG11.jpg

          4.2  การออกแบบเชิงตรรกะ  (logical  design )  เป็นกราออกแบบฐานข้อมูลโดยการสร้างฐานข้อมูลและกำหนดความสัมพันธ์ของเอนทิตีโดยไม่ต้องออกแบบแผนภาพไว้ก่อนแต่ต้องเข้าใจกระบวนการต่างๆ  ของการใช้ฐานข้อมูกเป็นอย่างดี   ตลอดจนเเปลงกระบวนการของฐานข้อมูลที่ซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจและใช้ได้ง่าย                 

           IMG12.jpg

          4.3 การออกแบบเชิงกายภาพ (Physical Design)  เป็นขั้นตอนการออกแบบในระดับปฏิบัติการ  เช่น  วิธีการเก็บและสำรองข้อมูล  การเข้าถึงข้อมูล  การค้นหาข้อมูล  การเรียงลำดับข้อมูล  การจำทำแฟ้มดรรชนี  การกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น

          ในทางปฏิบัติการออกแบบฐานข้อมูลอาจข้ามมาออกแบบเชิงตรรกะ ได้โดยไม่ต้องออกแบบผังมโนภาพก็ได้  แต่ในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนการออกแบบผังมโนภาพจะช่วยให้เห็นโครงสร้างและความสัมพันธ์ได้ชัดเจน

5.การออกแบบโปรแกรม 

        เมื่อออกแบบฐานข้อมูลแล้วก็ทำการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้งานต่อไป  การออกแบบโปรแกรมจะกำหนดว่ามีโปรแกรมส่วนใดบ้าง  แต่ละโปรแกรมทำหน้าที่อะไร  มีความสัมพันธืกันอย่างไร  ออกแบบการรับข้อมูลบนจอภาพให้ใช้ง่าย  ตลอดจนการออกแบบรายงานผลต่างๆ ให้โปรแกรมเมอร์  หรือผู้พัฒนาโปแกรมนำไปเขียนเป็นโปรแกรม  ถ้าเป็นระบบใหญ่อาจต้องใช้โปรแกรมเมอร์หลายคน  ต้องแบ่งโครงสร้างให้โปแกรมแต่ละคนไปเขียนเป็นโปรแกรม  เมื่อเขียนและทดสอบแล้วจึงนำโปรแกรมแต่ละส่วนมารวมกันเป็นโปรแกรมเดียวกัน

      ตัวอย่างการออกแบบโปรแกรมระบบสินค้าคงคลังของสหกรณ์โรงเรียน 

                          IMG13.jpg

           เมนูบันทึกรายการขาย  เชื่อโยงกับแฟ้มขายสินค้า  แฟ้มหลัก  และแฟ้มลูกค้า  เมื่อบันทึกรายการขายจะนำข้อมูลไปตัดมนแฟ้มหลัก  และนำรหัสลูกค้าไปตรวจสอบกับแฟ้มลูกค้า  ถ้าเป็นรหัสใหม่ให้เปิดรายการใหม่เพิ่มลูกค้าแล้วพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน

                       IMG14.jpg

          เมนูรับสินค้าเข้า  เชื่อมโยงกับแฟ้มรับสินค้าเข้า  แฟ้มหลัก  และแฟ้มผู้ส่งสินค้า  เมื่อบันทึกสินค้าเข้าและผู้ส่งสินค้านำรหัสสินค้าไปตรวจสอบในแฟ้มหลัก  ถ้าพบรหัสเดิมให้ปรับปรุงจำนวนสินค้า  ถ้าไม่พบให้เปลี่ยนเพิ่มเป็นสินค้าใหม่  นำรหัสผู้ส่งไปปรับปรุงในแฟ้มผู้ส่งสินค้า

                 IMG15.jpg

                  IMG16.jpg

6.การเขียนโปรแกรม

          เมื่อออกแบบระบบฐานข้อมูลและโปรแกรมแล้วก็เริ่มเขียนโปรแกรม  โปรแกรมที่ดีควรมีเมนูหลักและเมนูย่อย  ใช้ง่าย  นอกจากนี้  ยังต้องมีระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล  เพราะผู้ใช้โปรแกรมอาจขาดความชำนาญในการป้องข้อมูลทำให้เกิดความผิดพลาดได้  โปรแกรมที่ดีควรมีระบบตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อให้ง่ายต่อการป้องข้อมูล  เช่น  แทนที่จะป้อนข้อมูลเป้นนาวสาวสมหญิง  ก็ป้อนชื่อโดยตรงแล้วระบุเพศและสถานภาพสมรสในช่องถัดมา  เช่น ใส่1 เพศชาย  ช่องถัดมาให้ใส่ 1 หมายถึงโสด  เมื่อต้องการแสดงผลเป็นรายงานก็เขียนโปรแกรมให้ตรวจสอบเงื่อนไข  ในช่องเพศ ถ้าไม่ใช่ 1 ต้องเป็นเพศหญิง  ช่องสถานภาพสมรสถ้าเป็น 1 หมายถึงโสดก็ให้พิมพ์คำนำหน้าชื่อว่าเป็นนางสาว  เป็นต้น

                           IMG17.jpg

          นอกจากนี้ในช่องรับข้อมูลแต่ละช่องควรมีคำอธิบายวิธีป้อนข้อมูลกำกับไว้  เพื่อให้ผู้ใช้โปรแกรมป้องข้อมูงได้ถูกต้อง  ข้อมูลที่เป็นต้าเลขต้องกำหนดรูปแบบในการรับและการแสดงข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ป้องข้อความเข้าไปแทนตัวเลข

7.การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม

          ในการเขียนโปรแกรมและทดสอบด้วยโปรแกรมเมอร์มักไม่พบปัญหาต่างๆ  แต่เมื่อนำโปรแกรมไปใช้งานจริง มักเกิดปัญหาในภายหลัง  ดังนั้นควรทำการทดสอบกับโปรแกรมในทุกๆด้าน  โดยการป้องข้อมูลจริงเข้าไปในระบบจำนวนหนึ่งแล้วทำการตรวจสอบทุกเมนูที่มีในโปรแกรม  ตรวจสอบความถูกต้องของค่าตัวแปร  ตรวจสอบความถูกต้องจากผลลัพธ์จากการคำนวน  ความถูกต้องของการแสดงผล  ตลอดจนรายงานต่างๆ  การทดสอบควรทำด้วยความละเอียดและรอบคอบ  โดยเฉพาะโปรแกรมที่เขียนโดยโปรแกรมเมอร์หลายๆคน  เมื่อนำมารวมเป็นโปรแกรมใหญ่แล้วมักมีปัญหา  เพราะโปรแกรมเมอร์แต่ละคนอาจมีความเข้าใจงานไม่ตรงกัน

8.การทำเอกสารคู่มือประกอบโปรแกรม

          การทำเอกสารมี 2 แบบ ได้แก่  คู่มือการใช้งานโปรแกรมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป  และเอกสารประกาอบการเขียนโปรแกรมทั้งหมด  สำหรับให้ผู้ดูแลระบบและโปรแกรมเมอร์ทำการปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมในภายหลัง

          คู่มือการใช้โปรแกรม  เป็นเอกสารสำหรับผู้ใช้โปรแกรม  (User Manual) อธิบานโครงสร้างข้อมูลอย่างง่ายๆ  ฮาร์ดแวร์ที่ใช้  การติดตั้งโปรแกรม  การติดตั้งโปรแกรม  การติดตั้งระบบภาษาไทย  ลักษณะของข้อมูลรับเข้าและส่งออกเป็นอย่างไร  การเข้าสู่และออกจากโปรแกรม  วิธีการใช้โปรแกรมตามเมนูโปรแกรม  การสำรวงข้อมุลหรือถ่ายโอนข้อมูล ตลอดจนการทำสำเนาโปรแกรมต้นฉบับไว้ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

          เอกสารประกอบโปรแกรม บางโปรแกรมที่ติดตั้งในระบบและใช้งานมาเป็นเสลานานอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขบางส่วนของโปรแกรมให้ตรงกับการใช้งานจริง  การมีเอกสารประกบอโปรแกรมจะช่วยให้แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมได้ง่ายขึ้น  เอกสารประกอบโปรแกรมมักมี 2 ส่วน คือ ส่วนทีอธิบายไว้ในโปรแกรม (Comment) โปรแกรมเมอร์ที่ดีจะต้องเขียนคำอธิบายการทำงานหรือกระบวนการของโปรแกรมแต่ละส่วนกำกับไว้ในส่วนย่อยของโปรแกรม  เพื่อทำความเข้าใจในภายหลังถึงแม้จะเป็นโปรแกรมที่เขียนและแก้ไขเอง  เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะลืมขั้นตอนในการทำโปรแกรมของตนไปแล้ว  การเขียนคำอธิบายไว้ จึงเป็นหลักเหมืนอกานบันทึกช่วยจำในการเขียนโปรแกรม  และเอกสารส่วนเทคนิกของโปรแกรม (Technical Document) เป็นเอกสารที่อธิบายถึงการทำงานของโปรแกม  รายละเอียดของโปรแกรมย่อยแต่ละส่วน  การส่งการทำงานจากเมนูเลือกของโปรแกรมไปยังโปรแกรมย่อย  ตลอดจนผังงาน (FlowChart) ของแต่ละโปรแกรมย่อย  เพื่อให้ผู้พัฒนาโปรแกรมสามารถปรับปรุงแก้ไขให้ง่ายในภายหลัง...                   

                                                         21054_264853.gif                        1140003835.gif

        

บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


ข้อมูลดีมากค่ะ แต่รูปภาพไม่แสดง น้องช่วยลงรูปภาพด้วยค่ะ เพราะพี่จะนำไปใช้อ้างอิงในรายงานของพี่ด้วย
ขอบคุณมากค่ะ ถ้าน้องจะรีบอับรูปทั้งหมดในเนื้อหานี้ เช่น รูปวงรี แทนแอททริบิวส์ และจะดีมากถ้าน้องได้ใส่อ้างอิงว่าน้องเอาเนื้อหาทั้งหมดมาจากหนังสือเล่มใด
ขอบคุณมากที่สุดในโลก

#5 โดย ratree072
เมื่อ 2013-07-16 12:09:12

ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากมายคร่ะกำลังเรียนเรื่องนี้อยู่พอดีขอบคุณมากคร่ะ

#3 โดย knomray
เมื่อ 2011-06-27 09:48:51

ขอบคุณสำหรับเนื้อหานะค่ะ
กำลังทำรายงานเรื่องนี้อยู่พอดี
ขอบคุณจริงๆค่ะ0

#2 โดย นู๋โบว์
เมื่อ 2010-06-22 20:20:29

โอ้ว !! เนื้อหาเยอะดีครับ งิงิ ^o^

#1 โดย oatqviewk
เมื่อ 2007-07-14 00:55:22