ไดโนเสาร์

  โพสเมื่อ 2009-10-06 00:24:52 โดย prame2550
 

ไดโนเสาร์

 

ไดโนเสาร์พวกแรกที่ปรากฎบนโลกอยู่ในช่วงตอนปลายยุคไทรแอสสิก คือ เมื่อกว่า 205 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทวีปต่างๆในโลกเป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน และมีชีวิตอยู่ต่อมาในยุคจูแรสสิก และสูญพันธุ์ไปหมดในปลายยุคครีเตเชียส คือ เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว ตลอดระยะเวลาที่มันมีชีวิตอยู่ ได้มีวิวัฒนาการแพร่พันธุ์กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกยาวนานถึง 140 ล้านปี เรารู้จักไดโนเสาร์จากการศึกษาฟอสซิลที่หลงเหลืออยู่ เช่น กระดูก ฟัน รอยเท้า หนัง หรือไข่ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เรารู้วิธีเดินของมัน อาหารที่มันกิน รูปลักษณะของมัน แต่สิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้ เช่น ตัวของมันสีอะไร และเสียงของมันเป็นอย่างไร เราทำได้เพียงแต่เดาเอาเท่านั้น

คนแรกที่ตั้งชื่อให้ไดโนเสาร์ :
เมื่อพ.ศ.2365 มีการค้นพบกระดูกกรามของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ วิลเลียม บัคแลนด์ ได้ตั้งชื่อสิ่งที่พบว่า เมกกะโลซอรัส เขาจึงเป็นคนแรกที่ตั้งชื่อของไดโนเสาร์
ไข่ไดโนเสาร์ :
การพบไข่ไดโนเสาร์นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ เพราะถ้าพบตัวอ่อนอยู่ภายในจะสามารถศึกษาต่อไปได้ว่าเป็นไข่ของไดโนเสาร์ชนิดใด มันมีวิธีปกป้อง ดูแลไข่และลูกน้อยของมันอย่างไร และอาจรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไดโนเสาร์กับนก ซึ่งเราเชื่อว่านกสืบเชื้อสายมาจากไดโนเสาร์

พบไข่ไดโนเสาร์ครั้งแรก :
เมื่อพ.ศ.2465 รอย แชปแมมน แอนดรูส์ นักวิทยาศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา สหรัฐอเมริกา นำทีมจำนวน 40 คน และอูฐ 75 ตัว ออกสำรวจทะเลทราบโกบีตั้งแต่ประเทศจีนจนถึงมองโกเลีย จากการสำรวจครั้งนี้ เขาได้ค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์มากมายหลายชนิด และที่สำคัญได้พบรังไข่ไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของโลกพ.ศ.2536 ทีมสำรวจจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยา สหรัฐอเมริกา กับสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งมองโกเลียได้ร่วมมือกันค้นหาไดโนเสาร์ในทะเลทรายโกบีอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเขาได้พบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์กินเนื้อพันธุ์โอวิแรพเตอร์กำลังนั่งกกไข่อยู่ในรัง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงการปกป้องลูกของแม่ไดโนเสาร์ให้เราเห็นเป็นครั้งแรก

คนแรกที่ตั้งชื่อสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ว่า ไดโนเสาร์ :
ศาสตราจารย์ริชาร์ด โอแวน นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ ได้ศึกษาฟอสซิลของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฟอสซิลของอิกัวโนดอนและไฮลีโอซอรัส ซึ่งมีการค้นพบตั้งแต่พ.ศ.2363 และพ.ศ.2373 เขาพบว่าฟอสซิลเหล่านั้นถึงแม้จะเหมือนกับสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ แต่ไม่เหมือนกับสัตว์เลื้อยคลานในปัจจุบันทีเดียว มันเหมือนช้างมากกว่า คือ ขาใหญ่ของมันรับน้ำหนักของตัวที่ใหญ่โตโดยตรง เขาจึงตั้งชื่อสัตว์ขนาดใหญ่และน่ากลัวนี้ว่า ไดโนเสาร์ (Dinosaur) ซึ่งหมายถึงสัตว์เลื้อยคลานที่น่ากลัว

ฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์บอกอะไรเราบ้าง :
เทอรี่ แมนนิ่ง นักโบราณชีววิทยา ชาวอังกฤษได้ศึกษาโครงสร้างของเปลือกไข่ไดโนเสาร์เพื่อดูว่าไข่ใบไหนน่าจะมีตัวอ่อนอยู่ข้างใน เขาจึงนำไข่ใส่ลงในสารละลายกรดอะซิติกเจือจาง ปล่อยให้กรดค่อยๆกัดกร่อนหินรอบๆฟอสซิล เมื่อฟอสซิลกระดูกเริ่มปรากฎก็เติมพลาสติกเหลวลงไปให้ชุ่มทั่วฟอสซิล ตอนนี้จะมองเห็นฟอสซิลกระดูกเป็นชิ้นๆชัดเจนขึ้น ขั้นตอนทางเคมีนี้ใช้เวลากว่า 1 ปีทีเดียว
ทีมนักวทิยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ท รัฐไคโรไลนา ไดนำไข่ไดโนเสาร์ของเทอรี่ แมนนิ่ง 3 ใบ ไปทำการศึกษาต่อ จากผลการตรวจวิเคราาะห์ฟอสเฟตในกระดูกทำให้พบตัวอย่างก๊าซออกซิเจน จากบรรยากาศ เมื่อ 75 ล้านปีมาแล้ว เมื่อครั้งที่ไข่ใบนั้นถือกำเนิดขึ้น

สกัดดีเอ็นเอจากไข่ไดโนเสาร์ได้มั้ย :
เชน ซางเหลียง นักชีววิทยาระดับโมเลกุล มหาวิทยาลัยปักกิ่ง สามารถสกัดดีเอ็นเอจากไข่ไดโนเสาร์ได้สำเร็จ แต่ความสำเร็จดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงของนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะสกัดดีเอ็นเอออกมาได้ แต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่ามันคือดีเอ็นเอของไดโนเสาร์

ไข่ไดโนเสาร์ใหญ่ที่สุด : 
Macroelongatoolithusxixiaensis เป็นชื่อของไข่ไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ ชื่อนี้บอกถึงลักษณะยาวรีของไข่ และแหล่งที่ได้ค้นพบ คือที่ราบลุ่มซิเซีย การตั้งชื่อให้ไข่ไดโนเสาร์ตั้งได้ก็ต่อเมื่อไม่พบตัวอ่อนอยู่ภายในและไข่ไม่มีความเกี่ยวพันกับไดโนเสาร์หรือสัตว์ที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว สำหรับกฎเกณฑ์การตั้งชื่อไข่ จะดูจากขนาด รูปทรง ผิวและลักษณะของรูอากาศบนเปลือกไข่

ไดโนเสาร์...สัตว์โลกล้านปี
จากภาพยนต์เรื่อง จูราสสิค พาร์ค ของสตีเว่น สปิลเบิร์ก ที่นำเข้ามาฉายในประเทศไทย เมื่อกลางปีที่ผ่านมานี้ ทำให้คนไทยเกิดการคลั่งไคล้ไดโนเสาร์หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคไดโนเสาร์ฟีเวอร์ เพราะนอกจากจะมีการกล่าวขานถึงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่แล้ว ยังมีการสร้าง หุ่นจำลอง จัดนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ ตลอดจนภาพวาดและของเล่น ล้วนเกี่ยวข้องกับ ไดโนเสาร์แทบทั้งสิ้น ล่าสุดห้างเซ็นทรัล รามอินทราและสวนสยามยังคงจัดแสดงหุ่น ไดโนเสาร์ ให้ผู้ชมเข้าและศึกษาหาความรู้บางท่านอาจจะสงสัยว่า ไดโนเสาร์ คืออะไร ในสมัยดึกดำบรรพ์มีจริงหรือไม่ สูญพันธุ์ ไปหมดแล้วจริงหรือ เราศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ได้อย่างไรและอีกหลากหลาย คำถามที่ต้องการค้นหาคำตอบ

คำว่าไดโนเสาร์ ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2384 โดยนาย ริชาร์ด โอเวนนักกายวิภาค วิทยา ชาวอังกฤษ ตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกสัตว์ชนิดหนึ่งที่ขุดพบในรูปของซากดึกดำบรรพ์ เป็น โครงกระดูกขนาดใหญ่ โดยนายริชาร์ด ใช้คำว่า ไดโนเสาร์เพราะมาจากภาษาอังกฤษว่า dinosaurs เป็นคำผสมจากภาษากรีก ว่า deinos ซึ่งแปลว่า น่าเกลียดน่ากลัว กับคำว่า sauros แปลว่า กิ้งก่า ดังนั้น ไดโนเสาร์ จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า กิ้งก่าที่น่าเกลียด น่ากลัว ซึ่งอาจจะน่ากลัวในสายตาของนายริชาร์ด และอาจจะไม่น่ากลัวเลยในสายตาของนักวิทยาศาสตร์บางคน

ความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์นั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากซากดึกดำบรรพ์ที่เรียกตามศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า ฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลโครงกระดูก รอยเท้า เปลือกไข่ อุจจาระ ตลอดจนกลายสภาพเป็นหินแข็งอยู่ภายใต้ผิวโลก ครั้นเวลาผ่านไปเปลือกโลกมีการเคลื่อนตัว ซากฟอสซิลเหล่านี้จึงปรากฏบนพื้นผิวโลกให้เห็นตามที่ต่าง ๆ เป็นหลักฐานศึกษาการวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ได้เป็นอย่างดี

ความจริงแล้วมนุษย์เคยค้นพบกระดูก และรอยเท้าไดโนเสาร์มาเป็นเวลานานแล้ว เพียง แต่ว่าผู้คนยุคต้น ๆ นั้น คิดว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ของกิ้งก่า มังกรหรือแม้กระทั่งนกกาเหว่า ยักษ์ จนกระทั่ง นายริชาร์ด ได้ให้ความเห็นว่า โครงกระดูกของสัตว์เหล่านั้น เป็นของสัตว์ กลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงใกล้ชิดกับพวกกิ้งก่า

นักโบราณคดีและนักชีววิทยา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไว้ว่า ถ้าแบ่งช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ในโลก จะแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง คือ
1. ช่วงไตรแอสสิก (Triaassic) เป็นช่วงแรกของการเกิดไดโนเสาร์ คือประมาณ 250- 205 ล้านปีมาแล้ว

2. ช่วงจูราสสิก (Jurassic) เป็นช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ205-135 ล้านปีมา แล้ว ในช่วงนี้มีไดโนเสาร์หลากหลายชนิดทั้งมีเขาไม่มีเขา มีเกราะ ไม่มีเกราะ คอยาว คอสั้น ตลอดจนวิวัฒนาการไปเป็นสัตว์ปีก

3. ช่วงครีเตเชียส (Cretaceous)  เป็นช่วงที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ประมาณ 135-66 ล้านปีมาแล้วเป็นช่วงสุดท้าย
ของไดโนเสาร์ซึ่งจะมีวิวัฒนาการสูงสุดและสูญพันธุ์ไปในที่สุด 

ไดโนเสาร์ ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดซึ่งถูกขุดพบที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยนาย พอล เซเรโน นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัย ชิคาโก ขุดพบในปี พ.ศ. 2534 และให้ชื่อสัตว์ที่ขุดพบว่า อีโอแรพเตอร์  ชนิดใหม่ล่าสุดที่ขุดพบเมื่อเดือน เมษายน ปี 2536 มีชื่อว่า โมโนไนคัส (Mononycus) ซึ่ง นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าคล้าย กับซากดึกดำบรรพ์ของนกโบราณชนิดหนึ่งที่ขุดพบ เมื่อปี พ.ศ. 2504 ซึ่งประมาณอายุได้ 150 ล้านปี นกโบราณชนิดนี้ คือ อาร์คีออฟเทอริกซ์ (Archaeopteryx)

ดังนั้น สายวิวัฒนาการของนกกับไดโนเสาร์จะต้องเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน แต่อะไรจะ เป็นต้นตระกูลของอะไรจะต้องหาหลักฐานกันต่อไป แต่ที่แน่นอนที่สุดไดโนเสาร์ไม่ได้ สูญพันธุ์ไปจากโลกจนหมดสิ้น นักโบราณคดีและนักชีววิทยาหลายท่านเชื่อว่ายังมีไดโนเสาร์ สายพันธุ์หนึ่งที่ยังคงสืบเชื้อสายอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้และมีอยู่เป็นจำนวนมากมายต่างพากันเรียก ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ชนิดนี้ว่า นก แต่ต้นตระกูลนกจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นนกชนิด ใดก่อนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป

แจ็ก ฮอร์เนอร์ ซึ่งเป็นนักโบราณคดีและนักชีววิทยา รวมถึงนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับไดโนเสาร์ไว้อย่างน่าฟัง ถึงเหตุผลที่ทำให้ไดโนเสาร์สามารถอยู่รอดได้ถึง 150 ล้านปี   แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไดโนเสาร์ที่มีลักษณะใหญ่โตเหล่านั้น ก็สูญพันธุ์ไปสิ้นเมื่อ 65 ล้าน ปีที่แล้ว มีหลากหลายทฤษฏีที่ชี้แจงการสิ้นสุดของไดโนเสาร์ ทั้งทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ตลอดจนทฤษฎีดาวหางและอุกกาบาต แต่ดูเหมือนทฤษฎีหลังจะเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์และประชาชนทั่วไป   แต่การสูญสิ้นของไดโนเสาร์นั้นยังไม่เป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์มากนักเพราะต่าง พากันมุ่งประเด็นไปที่การดำรงชีวิตของไดโนเสาร์ตรงที่ว่า ไดโนเสาร์มีอะไรดีจึงสามารถดำรง เผ่าพันธุ์ได้นานถึง 150 ล้านปี ยังเป็นปริศนาสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องหาข้อมูล จากซากดึกดำบรรพ์กันต่อไป

ทำไมไดโนเสาร์จึงสูญพันธุ์
การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์มีสาเหตุได้หลายกรณี ได้มีการตกลงกันมาหลายปีแล้วจากทฤษฎีซึ่งได้เคยมีผู้เสนอจำนวนมาก มีคนนับได้ถึง 95 ทฤษฎีที่ต่างกัน ตั้งแต่ความคิดที่ว่าพระเจ้ากลับลงมาในโลกและทำลายล้างด้วยปืนรังสี จนถึงความคิดว่ามันตายเนื่องจากท้องผูกหรือท้องเสีย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของพืชที่เป็นอาหารในยุคนั้น แต่มาถึงปัจจุบันนี้ได้ยอมรับความคิดของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย รวมกันเหลือเพียง 2 ทฤษฎีคือ
    
ทฤษฎีแรก
เป็นทฤษฎีของจักรวาล ซึ่งให้ความเห็นว่า มีบางอย่างจากนอกโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชีวิตบนโลก เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว สิ่งที่กล่าวขวัญถึงกันมากเป็นพิเศษคือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยอุกกาบาตขนาดใหญ่ตกมาสู่โลก ผลของการตกทำให้โลกเกิดความเสียหายจากการระเบิดอย่างรุนแรง ส่งให้เกิดฝุ่นและไอน้ำจำนวนมากกระจายขึ้นสู่อากาศบดบังแสงอาทิตย์เป็นเวลาแรมเดือนหรือแรมปี ยังผลให้โลกเกิดเย็นลงและมืดเป็นสาเหตุที่ฆ่าสัตว์และพืชรวมทั้งไดโนเสาร์

ทฤษฎีที่สอง มาจากความรู้ที่ว่า ทวีปต่าง ๆ บนโลกมีการเคลื่อนไหวจากกระบวนการที่รู้จักกันในนามทวีปจร (Continental Drift) และเกิดเนื่องจากทวีปต่าง ๆ อยู่บนผิวเปลือกโลกที่บาง ซึ่งหุ้มห่อภายในโลกที่เป็นของเหลวร้อนดุจดังลาวาที่ไหลออกจากภูเขาไฟ ในขณะที่หินเหลวร้อนภายในโลกเคลื่อนไหวภายในโลกนั้น ก็ดึงเอาเปลือกโลกและทำให้ทวีปเคลื่อนที่ไปเหมือนกับมันอยู่บนสายพานขนาดยักษ์นั่นเองในช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ โลกค่อนข้างจะอบอุ่นเหมากับสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ จนกระทั่งปลายสมัยของยุคไดโนเสาร์ เราจะพบว่าพืชค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นพวกที่ชอบอากาศเย็นขึ้น ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าสภาพอากาศของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ และเป็นสิ่งที่ไดโนเสาร์ไม่ชอบ เราจะเริ่มพบสัตว์ที่ชอบอากาศที่เย็นกว่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีขนหนา เริ่มมีมากกว่าพวกไม่มีขน คำอธิบายนี้ก็คือ ทวีปได้เคลื่อนไปมากในเวลา 160 ล้านปี ที่ไดโนเสาร์อยู่อาศัยและอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงนี้ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป

จากทฤษฎีที่บอกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยการพุ่งชนของอุกกาบาตในขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ละน้อยของอากาศซึ่งอาจจะเป็นพันหรือเป็นล้านปีก็ได้ ในขณะนี้ความรู้ที่เราได้ไม่สามารถจะบอกได้ว่าทฤษฎีไหนจะถูกกว่ากัน กลุ่มที่เชื่อทฤษฎีดาวตก มีเหตุผลว่า เขาสามารถพิสูจน์ได้ว่า ไดโนเสาร์ตายไปทั้งหมดอย่างทันทีทันใด ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีการพบไดโนเสาร์อีกเลย หลังจากยุคครีเทเชียสแล้ว และยังเชื่อว่า สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีดาวตกเป็นเหตุให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เพราะพบชั้นดินที่สะสมตัวในช่วงปลายุคครีเทเชียส มีส่วนประกอบของแร่ตัวหนึ่งซึ่งมีธาตุอิริเดียมอยู่มากเป็นพิเศษ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ กล่าวว่าการมีอิริเดียมน่าจะมาจากฝุ่นซึ่งเกิดจากการระเบิดของอุกกาบาต ขณะพุ่งเข้าชนโลกเหมือนกับระเบิดขณะมหึมา

แต่เหล่านักวิทยาศาสตร์ที่ชอบทฤษฎีที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงช้ามีความเห็นว่าไดโนเสาร์ไม่ได้สูญพันธุ์ไปอย่างทันทีทันใด เช่นเดียวกับข้ออ้าง แต่ดูเหมือนว่ามันจะค่อยๆ ลดน้อยลงไปในช่วงเวลาหลายล้านปี และยังแสดงลักษณะของพืชหลาย ๆ ชนิดที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากพืชที่ชอบอากาศอุ่นเป็นพวกที่ชอบอากาศเย็น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังอ้างถึงธาตุอิริเดียม ที่มีค่าผิดปกตินั้น

ไม่ได้มาจากการระเบิดของอุกาบาตที่พุ่งเข้าชนโลก แต่มาจากการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างมากมายในช่วงสิ้นยุคครีเทเชียส ธาตุอิริเดียมถูกกักอยู่ในหินหลอมละลายภายใต้โลกและถูกพ่นขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่

เรื่องจริงที่น่ารู้
1.ไดโนเสาร์มาจากไหน?
เชื่อกันว่าต้นตระกูลไดโนเสาร์เป็นกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ เรียกว่า ธีโคดอน
ซึ่งพวกไดโนเสาร์น่าจะได้รับวิวัฒนาการจากพวก ธีโคดอน ซึ่งอยู่มาเมื่อประ
มาณ 240ล้านปี มาแล้ว ธีโคดอนเป็นพวกกินเนื้อ ยืนตัวตรงได้ เดิน 4 ขา

2.ไดโนเสาร์ชนิดใดวิ่งเร็วสุด?
ก็คาดกันว่า ออร์นิโธมิมัส เป็นจำพวกที่วิ่งเร็วที่สุด รูปร่างของมันละม้ายคล้ายนกกระจอกเทศที่ไม่มีขน และวิ่งคล้ายนกกระจอกเทศมาก จึงมีฉายาว่า "ได
โนเสาร์นกกระจอกเทศ" มันวิ่งได้เร็ว 80 กม./ชม.

3.ไดโนเสาร์ชนิดใดตัวโตสุด
อัลตราเซารัส เป็นไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุด ยาว30 ม. สูง18 ม. และหนัก136 ตัน

4.ไดโนเสาร์ใดแข็งแรงสุด?
ไทรันนอซอรัส เร็กซ์ จัดเป็นกิ้งก่าจอมทารุณ และเป็นจำพวกที่แข็งแรงที่สุดตัวมันยาว 14 ม. นับว่าเป็นสัตว์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เคยมีมา

5.ไดโนเสาร์ฉลาดหรือเปล่า?
ไดโนเสาร์มีสมองที่ไม่ใหญ่มาก มันจะฉลาดกว่าสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป แต่จะให้คิดอย่างคนนั้นไม่ได้

6.ไดโนเสาร์พูดกันรู้เรื่องหรือไม่?
ไม่มีใครรู้อย่างจริงจังว่าไดโนเสาร์มีเสียงหรือไม่ แต่บางพวกที่มีโพรงหงอนอยู่ที่หัวมันอาจจะเป่าเสียงออกทางนั้นก็ได้

 

 

 

 

 

 

บทความอื่นในหมวดนี้



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

#3 โดย แค่ที่รัก
เมื่อ 2010-09-29 09:13:29

ภาพพวกนี้ดี้

#2 โดย ำ้า
เมื่อ 2010-07-22 17:30:56