มะเร็งเม็ดเลือดขาว

  โพสเมื่อ 2010-08-22 10:09:16 โดย phugamon55

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบเลือด อันเกิดจากการที่ไขกระดูกทำหน้าที่ผิดปกติ สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติทั้งรูปร่าง และจำนวนออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งที่อยู่ในไขกระดูก และออกมาตามกระแสเลือด มีผลทำให้การทำงานของระบบเม็ดเลือดเสียไป อาจเป็นแบบเฉียบพลัน หรือเป็นแบบช้าๆ ค่อยๆ เป็น โดยทั่วไปมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน จะมีอาการรุนแรงกว่าชนิดที่เกิดช้าๆ หรือเรื้อรัง มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดตัว อ่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ปกติได้ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันมักเกิดกับเด็ก โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน ส่วนมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังนั้น เกิดจากการที่ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติออกมาเป็นจำนวนมากกว่า เซลล์เม็ดเลือดที่ปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติในร่างกายเป็นจำนวนมาก โดยปกติแล้วมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ในหลายๆ ช่วงอายุ

สาเหตุ

สำหรับสาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือด ขาวและมะเร็งชนิดอื่นๆ คือไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงแน่นอน อาจเพราะมีสาเหตุหลายอย่างยกตัวอย่าง เช่น สารกัมมันตภาพรังสี รังสีเอกซเรย์ สารเคมีบางอย่าง เชื้อจุลินทรีย์พวกไวรัสบางชนิด สารเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของเม็ดเลือดที่กำลัง เจริญเติบโต ทำให้กลับกลายเป็นเม็ดเลือดชนิดใหม่ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้กลไกการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์เดิมไป ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายยังดีอยู่สามารถกำจัดหรือกดการเจริญเติบโตของเม็ด เลือดที่ผิดปกตินั้นได้ เม็ดเลือดเหล่านั้นก็จะเจริญเติบโต ขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นอันตรายแก่เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และอวัยวะต่างๆ ดังนั้นจะเห็นได้ ว่าสาเหตุต่างๆ ดังกล่าวแล้วเป็นเพียงสาเหตุชักจูงเท่านั้นแต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงเพราะคนที่ ได้รับสารเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นลิวคีเมียทุกคน ซึ่งจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคนด้วย

ปัจจัยเสี่ยง

  1. พันธุกรรม อุบัติการณ์ของการเกิดโรคในพี่น้องของผู้ป่วยพบสูงกว่าประชากรทั่วไป 3 เท่า ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางโครโมโซมแต่กำเนิด เช่น ดาวน์ชินโดรม จะมีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคสูงกว่าคนปกติ
  2. สารรังสี ประชากรญี่ปุ่นที่รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ พบว่ามีอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันมากกว่าคนปกติ ถึง 30 เท่า
  3. สารเคมี ผู้ป่วยที่ได้รับสารเบนซิน จะมีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคสูงกว่าคนทั่วไป 10 เท่า นอกจากนี้ ยาฆ่าแมลง ยาย้อมผม หรือน้ำยาสเปรย์ผมก็พบอุบัติการณ์ของโรคสูงขึ้นด้วย
  4. ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดจะมีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคสูงขึ้น
  5. บุหรี่ การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า บุหรี่สามารถเพิ่มอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันได้
  6. อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างๆ ข้างต้นเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีปัจจัยดังกล่าวจะเกิดโรคเสมอไป และมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง

อาการผิดปกติทางระบบเลือด

  1. อาการแสดงที่พบบ่อยและเป็นอาการนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ ได้แก่ อาการซีด สังเกตเองหรือจากคำบอกเล่า
  2. อาการเลือดออกที่ผิวหนัง, เหงือก, จ้ำตามตัว เป็นต้น
  3. อาการอื่นๆ เช่น หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายมีโรคติดเชื้อ มีอาการเหลือง เป็นต้น
  4. ข้อสำคัญอาการทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการขั้นต้นเพื่อสนับสนุนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  5. ความผิดปกติจากการตรวจร่างกาย เช่น ตับโต, ม้ามโต, ต่อมเหลืองโต อาจโตเพียงกลุ่มเดียวหรือทั้งตัวก็ได้
  6. ความผิดปกติทางห้องปฏิบัติการ ที่ทำให้นึกถึงความผิดปกติทางเลือดมากที่สุด ได้แก่ การเพิ่มหรือการลดของเม็ดเลือดอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด รองลงมาได้แก่ เลือดแข็งตัวช้า และสุดท้ายพบว่ามีความผิดปกติที่ระบบคุ้มกันของร่างกาย

อาการผิดปกติที่ชวนให้สงสัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  1. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลียง่าย อันนี้เป็นลักษณะเดิมทั่วไปทั้งหลาย
  2. อาการเลือดออกง่าย เพราะมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีเกร็ดเลือดต่ำ จึงทำให้เลือดออกง่าย เช่น ออกตามไรฟัน มีจ้ำเขียวขึ้นบนตามตัว หรือมีประจำเดือนมากผิดปกติ
  3. เม็ดเลือดขาวที่มีปริมาณมากแต่ ทำหน้าที่ไม่ได้ตามเท่าที่จะเป็น โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค แต่เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต่อสู้เชื้อโรคไม่ได้ ก็มีการติดเชื้อง่าย ทำให้มีไข้ เกิดมีการติดเชื้อในตำแหน่งต่างๆ
  4. เม็ดเลือดขาวไปบีบบังอวัยวะต่าง ๆ หรือสะสมอยู่ ก็ทำให้มีก้อนขึ้นที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลือง ขา คอ หรือมีตับ ม้ามโต

การวินิจฉัย

  1. ขั้นแรกต้องเจาะเลือดตรวจว่ามีความผิดปกติ แล้วก็พบเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อนของเม็ดเลือดขาว
  2. ขั้นต่อไปทำการยืนยันโดยการเจาะไขกระดูก เพื่อดูให้ชัดเจนอีกครั้งว่ามีการขยายตัวในไขกระดูกจริง

ประเภทของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute leukemia) เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ปกติได้ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันมักเกิดกับเด็ก โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน
  2. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (Chronic leukemia) เกิดจากการที่ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติออกมาเป็นจำนวนมากกว่า เซลล์เม็ดเลือดที่ปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีเซลล์เม็ดเลือดที่ผิดปกติในร่างกายเป็นจำนวนมาก โดยปกติแล้วมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ในหลายๆ ช่วงอายุ
  3. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟซัยติก (Lymphocytic leukemia) หมายถึงการที่พบเซลล์ในสายลิมฟอยด์ ได้แก่ ลิมโฟไซท์ และพลาสมาเซลล์ที่ผิดปกติเป็นจำนวนมากในกระแสเลือด
  4. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอีโอจีนัส (Myelogenous leukemia) หมายถึงการที่พบเซลล์ที่ผิดปกติในสายมัยอีลอยด์ ได้แก่ อีโอสิโนฟิล, นิวโทรฟิล, และเบโซฟิล เพิ่มมากขึ้นในกระแสเลือด
  5. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเอแอลแอล (Acute lymphocytic leukemia, Acute Lymphoblastic Leukemia หรือ ALL) สามารถพบได้ในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี รวมถึงในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีอีกด้วย
  6. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเอเอ็มแอล (Acute myelogenous leukemia, Acute Myeloid Leukemia, AML หรือ Acute nonlymphocytic leukemia) สามารถพบในผูใหญ่มากกว่าเด็ก
  7. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดซีแอลแอล (Chronic lymphocytic leukemia, CLL) พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี และสามารถพบในเด็กได้บ้าง แต่ไม่ค่อยส่งผลกระทบเท่าไหร่
  8. มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดซีเอ็มแอล (Chronic myelogenous leukemia, CML) พบได้ในผู้ใหญ่ แต่ไม่ค่อยพบในเด็ก
  9. โดยสรุปแล้ว มักพบมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AML และ CLL ในผู้ใหญ่ ในขณะที่พบมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด ALL ในเด็ก

การรักษา

  1. การรักษามะเร็งเลือดขาวโดยทั่ว ไปแล้ว รักษาด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ส่วนการปลูกถ่ายไขกระดูก และรังสีรักษา จะเป็นการรักษาเสริมเพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือหาย ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษาเคมีบำบัด และอายุของผู้ป่วย
  2. วิธีแรกที่แพทย์เลือก คือ การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งจะให้เป็นชุดๆ ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานพอสมควร บางทีอาจจะใช้เวลา 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย
  3. ปัจจุบันมีวิธีใหม่มารักษา คือ การปลูกถ่ายในไขกระดูก วิธีนี้ค่อนข้างยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูง และมีโรคแทรกซ้อนสูงพอสมควร และต้องใช้ไขกระดูกของพี่น้องที่เข้ากันได้อีก จึงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป
  4. การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวใน ปัจจุบันมีความก้าวหน้าของยาเคมีบำบัด และการปลูกถ่ายไขกระดูกมีความก้าวหน้า เพราะฉะนั้นจัดได้ว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวมีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ อัดราการรักษาให้หายขาดค่อนข้างสูง คงขึ้นอยู่กับการมาพบแพทย์รักษาอย่างรวดเร็วและมาพบตั้งแต่เริ่มต้น มีบางกลุ่มที่ไม่ทราบ และปล่อยปละละเลยให้อาการเป็นมากขึ้น
  5. ถ้าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่าง เฉียบพลันแล้วไม่ได้รักษา โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตใน 3-4 เดือน ในการเสียชีวิตนั้นมีการติดเชื้อง่าย และการติดเชื้อนั้นมีการลุกลามไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อีกกรณีหนึ่งก็คือมีเลือดออก เช่น มีเลือดออกจากสมองอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่กรรมได้ย่างรวดเร็ว
  6. ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ด เลือดขาวชนิดเรื้อรัง อาการจะค่อยเป็นค่อยไป อาจจะเริ่มจาก 6-8 เดือน หลังจากนั้นอวัยวะต่างๆ ก็จะเริ่มเสื่อมลง ก็จะเกิดปัญหารุนแรงตามมาอีก

การรักษาเพื่อชักนำให้โรคสงบสมบูรณ์ (Induction of remission)

การรักษาเพื่อชักนำให้โรคสงบ สมบูรณ์เป็นการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะโรคสงบสมบูรณ์ (Complete remission หรือ CR) ยาเคมีบำบัดมาตรฐานในปัจจุบัน คือ สูตร 3+7 ได้แก่การให้ anthracycline (doxorubicin หรือ idarubicin) ทางหลอดเลือดดำ 3 วัน ร่วมกับ cytosine arabinoside ทางหลอดเลือดดำ 7 วัน พบว่า ประมาณร้อยละ 50-70 ของผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ระยะ CR ได้ การที่จะบอกว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะ CR หรือไม่นั้นอาศัยดูจากทางคลินิกว่า ผู้ป่วยอาการต่างๆ หายเป็นปกติ การตรวจร่างกาย ผลการตรวจเลือด กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติหมด ที่สำคัญ คือ การตรวจไขกระดูกพบเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ ปกติ และพบเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (blast cell) น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเซลล์ทั้งหมด อย่างไรก็ตามการที่ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะ CR ไม่ได้หมายความว่าเซลล์มะเร็งจะหมดไปจากร่างกาย แต่ว่ามีอยู่ในจำนวนที่น้อยเกินกว่าที่วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการธรรมดาจะ ตรวจได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เคมีบำบัดหลังจากที่ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะ CR แล้ว เพื่อให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคจริงๆ

การรักษาระยะหลังโรคสงบ (Post remission therapy)

การรักษาระยะหลังโรคสงบเป็นการ รักษาเพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาอีก (relapse) และเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังคงเหลืออยู่ให้หมดไปจากร่างกาย ทำได้หลายทาง

การรักษาด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัดเป็นชุด (Consolidation therapy)

การรักษาด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัด เป็นชุดเป็นการให้ยาเคมีบำบัดในลักษณะเดียวกับในวิธีการรักษาเพื่อชักนำให้ โรคสงบสมบูรณ์ (Induction of remission) แต่ให้ติดต่อกัน 3-4 ครั้ง ห่างกัน ทุก 1-2 เดือน

การรักษาด้วยเคมีบำบัดวิธีเข้มข้น (Intensification)

การรักษาด้วยเคมีบำบัดวิธีเข้ม ข้น คือการให้เคมีบำบัดในขนาดสูงกว่าวิธีการรักษาเพื่อชักนำให้โรคสงบสมบูรณ์ (Induction of remission) เพื่อหวังกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังเหลืออยู่ที่อาจเป็นเซลล์ดื้อยา

การรักษาร่วม

การให้ยาเคมีบำบัดในขนาดสูงอาจจะ ร่วมกับการฉายรังสี และตามด้วยการให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด เรียกว่าการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด โดยเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดอาจมาจากพี่น้องที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ (HLA-matched sibling donor) เรียกว่า allogeneic stem cell transplant หรืออาจจะมาจากตัวผู้ป่วยเอง โดยเก็บไว้ในระยะที่โรคสงบสมบูรณ์ เรียกว่า autologous stem cell transplant โดยทั่วไป ถ้าได้รับจากผู้อื่นจะมีปัญหาแทรกซ้อนมากกว่า แต่จะมีผลในแง่อัตราของโรคกลับมาเป็นใหม่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับที่ใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดของตัวผู้ป่วยเอง

การพยากรณ์โรค

  1. อายุ ผู้ป่วยที่มีอายุน้อย จะมีการพยากรณ์โรคดีกว่าผู้ป่วยที่มีอายุมาก
  2. ความผิดปกติทางสารพันธุกรรม พบว่าใน AML สามารถบอกการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยได้ตามโครโมโซมที่พบ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
    • กลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคดี ได้แก่พวกที่มี t (8;21); t (15;17) และ inv (16)
    • กลุ่มที่การพยากรณ์โรคปานกลาง ได้แก่ กลุ่มที่มีโครโมโซมปกติ หรือความผิดปกติอื่นๆ นอกจากข้อ 2.1
    • กลุ่มที่มีพยากรณ์โรคไม่ดี ได้แก่คนที่มี -7, 7q-, -5, 5q-, 11q23, 3q21, +8, พวกที่มี multiple chromosome abnormalities หรือรายที่เป็น MDS นำมาก่อน

วิธีดูแลหรือปฎิบัติตัวเองของผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  1. การดูแลสุขอนามัยส่วนตัว ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการติดเชื้อได้ง่าย และการดูแลรักษาความสะอาดส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราพบบ่อย คือ สุขภาพปาก ฟัน อันนี้เป็นช่องทางทำให้ติดเชื้อกันง่าย ควรใช้แปรงขนอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ ซึ่งพวกนี้จะราคาแพงแต่จะทำให้มีแผลในปากน้อย และจะช่วยลดการติดเชื้อเป็นอย่างดี
  2. การรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ มากๆ จะช่วยในการขับถ่ายอุจจาระไปได้ด้วยดีไม่ท้องผูกอาจจะมีแผลที่ทวารเป็นที่ หนึ่งของการติดเชื้อได้ง่าย
  3. การดื่มน้ำมากๆ ก็จะช่วยได้มากเพราะพวกนี้จะมีการแตกสลายในเม็ดเลือดเป็นจำนวนมากและมีการ สะสมสารบางอย่างในร่างกายทำให้เกิดการอุดตันเพราะฉะนั้นทานน้ำมากๆ ก็จะช่วยขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
  4. การซื้อยาแก้ปวดลดไข้ทานเอง อาจเป็นอันตรายในกรณีที่ได้ยาผิดประเภทไป คนไข้กลุ่มนี้ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ

บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น