วิธีการเลี้ยงลูก

  โพสเมื่อ 2009-10-06 00:01:19 โดย ploy12986

 

คำแนะนำในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

  1. ควรให้ลูกดูดนมแม่ภายหลังคลอดให้เร็วที่สุด เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของแม่ผลิตนมได้มากเพียงพอ
  2. ควรรักษาความสะอาดบริเวณหัวนมก่อนให้นมลูกทุกครั้ง โดยใช้สำลีชุบน้ำต้มเช็ดก่อนให้ลูกดุดนม เมื่อให้นมเสร็จแล้วเช็ดด้วยสำลีอีกครั้ง
  3. ท่าที่ลูกจะดูดนมได้อย่างถูกต้องคือ ให้หัวนมแม่อยู่ที่แก้มใกล้มุมปากลูก โดยธรรมชาติเด็กจะหันปากไปมาจนพบหัวนมและอ้าปากพร้อมจะดูดทันที ไม่ควรจับศรีษะลูกและพยายามดันหัวนมเข้าปากทันที เพราะลูกอาจจะปฏิเสธการดูดนมได้
  4. ควรให้ลูกอมหัวนมถึงส่วนคล้ำรอบหัวนมให้มากที่สุด ถ้าลูกอมตื้นเหงืองเด็กจะกดลงบนหัวนมแม่ทำให้หัวนมแม่เจ็บอาจทำให้เกิดแผลได้
  5. ควรอุ้มลูกให้เรอทุกครั้งหลังการให้นม เพื่อระบายลมออกจากท้อง

ปัญหาที่พบบ่อยในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ปัญหาของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มักเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ
หัวนมหรือเต้านมแม่มีปัญหากับลักษณะลูกเจ้าปัญหา
ปัญหาที่เกิดจากแม่คือหัวนมตันเกิดจากมีก้อนไขมันเล็กๆ
อุดอยู่ทำให้น้ำนมไหลไม่สะดวกวิธีแก้ไขคือ
ให้คุณแม่เอาสำลีชุบน้ำอุ่นๆเช็ดบริเวณหัวนม
ปัญหาอีกอย่างคือหัวนมบอดทำให้ลูกดูดนมไม่ได้
วิธีแก้ไขคือต้องเตรียมตัวตั้งแต่เวลาตั้งครรภ์
พยายามบีบหัวนมและดึงหัวนมทุกๆวันเวลาอาบน้ำ
ลักษณะลูกเจ้าปัญหา เช่น หลับเก่งเมื่อดุดนมไปได้
5 นาทีก็หลับแล้ว เด็กบางรายโมโหง่ายเวลาดูดนมเพราะ
น้ำนมไม่พอ ดูดไม่ออก จะร้องไห้คุณแม่ต้องใจเย็นๆ
อย่าคะยั้นคะยอหรือจับหัวลูกให้ดูดนมต่อ เพราะ ลูกอาจะปฏิเสธการดูดนมแม่
โตขึ้นเป็นเด็กกินยาก

**********************************************

การให้นมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะนมแม่มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับวัยทารกมากที่สุด และยังให้ความอบอุ่นแก่ลูก
แต่บางครั้งคุณแม่บางท่านอาจมีความจำเป็นไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองได้ เพราะปัญหาสุขภาพบางอย่างที่อาจเป็น
อันตรายต่อแม่และเด็กหรือคุณแม่กินยาบางอย่างที่สามารถผ่านมาทางน้ำนมได้เมื่อเป็นเช่นนี้คุณแม่ท่านนั้นจำเป็นต้องใช้นม
ผงดัดแปลงสำหรับทารกแทน

สิ่งที่ควรทราบก่อนการใช้นมผสม

  1. เลือกชนิดของนมให้ถูกต้องตามอายุของเด็ก
  2. ชงให้ถูกส่วนโดยดูตามคำแนะนำข้างกระป๋อง
  3. คำนึงถึงความสะอาดของอุปกรณ์ในการชงนมควรล้างให้สะอาดและต้มในน้ำเดือด 10 นาที
  4. ไม่ควรชงนมทิ้งไว้นานเกินไป หากลูกไม่ดูดให้เททิ้งไม่ควรนำมาให้กินอีกในมื้อต่อไป
  5. เวลาให้นมลูกควรอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนทุกครั้ง
  6. ไม่ควรปิดจุกนมแน่นเกินไป ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าไปแทนที่น้ำนมในขวดได้ เวลาดูดน้ำนม
    จะไม่ค่อยไหล ทำให้เด็กหงุดหงิดอารมณ์เสียได้ง่าย
  7. จับขวดนมให้แน่นและเอียงให้พอเหมาะ เพื่อให้มีน้ำนมในจุกขวดตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้
    อากาศเข้าท้องลูก ระหว่างให้นมควรหยุดพักสัก 1-2 ครั้ง เพื่อไล่ลมให้ลูกเป็นระยะ

วิธีชงนม

  1. ต้มขวดนมและจุกนมในน้ำเดือดประมาณ 10 นาที
  2. ใส่น้ำสุกอุ่นๆตามปริมาณที่ถูกต้องลงในขวดนม อย่าใช้น้ำร้อนจัดชง
    เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินบางส่วนไป
  3. ตวงนมผงตามมาตราส่วนข้างกระป๋องด้วยช้อนตวงที่บรรจุมากับกระป๋อง
    ปาดให้เรียบด้วยมีดที่สะอาด
  4. ใส่นมผงลงแล้วเขย่าขวดเล็กน้อยเพื่อให้นมผงละลายได้หมด พยายามอย่าเขย่าให้เกิดฟอง
    มากเกินไปโดยการจับขวดนมแล้วหมุนมือเป็นวงกลมเหมือนเอาขวดนมแกว่งในน้ำ จะเกิด
    ฟองน้อยกว่าการเขย่าขึ้นลง
  5. ก่อนให้นมลูก ทดลองหยดน้ำนมลงบนหลังมือเพื่อทดสอบว่าอุ่นพอเหมาะ ไม่ร้อนจัด

 

วิธีไล่ลม

  • อุ้มลูกนั่งตัก ให้นั่งตัวตรงเอามือรองใต้คางลูกไว้อีกมือลูบเบาๆที่ห้าท้องบริเวณกระเพาะหรือตบเบาๆ
    ลูกจะเรอและผายลมออกมา
  • อุ้มลูกพาดไหล่ ให้คางลูกเกยบนไหล่ของคุณแม่พอดี เวลาลูกอยู่ในท่านี้ลมจะลอยขึ้นมา คุณแม่เพียง
    ตบหลังเบาๆลูกก็จะเรอออกมาโดยง่าย

    ปัญหาที่อาจพบหลังการให้นม

    แหวะนม เด็กทุกคนมักจะแหวะนมเวลาเรอ ส่วนมากมักจะแหวะนมออกมาเพียงนิดเดียวซึ่งถือว่าไม่ผิด
    ปกติแต่อย่างใด แต่ถ้าแหวะออกมามากควรหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร เช่น ดูดนมมากเกินไป แม่อุ้ม
    ลูกนอนราบไปในขณะให้นมลูก อุ้มลูกแบบเขย่าหรือโยน ลูกร้องมากไป เป็นต้น
    สะอึก เป็นอาการปกติที่มักเกิดหลังจากเด็กดูดนมเสร็จแล้ว สักพักก็จะหายไปเอง คุณแม่อาจจะให้ลูกดูดน้ำ
    สักเล็กน้อยอาการก็จะดีขึ้น
    อาเจียน ถ้าลูกอาเจียนรหลังจากดูดนมตามปกตินมที่ออกมาจะเป็นก้อนสีขาว แต่ถ้าอาเจียนมีกลิ่นเปรี้ยวๆ
    เพราะผสมกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร อาจเป็นเพราะลูกกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารหรือ
    อาจเริ่มไม่สบายต้องคอยดูแลอาการต่อไป
    ท้องอืด แน่นท้อง อาจเกิดจากกินมากเกินไปหรือมีลมเข้าท้องขณะดูดนม ควรใช้การไล่ลมช่วยทุกครั้ง
    ท้องผูก เด็กบางคนไม่ถ่ายทุกวัน แต่ถ้าเด็กถ่าย 2-3 วันครั้งหรือไม่ยอมถ่ายหรือถ่ายเป็นก้อนแข็งๆ
    ควรให้ลูกดูดน้ำหรือน้ำผลไมที่สะอาดเพิ่มขึ้น เช่น น้ำส้มคั้น ไม่ควรสวมทวารหรือให้ยาระบายแก่ลูก
    โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน
    ท้องเสีย ถ้าลูกมีอาการท้องเสียเล็กน้อยอาจผสมนมให้จางลงจนกว่าอาการท้องเสียจะทุเลา การผสม
    นมให้จางลงทำได้โดยการเพิ่มน้ำอีกเท่าตัวหรือลดนมผงลงครึ่งหนึ่งโดยใช้น้ำเท่าเดิม เช่น เคยผสมนม
    2 ช้อนต่อน้ำ 2 ออนซ์ ก็เปลี่ยนเป็นนม 1 ช้อนต่อน้ำ 2 ออนซ์ เป็นต้น แต่ถ้าลูกถ่ายอุจจาระเป็นมูกหรือน้ำ
    บ่อยครั้ง ควรหยุดให้นมหยุดให้อาหารชนิดที่มีกากมากๆ เช่นน้ำผลไม้ ให้ลูกดูดน้ำอุ่นๆและรีบไปพบแพทย์

     

********************************************

ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อไร

น้ำนมของแม่จะมีเพียงพอให้ลูกกินได้ประมาณ 4-6 เดือน หลังจากนั้นคุณภาพของน้ำนมยังคงดีเหมือนเดิมแต่ปริมาณไม่เพียงพอ
กับความต้องการของร่างกายเด็ก ดังนั้นเมื่อลูกอายุครบ 3 เดือน ควรให้ลูกเริ่มทานอาหารเสริมได้โดยค่อยๆให้ทีละน้อย
การให้อาหารเสริมควรให้ทีละอย่างไม่ควรให้หลายอย่างพร้อมกันเพราะลูกอาจจะแพ้อาหารเสริมจะได้ทราบว่าแพ้อาหารชนิดใด
อาหารที่จะนำมาปรุงให้ลูกต้องสด สะอาด ปรุงรสไม่จัดและหากจะให้อาหารประเภทผักระยะแรกควรให้ผักนิ่มๆก่อน ไม่ควรให้ผักที่มี
ก้านแข็งและชิ้นโตเกินไป

ตารางแนะนำการให้อาหารเสริมแก่เด็กอายุ 3 เดือน ถึง 1 ปี

อายุ อาหารเสริม
ครบ 3 เดือน

ข้าวบดใส่แกงจืด สลับกับกล้วยสุกครูดครั้งละ 1-3 ช้อนชาและให้ดูดนมตามจนอิ่ม

4-5 เดือน

ข้าวบดกับไข่แดงสุก หรือข้าวกับตับบด สลับกับข้าวกับถั่วต้มเปื่อยหรือเต้าหู้ขาว
เริ่มให้มื้อละ 2-3 ช้อนชา ควรให้อาหารเสริมวันละมื้อ เมื่อครบ 5 เดือน เริ่มให้
เนื้อปลาบดกับข้าวเติมฟักทองหรือผักใบเขียวบด เช่นผักตำลึง ผักบุ้ง

6-7 เดือน

เด็กอายุเกิน 6 เดือน ควรให้อาหารมื้อหลัก 1 มื้อเป็นข้าวบดใส่ไข่แดง ปลา ตับ
ถั่วต้มเปื่อย เต้าหู้ขาวใส่ผักใบเขียวในปริมาณ 1 ถ้วย เด็กอายุ 7 เดือน
เริ่มให้เนื้อสัตว์ต้มสุกซึ่งบดหรือสับละเอียดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับผักใบเขียว
เริ่มให้ไข่ต้มสุกทั้งฟองและบดละเอียด นอกจากอาหารมื้อหลัก 1 มื้อแล้วควรให้
กล้วยสุกครูด มะละกอสุก ฟักทองนึ่ง 2-4 ข้อนโต๊ะ

8-9 เดือน

อาหารหลัก 2 มื้อ มื้อละ 1 ถ้วย และผลไม้สุกอีก 1 ครั้ง

10-12 เดือน

อาหารหลัก 3 มื้อและขนมหวานหรือผลไม้สุก 1 ครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

************************************************

ปัญหาที่พบบ่อย

เบื่ออาหาร กินน้อย

ลูกเบื่ออาหารเกิดจากหลายๆสาเหตุ เช่น ไม่สบาย ฟันขึ้น มีลมในท้อง ลูกห่วงเล่นมาก ลูกกังวลใจ
หรือไม่ชอบอาหารชนิดนั้นๆ คุณแม่ควรหาสาเหตุให้พบ ถ้าลูกไม่สบายก็ไม่เป็นไร เมื่อลูกหายลูกจะ
กินเอง ถ้าลูกกังวลใจเพราะคุณแม่มีน้องใหม่ คุณแม่ก็พยายามทำความเข้าใจกับลูก หากลูกไม่ชอบ
อาหารชนิดนั้นๆก็พยายามปรุงอาหารให้หลากหลายชนิดให้ลูก หากลูกห่วงเล่นมากก็ปล่อยสักพัก
พยายามหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาชดเชยให้แทน คุณแม่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศ
การกินอาหารไม่ให้เคร่งเครียด ให้ลูกมีความสุขในการกิน ให้ลูกหัดช่วยตนเองและเรียนรู้วินัยในการกิน
อาหาร

โรคอ้วน

สาเหตุใหญ่ของโรคอ้วนมาจากการกินมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล กินจุบจิบตลอด
เวลา เด็กบางคนถ้าเกิดอาการวิตกกังวลหรือเครียดก็จะกินจุขึ้น เมื่ออ้วนแล้วก็จะเคลื่อนไหวช้า ไม่ชอบออกกำลัง
กายไขมันจึงสะสมกลายเป็นเด็กอ้วน
วิธีแก้ไขคือต้องเริ่มฝึกนิสัยในการกินเสียแต่ยังเล็กๆไม่ดูดนมพร่ำเพื่อไม่เป็นมื้อไม่ควรให้อาหารเสริมก่อนถึงวัยอันควร
เมื่อโตขึ้นหัดให้กินผลไม้แทนขนมหวาน ให้ลูกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินเป็นเวลา สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกาย
ซึ่งจะทำให้ระบบต่างๆของร่างกายลูกทำงานดีขึ้นและร่างกายสมส่วน

ไม่ยอมนอน

อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ห่วงเล่น กลัว วิตกกังวลย้ายสถานที่นอน เป็นต้น คุณแม่ควรฝึกให้ลูกนอนตรงเวลา
ไม่ปล่อยให้เพลินกับการเล่นหรือดูโทรทัศน์ เมื่อถึงเวลานอนก็พาลูกเข้านอน อาจสร้างกิจวัตรก่อนนอน เช่น อ่าน
หนังสือ เล่านิทานเพื่อให้ลูกหลับง่ายขึ้น หากลูกยังเล็กและมักขยับตัวตื่นขึ้นมาบ่อยๆถ้าไม่ร้องไห้มากคุณแม่ควรทำ
นิ่งเฉยเพราะหากคุณแม่รีบอุ้มลูกขึ้นมาลูกอาจคิดว่าคุณแม่จะเล่นด้วย แต่ถ้าลูกร้องไห้มากคุณแม่ควรปลอบ กอด
และอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าลูกจะหลับ

ร้องไห้

เด็กเล็กๆกับการร้องไห้เป็นเรื่องปกติเพราะการร้องไห้เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งของเด็ก อาจร้องเพราะหิว ผ้าอ้อม
เปียกชื้น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คุณแม่ควรหาสาเหตุ เช่น ถ้าลูกหิวก็ให้ลูกกินนม ลูกอาจมีลมในท้องก็ควรอุ้มลูก
พาดบ่า เป็นต้น

********************************************************************

ตารางแสดงพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน

พัฒนาการในช่วง พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านอารมณ์ พัฒนาการด้านสังคม

ความต้องการของเด็ก

วัยแรกเกิด
  • น้ำหนัก 3-3.5 ก.ก.
  • ส่วนสูงประมาณ 50 ซ.ม.
  • สามารถเอียงศีรษะไปด้าน
    ข้างได้ เมื่อนอนหงายหรือ
    นอนคว่ำในท่าที่จับวางไว้
  • สามารถเคลื่อนไหวท่อนแขน
    ได้แบมือกำมือได้
  • เคลื่อนไหวท่อนแขนมากกว่า
    ท่อนขา
  • อาจมีอาการตกใจง่ายโดยแสดง
    อาการเกร็งหรือผวา
  • ไม่ชอบการเคลื่อนไหวมากเกินไป
  • ไม่ชอบอุ้มนานๆ
  • แสดงอาการพอใจได้บ้างโดยทำ
    เสียงในคอเบาๆ
  • ชอบนอนโดยไม่มีการรบกวน
  • เมื่อร้องไห้จะหยุดได้ถ้ารู้สึกถึง
    สัมผัสที่นุ่มนวล
  • เมื่อเริ่มให้ดูดนมครั้งแรกอาจ
    ไม่ยอมดูด แต่จะดูดได้ดีขึ้นในวันที่
    2-3
  • ต้องการความอบอุ่นทางร่างกาย
    โดยการพันผ้ารอบตัวของเด็ก
    (ไม่แน่นเกินไป)
  • ต้องการความอบอุ่นทางจิตใจ
    จากสัมผัสอันอบอุ่นของแม่
  • ต้องการดูดนม
  • ต้องการความเงียบเพื่อนอนนานๆ
    และแสงที่ไม่จ้าเกินไป
  • ต้องการความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า
  • ต้องการการพูดคุยด้วยในยามตื่นนอน
อายุ 1 เดือน
  • น้ำหนัก 4-4.5 ก.ก.
  • ส่วนสูงประมาณ 55 ซ.ม.
  • เมื่ออุ้มพาดบ่าจะผงกศีรษะ
    ขึ้นได้บ้าง
  • สามารถมองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว
    อยู่ข้างหน้าได้ในระยะใกล้ๆ
  • เมื่อตื่นนอนจะมองไปรอบๆตัว
  • แขนขายังเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน
  • ต้องการนอนนานๆเกือบเท่าระยะ
    แรกเกิด
  • อารมณ์โดยทั่วไปไม่แตกต่างกับ
    ระยะแรกเกิดมากนัก
  • เริ่มยิ้มได้
  • เมื่อมีคนเข้ามาใกล้จะเริ่มมอง
    และเมื่อมีคนอุ้มจะมีอาการเกร็ง
    ตัวเล็กน้อย
  • สามารถแสดงอาการสะท้อนความรู้สึก
    ได้บ้าง เช่น ร้องเมื่อกลัวกับร้องเมื่อไม่
    สบายตัวจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
  • ต้องการเช่นเดียวกับระยะแรกเกิดทุกอย่าง
  • ต้องการให้มีคนเอาใจใสพูดคุยด้วยมากขึ้น
  • ต้องการดูของเล่นที่เคลื่อนไหวได้
อายุ 3 เดือน
  • น้ำหนัก 5-6.2 ก.ก.
  • ส่วนสูงประมาณ 60 ซ.ม.
  • ชันคอได้บ้างสามารถพลิกตัว ผงก
    ศีรษะและหันไปมาได้
  • บังคับกล้ามเนื้อได้บ้าง ถีบเท้าได้
  • มองดูและเล่นนิ้วตัวเองได้
  • ต้องการนอนหลับลดลงกว่าเดิม
  • แสดงความรู้สึกพอใจด้วยการเปล่ง
    เสียงอ้อแอ้
  • ยิ้มได้บ่อยครั้งมากขึ้น
  • แสดงความรู้สึกทางสีหน้าได้
  • สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  • มองหน้าแม่ขณะดูดนม มองคนที่อยู่
    ใกล้ๆได้
  • รู้จักหยุดฟังเสียง เริ่มจำเสียงแม่ได้
  • ความต้องการพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กอ่อน
  • ต้องการของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนา
    ของร่างกายเด็กวัยนี้
  • ต้องการคนโอบกอดและพูดคุย
  • ต้องการอาหารเสริม
อายุ 6 เดือน
  • น้ำหนัก 7-7.5 ก.ก.
  • ส่วนสูงประมาณ 65 ซ.ม.
  • คว่ำและหงายได้คล่อง ถ้าช่วยพยุง
    เด็กจะนั่งได้
  • จับของเล่นได้โดยใช้สองมือช่วยและ
    เอาของเข้าปาก
  • เคลื่อนไหวได้ตามความต้องการ
  • ชอบถีบเท้าและขย่มตัว
  • กล้ามเนื้อมือและตาเริ่มประสานกันได้ดี
    ตาจ้องที่ของในมือหรือของอื่นๆที่ห่างออกไป
    และพยายามจะคว้า
  • แสดงอารมณ์ของตนได้ชัดขึ้นโดยใช้อวัยวะ
    และท่าทาง เช่น โกรธก็จะถีบเท้า
  • กระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น
  • มีความเข้าใจเล็กๆน้อยๆต่อการแสดงออกของผู้ใหญ
  • แยกแยะได้ระหว่างคนแปลกหน้ากับคนคุ้นหน้า
  • สนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น
  • จำเสียงแม่ได้และหันไปถูกทิศที่แม่ยืมอยู่
  • ต้องการความอบอุ่น ความสะอาด ความเอา
    ใจใส่จากพ่อแม่
  • ต้องการของเล่นที่เหมาะสมกับการพัฒนาในวัยนี้

การตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก

หากพ่อแม่พบว่าลูกมีลักษณะที่สงสัยว่าอาจจะผิดปกติหรือมีปัญหาการเลี้ยงดูควรพาไปปรึกษาแพทย์พัฒนาการเบื้องต้นที่อาจใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบมีดังนี้
การได้ยิน ในเดือนแรกเด็กไม่สะดุ้งเวลามีเสียงดังใกล้ตัว/อายุ 6 เดือนไม่หันมองหาตามเสียง
การมองเห็น เดือนแรกไม่มองหน้า/อายุ 3 เดือนไม่มองตามสิ่งของหรือหน้าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า/6 เดือนไม่คว้าของ/9 เดือน
ไม่หยิบของชิ้นเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า
การเคลื่อนไหว เดือนแรกแขนขาเคลื่อนไหวน้อย/อายุ 3 เดือนยังไม่ชันคอ/5 เดือนยังไม่คว่ำ/9 เดือนยังไม่นั่ง/1 ปีไม่เกาะยืน/2 ปียัง
ล้มง่ายเก้ๆกังๆ
การรู้จักใช้ภาษา อายุ 10 เดือนยังไม่เลียนเสียงพูด/1ปียังไม่เลียนแบบท่าทางยังพูดเป็นคำที่ไม่มีความหมาย /3 ปียังพูดไม่เป็นประโยค

                                           *************************************************

ตารางแสดงการให้ภูมิคุ้มกันโรคที่เด็กควรได้รับ

อายุ วัคซีนป้องกันโรค
แรกเกิด วัคซีน บีซีจี ป้องกันโรควัณโรค
* ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 1
2 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 1
โปลิโอ ครั้งที่ 1
ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 2
4 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 2
โปลิโอ ครั้งที่ 2
6 เดือน คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 3
โปลิโอ ครั้งที่ 3
ตับอักเสบ บี ครั้งที่ 3
9-12 เดือน ** หัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 1
1 1/2 ปี คอตีบ บเดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 4
โปลิโอ ครั้งที่ 4
*** ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 1
ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 2 (ห่างจากครั้งแรก 1-2 สัปดาห์)
2 1/2 ปี ไข้สมองอักเสบ ครั้งที่ 3
4-6 ปี คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ครั้งที่ 5
โปลิโอ ครั้งที่ 5
**** วัคซีน บีซีจี ป้องกันวัณโรค
12-16 ปี ***** หัด คางทูม หัดเยอรมัน ครั้งที่ 2
คอตีบ บาดทะยัก ครั้งที่ 6

 

หมายเหตุ วัคซีนทุกชนิด ถ้าเด็กไม่ได้เริ่มฉีดตามกำหนดให้เริ่มฉีดได้ทันที
* ถ้าแม่เป็นพาหะของโรค เด็กต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ บี เข็มแรกภานใน 24 ชั่วโมง เข็มต่อไปฉีดเมื่ออายุ 1 เดือนและ 6 เดือนตามลำดับ
** ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนรวม หัด คางทูม หัดเยอรมัน ให้ใช้วัคซีนหัดแทน
*** วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบจำเป็นต้องฉีคถ้าเด็กอยู่ในท้องถิ่นที่มีโรคนี้ชุกชุมโดยให้ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ห่างกัน 1-2 สัปดาห์และครั้งที่ 3(เข็มกระตุ้น)
ห่างจากเข็มแรก 1 ปี
**** วัคซีน บีซีจี ให้ในรายที่ไม่มีแผลเป็นจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ในครั้งแรก บีซีจี ห้ามให้ในเด็กที่มีอาการของโรคเอดส์
***** ในกรณีที่ไม่มีวัคซีนรวม หัด คางทูม หัดเยอรมัน ให้ใช้วัคซีนหัดเยอรมันแทน

                                                                   ****************************************

ลิ้นเป็นฝ้า

ฝ้าขาวที่เกาะอยู่ที่บนลิ้น กระพุ้งแก้มของเด็กเกิดจากผิวชั้นออกของลิ้นที่ลอกออกและมีน้ำลายผสมคราบนมหรือเศาอาหารมาเกาะ บางครั้งก็มีเชื้อรา
ทำให้เห็นเป็นปื้นขาวๆเกาะแน่นอยู่บนลิ้นทำให้เด็กเจ็บลิ้นและเบื่อนมได้
การป้องกันลิ้นไม่ให้เป็นฝ้าทำได้โดยให้เด็กดูดน้ำหลังดูดนมทุกครั้งเพื่อล้างคราบนมที่ติดอยู่ในช่องปาก ถ้ายังไม่ได้ผลก็ให้ใช้สำลีหรือผ้ากอซที่สะอาด
ชุบน้ำอุ่นหรือกลีเซอรีนบอแรกซ์เช็ดทำความสะอาดลิ้นและปากเด็กวันละ 2-3 ครั้ง หากมีฝ้าขาวเกาะติดเป็นแผ่นคราบบริเวณผนังภายในปากด้านกระพุ้งแก้ม
ซึ่งรักษาความสะอาดยาก ควรใช้น้ำยาสีม่วง(เจนเชียนไวโอเล็ต 1%)ป้ายวันละครั้ง ถ้าใช้วิธีดังกล่าวข้างต้นแล้วยังไม่หายก็ควรไปปรึกษาแพทย์

ตาแฉะ

เมื่อแรกเกิดแพทย์จะหยอดตาเด็กทันทีเพื่อป้องกันโรคหนองในและเชื้อโรคต่างๆเข้าตาเด็กซึ่งยานี้อาจทำให้ตาของเด็กแฉะมีขี้ตาขาวๆได้ซึ้งเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้า
หนังตาเด็กบวมแดง มีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเหลืองปนสีเขียวแสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าตาจะทำให้เด็กตาอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์

มีไข้

เมื่อเด็กมีไข้ควรเช็ดตัวให้เด็กบ่อยๆโดยใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาบิดหมาดๆเช็ดตามซอกคอ ข้อพับต่างๆเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย ไม่ควรใช้น้ำเย็นเช็ดตัวเด็ก
เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันทำให้อาการไข้ทรุดลงอีก ควรให้เด็กสวมเสื้อผ้าบางๆเพื่อระบายความร้อนออกจากตัวเด็กได้ดีขึ้นและควรให้เด็กดื่มหรือดูดน้ำมากๆ
(น้ำผลไม้ก็ได้)หากไข้ยังไม่ลดควรพาเด็กไปพบแพทย์

ชัก

การชักของเด็กมักเกิดจากมีไข้สูงมักพบในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 6 ปีโดยทั่วไปอาการชักเกร็งจะเป็นอยู่ 2-3 นาทีก็หายแต่ถ้าชักนานอาจทำให้การหายใจของเด็ก
มีปัญหาร่างกายและสมองขาดออกซิเจนทำให้เด็กพิการหรือเสียชีวิตได้ เมื่อเด็กชักควรอุ้มให้นอนตะแคง ศีรษะต่ำ ใช้ลูกยางดูดเสมหะออกจากคอและจมูก คลายเสื้อผ้า
ให้หลวมเพื่อให้ความร้อนระบายออก เช็ดตัวเพื่อลดไข้ด้วยน้ำธรรมดาโดยเช็ดบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ระวังอย่าให้เด็กกัดลิ้นตัวเองโดยใช้ผ้าพันปลายช้อนใส่เข้าไป
ในปากให้อยู่ระหว่างฟันเด็ก อย่าให้ศีรษะกระแทกพื้นระหว่างชัก อาจให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์

ผด ผื่นต่างๆ

ผื่นผ้าอ้อม เกิดจากผ้าอ้อมซักไม่สะอาดทำให้ระคายเคืองผิวเด็ก ผ้าอ้อมเปียกชื้นเป็นที่ หมักหมมของเชื้อโรค เด็กนอนจมฉี่ไม่เปลี่ยนผ้าอ้อม(รวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปด้วย)
อับชื้นนานๆแอมโมเนียในฉี่เด็กทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อมได้ แก้ไขโดยการซักผ้าอ้อมให้สะอาด ตากแดดให้แห้งสนิท เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมควรทำความสะอาดก้นเด็กด้วยสำลีชุบน้ำ
เช็ดให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้งสนิทก่อนใส่ผ้าอ้อมใหม่ หากเป็นมากก็ควรปล่อยเด็กล่อนจ้อนบ้างเพื่อให้อากาศถ่ยเทดี หากยังไม่หายก็ควรไปพบแพทย์
ผื่นในรอยพับ ถ้าเด็กอ้วนมากเนื้อจะย่นเป็นชั้นๆจนเกิดรอยพับเป็นที่หมักหมมความชื้น การเสียดสีทำให้เกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง ควรอาบน้ำเด็กให้สะอาดโดยเฉพาะ
บริเวณรอยพับให้สะอาดแล้วเช็ดตัวเด็กให้แห้งแล้วทาแป้งบางๆอาจทาวาสลินบริเวณรอยย่นรอยพับเพื่อกันการเสียดสีระคายเคือง
ผด เมืองไทยอากาศร้อนทำให้เกิดผดเม็ดเล็กๆแดงๆบริเวณคอ ไหล่ หน้าอก ใบหน้า ลำตัวเด็ก ควรอาบน้ำเด็กบ่อยๆ เช็ดตัวให้แห้ง ทาแป้งบางๆ สวมใสเสื้อผ้าบางๆให้เด็ก ถ้าเกิดอาการคันด้วยให้ใช้ยาคาลามายน์ทาแก้คันได้

                                                   *******************************************

อุบัติเหตุที่พบบ่อย

อายุ อุบัติเหตุ การป้องกัน
แรกเกิด-4 เดือน
  • หายใจไม่ออกเพราะหมอน
    หรือมี่นอนอุดจมูกและปาก
  • สำลักน้ำ นม
  • แขน ขา หรือคอขัดในซี่ลูกกรงของเตียง
  • ที่นอนต้องเนื้อแน่นและแข็ง
    พอประมาณ ไม่จำเป็นต้องหนุนหมอน
  • อุ้มทารกเวลาให้นม
  • ตีลูกกรงเตียงให้ถี่หรือใช้ฟองน้ำ
    กั้นรอบเตียง
4-9 เดือน
  • ตกจากที่สูง จมน้ำในอ่าง
  • ถูกของมีคมบาดหรือได้รับสารพิษทางปาก
  • อย่าปล่อยทารกไว้คนเดียว
  • อย่าทิ้งทารกไว้ในอ่างอาบน้ำคนเดียว
    แม้ทารกนั่งได้แล้ว
  • ของเล่นต้องไม่คมหรือมีแง่นุนหรือทาเคลือบ
    สีที่มีส่วนผสมของสารที่มีอันตราย
  • เก็บของที่จะเป็นอันตรายต่อทารกไว้ในที่ทารก
    หบิบไม่ถึง
9-12 เดือน
  • ของเล่นติดคอ หู จมูก
  • ของเล่นต้องมีขนาดใหญ่พอที่ทารกอมไม่ได้และ
    ไม่มีส่วนประกอบเล็กๆที่ทารกดึงออกมาได้ง่าย
12-24 เดือน
  • หกล้ม หัวโน
  • ตกบันไดหรือที่สูง
  • น้ำร้อนลวก ของหล่นใส่
  • ไฟฟ้าดูด
  • อย่าปล่อยให้ทารกอยู่คนเดียว ต้องดูแลอย่างใกล้
    ชิด ซ่อแซมโต๊ะ เก้าอี้ให้แข็งแรง
  • ใช้เครื่องเรือนที่มีส่วนฐานมั่นคงเคลื่อนที่ไม่ได้
    หาที่กั้นบันได ประตู หนัาต่าง
  • ไม่ให้เข้าไปเล่นในครัว เข้าใกล้เตารีดเก็บกระติกน้ำร้อนให้สูงพ้นมือเด้ก
    และระวังเด็กดึงผ้าปูโต๊ะ
  • ย้ายปลั๊กไฟฟ้าให้สูงพ้นมือเด็กหาที่ปิดปลั๊กไฟฟ้ามาปิด

                                 *************************************



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น