ขงเบ้ง ^__^

  โพสเมื่อ 2009-10-05 22:28:07 โดย saranchana6410
 จูกัดเหลียง(จูเก๋อเลี่ยง) ชื่อรองขงเบ้ง(ข่งหมิง) เกิดเมื่อปี ค.ศ.207 (ปีเดียวกับพระเจ้าxxxนเต้) ที่อำเภอหยั่งตู(ยงโต๋) เมืองหลังเย่(ลองเอี๋ย) เป็นทายาทของจูเก๋อฟง(จูกัดฟอง)* จูกัดกุยผู้บิดาเคยเป็นเจ้าเมืองไท่ซานจวิ้น จูกัดกุยมีบุตรชายสามคน คือจูกัดกิ๋น จูกัดเหลียง(ขงเบ้ง) และจูกัดจวิน บิดามารดาขงเบ้งเสียชีวิตเมื่อเขายังเด็ก สามพี่น้องจึงอยู่กับอาชื่อ จูเก๋อเสียน

ไม่นานต่อมา ไฟสงครามอันวุ่นวายแห่งปลายราชวงศ์ตงฮั่นอุบัติขึ้น ขงเบ้งและครอบครัวหนีไฟสงครามไปอาศัยอยู่กับอ้วนสุดที่เมืองห้วยหนำ อ้วนสุดให้อาของขงเบ้งไปเป็นข้าหลวงเมืองอี้จาง ต่อมาอ้วนสุดพ่ายศึกเสียชีวิต ทางราชสำนักส่งจูเห้ามาเป็นข้าหลวงที่อี้จาง จูกัดเสียนจึงอยู่เมืองนี้ไม่ได้ ต้องร่อนเร่ไปพร้อมกับขงเบ้งและจูกัดกุ๋นหลานชาย** ขออาศัยอยู่กับเล่าเปียวสหายเก่าที่เกงจิ๋ว

ค.ศ.224 จูกัดเสียนเสียชีวิตลง ขงเบ้งมีอายุ 17 ปี ได้ไปปลูกกระท่อมอาศัยที่อำเภอเตงเสียในเมืองลำหยง xxxงจากเมืองซงหยง 20 ลี้ ที่ๆนั้นเรียกขานกันว่า "หลงจง" ขงเบ้งทำไร่นาอยู่อย่างสันโดษ และหมั่นศึกษาตำราต่างๆ รวมทั้งได้พบปะกับนักวิชาการหลายคนในแถบนั้น ขงเบ้งมักจะแลกเปลี่ยนความรู้กับสหายสี่คน คือ ชีซี สื่อกวงเหวียน เมิ่งกงเวย และซุยโจวผิง(น่าจะเป็น "ซุยเป๋ง" )เสมอ

ขงเบ้งเปรียบตนเองว่ามีความสามารถเทียบเท่ากับ ขวันต๋ง(ก่วนจง) นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรฉีในยุคชุนชิว และ งักเย(เล่ออี้) ยอดขุนพลแห่งอาณาจักรเอี้ยนในยุคจ้านกว๋อ เพื่อนๆของเขาต่างแปลกใจที่ขงเบ้งเปรียบตนเช่นนี้ แต่ชีซีกลับเห็นว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เกินเลยไป

มีอยู่ครั้งหนึ่งขงเบ้งได้สนทนากับเฟิงจิ่ว เขาได้กล่าวแก่เฟิงจิ่วว่า "โจโฉเป็นโจรกบฏปล้นแผ่นดิน ฝ่ายซุนกวนก็เป็นผู้แย่งชิงอำนาจการปกครองแห่งวงศ์ฮั่น ข้ามิอาจรับใช้คนชั่วชาติเยี่ยงคนเหล่านี้ เวลานี้ข้าจำต้องใช้ชีวิตสันโดษ ทำไร่ไถนาไปวันๆเพื่อฝึกฝนตนอยู่เสมอ"

บังเต๊กกง(ผังเต๋อกง) ผู้อาวุโสที่เก่งในเรื่องการดูคนให้เกียรติขงเบ้งมากเป็นพิเศษ เรียกขงเบ้งว่า "ฮกหลง" แปลว่า มังกรหลับ หรือ มังกรซ่อนกาย และเรียกบังทอง(ผังถ่ง)หลานของเขาว่า "ฮองซู" แปลว่าหงส์อ่อนหรือลูกหงส์

ขงเบ้งแต่งงานกับนางหวังเย่อิง ธิดาของอ๋วงเฉิงยั่น(ท่านเจ้าพระยาพระคลัง(หน)เขียนในสามก๊กเป็น อุยสิง่าน และ ฮองเสงหงันทั้งที่เป็นคนเดียวกัน) ทั้งสองสามีภรรยาทำไร่ไถนาอยู่ที่กระท่อมหลงจงอย่างสันโดษนานเป็นสิบปี

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 201 เล่าปี่หนีมาอาศัยอยู่กับเล่าเปียวที่เกงจิ๋ว เขาพยายามเสาะหานักปราชญ์ผู้มีความสามารถมาช่วยงานของเขา

ต่อมาในปี ค.ศ.207 เขาได้เยี่ยมคำนับสุมาเต๊กโชผู้ได้รับฉายา "ซินแสแว่นน้ำ" หรือ "ซินแสกระจกเงา" คือเป็นผู้ที่มองคนออกได้ทะลุปรุโปร่ง ณ ซงหยง เล่าปี่ถามสุมาเต๊กโชเกี่ยวกับบัณฑิตผู้มีความสามารถ สุมาเต๊กโชตอบว่า "ตัวข้าพเจ้าเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดา หารอบรู้สถานการณ์บ้านเมืองแลการแผ่นดินอันลึกซึ้งไม่ ส่วนผู้ที่เอาแต่ฝักใฝ่ลัทธิขงจื๊อหรือบัณฑิตทั่วไปก็ย่อมมิทราบถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันเช่นกัน มีเพียงคนพิเศษเท่านั้นที่จะเข้าใจสถานการณ์ ณ เวลานี้ได้ ในแถบนี้ก็มีเพียงสองคนเท่านั้น"

"เป็นผู้ใดกัน?" เล่าปี่ถาม สุมาเต๊กโชตอบว่า "เอกบุรุษผู้ทรงภูมิปัญญาล้ำเลิศที่ว่านั้นก็คือฮกหลง ฮองซู อันฮกหลงนั้นมีนามว่าจูกัดเหลียง ชื่อรองว่าขงเบ้ง อันฮองซูนั้นมีนามว่าบังทอง ชื่อรองว่าซื่อหยวน"

ต่อมาชีซีเดินทางมาพบเล่าปี่และกล่าวว่า "ฮกหลง จูกัดเหลียงผู้นี้เป็นผู้ปัญญาแท้จริง" เล่าปี่ขอให้ชีซีไปเชิญตัวขงเบ้งมาช่วยงาน แต่ชีซีกล่าวว่า "ผู้มีปัญญาเช่นนี้หาได้ยากนัก ท่านสมควรไปเชิญเขาด้วยตนเอง มิฉะนั้นท่านคงไม่อาจให้เขามาหาท่านได้"

เล่าปี่ไปเชิญขงเบ้งที่กระท่อมหลงจงถึงสามครั้ง เป็นที่มาของ "เยือนกระท่อมหญ้าสามครา"*** นั่นเอง

ในที่สุดเล่าปี่ก็ได้เข้าพบขงเบ้งในการไปเยือนครั้งที่สาม...

เล่าปี่กล่าวแก่ขงเบ้งว่า "บัดนี้ราชวงศ์ฮั่นตกต่ำ กังฉินครองเมือง ตัวข้าพเจ้าไม่เจียมตัว กลับอยากสร้างความเชื่อถือแก่คนในแผ่นดิน เพื่อความชอบธรรมแลฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แต่ข้าพเจ้าด้อยความสามารถ ไร้ปัญญา ทั้งยังขาดซึ่งแผนยุทธศาสตร์อันล้ำเลิศเสียอีกเล่า แต่แม้การณ์เป็นดังนี้ ข้าก็ยังไม่ละซึ่งความตั้งใจเดิมไป ขอท่านโปรดชี้แนะข้าพเจ้าด้วยเถิด"

ขงเบ้งจึงวิเคราะห์สถานการณ์ให้เล่าปี่ฟังอย่างละเอียดว่า..

"นับแต่ตั๋งโต๊ะก่อการขึ้นนั้น เหล่าขุนศึกทั้งปวงพากันรบพุ่งแย่งชิงดินแดน กลุ่มกำลังใหญ่ๆหลายกลุ่มเฟื่องฟูขึ้นมาเป็นอันมาก แต่เดิมนั้นโจโฉยังมิอาจเสมอด้วยอ้วนเสี้ยวในทุกด้าน แต่สุดท้ายกลับพลิกสถานการณ์เอาชัยอ้วนเสี้ยวลงเสียได้ก็ด้วยการวางแผนกลศึกอุบายลึกซึ้ง บัดนี้เขามีกำลังทหารนับร้อยหมื่น ทั้งยังคุมตัวโอรสสวรรค์ไว้ สามารถควบคุมสั่งการบรรดาเจ้าเมืองต่างๆ นับว่าเป็นความได้เปรียบทางการเมือง ซึ่งท่านจะชิงความเป็นใหญ่กับเขาซึ่งๆหน้านั้น คงมิอาจทำได้ ฝ่ายซุนกวนก็ครอบครองดินแดนภูมิภาคกังตั๋งอู่ข้าวอู่น้ำ มีชัยภูมิยอดเยี่ยมมาถึงสามชั่วคนแล้ว ทั้งยังมีคนดีมีความสามารถจงรักภักดีกับเขา รับใช้เขามากมาย สมควรเข้าเป็นพันธมิตรและขอความช่วยเหลือจากเขา แต่จะหวังอันใดมากมิได้

เมืองเกงจิ๋วนั้น ทางเหนือติดลำน้ำฮั่นและไกซุย ทางใต้ผ่านไปถึงลำไห เก็บเกี่ยวประโยชน์ได้เต็มที่ ตะวันออกติดเมืองง่อกุ๋นแลห้อยเขกุ๋น ตะวันตกเชื่อมถึงเมืองปากุ๋นแลจกกุ๋น นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญยิ่ง เล่าเปียวคงมิอาจรักษาเมืองนี้ไว้ได้นาน นับว่าสวรรค์ประทานเมืองนี้แก่ท่าน ท่านไม่คิดจะยึดเกงจิ๋วหรอกหรือ

ฝ่ายทางเอ๊กจิ๋ว(เสฉวน)นั้นเล่า ภูมิประเทศคับขันอันตรายนัก พื้นที่อุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่นับพันลี้ มีผลผลิตอันอุดม ถึงกับได้ชื่อเป็นสวรรค์บนดิน พระเจ้าฮั่นโกโจเองก็ตั้งบ้านเมืองขึ้น ณ ที่นี้จนในที่สุดพิชิตพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเซี่ยงหวี่ลง สถาปนาราชวงศ์ฮั่นได้ มาตรว่าเมืองเสฉวนจะอุดมสมบูรณ์ เจ้าเมืองเล่าเจี้ยงกลับด้อยปัญญา แม้ผลผลิตมากคนมากแต่กลับทำนุบำรุงราษฎรมิได้ ยังมีเตียวฬ่อเป็นภัยคุกคามทางเหนือ เป็นดังนี้เอง คนดีมีความสามารถจึงต่างพากันรอเจ้าชีวิตผู้ปรีชาไปปกครองแทนเล่าเจี้ยง

ท่านเองเป็นถึงผู้สืบเชื้อสายแห่งราชวงศ์ฮั่น และได้แสดงเกียรติและความภักดีให้ปรากฏแก่โลก ดังนั้นถ้าท่านสามารถยึดครองเกงจิ๋วและเอ๊กจิ๋วไว้ได้ จากนั้นทำนุบำรุงเผ่าหมานทางใต้ ผูกมิตรซุนกวน ปกครองภายในให้ดี เฝ้ารอโอกาสภายนอก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านย่อมสามารถฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นได้สำเร็จ"

"เยี่ยมมาก" เล่าปี่ตะโกนออกมา แล้วเขาจึงเชิญตัวขงเบ้งไปเป็นที่ปรึกษา เขาสนิทสนมกับขงเบ้งมากขึ้นทุกวัน จนกวนอู เตียวหุย เป็นต้นไม่พอใจ เขาจึงกล่าวแก่พวกนั้นว่า "ข้าได้ตัวขงเบ้งมา อุปมาดุจหนึ่งปลาได้น้ำ ขอพวกเจ้าอย่าได้พูดมากความอีก" กวนอู เตียวหุยจึงหยุด

ขงเบ้งเมื่อมาอยู่กับเล่าปี่แล้วก็พบว่า ทหารในกองทัพเล่าปี่ยังมีน้อยอยู่ และเล่าปี่ก็ไม่มีวิธีใดที่จะเพิ่มจำนวนพวกเขา ขงเบ้งยังสังเกตว่า เกงจิ๋วแม้เป็นเมืองใหญ่มีคนมากแต่กฎหมายกลับไม่ดีนัก มีเหล่าผู้มีอิทธิพลซึ่งมีราษฎรเป็นบริวารจำนวนมาก ราษฎรเหล่านี้เป็นพวกที่ "ตกสำรวจ" ในสำมะโนประชากร ขงเบ้งจึงเสนอให้เล่าปี่ตรวจเช็ค "พวกเร่ร่อน" และนำมาเกณฑ์ทหาร ผลจากนโยบายนี้ กองทัพเล่าปี่จึงมีมากขึ้นกว่าเดิม

เล่ากี๋บุตรชายคนโตของเล่าเปียวผู้เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วนั้น รู้สึกว่าตัวเขาเองไม่ปลอดภัย เพราะเล่าเปียวผู้บิดานั้นรักเล่าจ๋องผู้น้องมากกว่าตัวเขา เขาจึงมาปรึกษากับขงเบ้ง ฝ่ายขงเบ้งเห็นว่าตนเป็นคนนอกมิสมควรก้าวก่ายจึงพยายามหลีกเลี่ยง และปฏิเสธมาตลอด

วันหนึ่งเล่ากี๋จึงเชิญขงเบ้งไปชมสวนหลังบ้าน เชิญเขานั่งบนหอสูงดื่มสุรากัน แต่ได้แอบสั่งให้คนใช้เอาบันไดซึ่งขงเบ้งได้ขึ้นมาที่นั้นออกเสียและกล่าวต่อขงเบ้งว่า "บัดนี้ท่านกับข้าอยู่ลำพัง ต่ำกว่าสวรรค์ซึ่งอยู่สูงเสียดฟ้านั้นจักรู้ และ สูงกว่าที่คนซึ่งอยู่เบื้องล่างนั้นจะได้ยิน สิ่งซึ่งท่านกล่าวมานั้นมีเพียงข้าที่ได้ยิน ท่านได้โปรดแนะแนวทางแก่ข้าด้วยเถิด"

ขงเบ้งจึงกล่าวต่อเล่ากี๋ว่า "คุณชายเอย ท่านมิเคยได้ทราบเรื่องแต่โบราณครั้งแผ่นดินชุนชิว ที่ว่าเซินเซิงอยู่ ณ เมืองกลับดับชีวา ฉงเอ่ออยู่นอกเมืองมิล้มตายเสียบ้างเลยกระนั้นหรือ" เล่ากี๋ได้คำแนะนำก็ดีใจมาก และให้ขงเบ้งกลับไป

ต่อมา ซุนกวนยกทัพบุกตีกังแฮ หองจอเจ้าเมืองถูกสังหาร เล่ากี๋จึงขอไปรักษากังแฮ เล่าเปียวก็อนุญาต

ค.ศ.208 เล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วถึงแก่กรรม

ฝ่ายโลซกขุนนางของซุนกวนแห่งง่อ เมื่อได้ข่าวการถึงแก่กรรมของเล่าเปียว ก็ได้กล่าวกับซุนกวนว่า "มณฑลเกงจิ๋วอยู่ติดกับชายแดนของอาณาจักรง่อของเรา แม่น้ำแยงซีและภูเขาเป็นอุปสรรคต่อการบุกรุกและง่ายต่อการตั้งรับ พื้นที่กว้างขวางนับหมื่นลี้ ผู้คนก็มั่งคั่ง ถ้าเราสามารถครอบครองเกงจิ๋ว ก็จักใช้มันเป็นที่มั่นของอาณาจักรได้

ณ เวลานี้ เล่าเปียวเจ้าครองมณฑลเกงจิ๋วเพิ่งถึงแก่กรรม บุตรชายทั้งสองกลับไม่ลงรอยกัน บรรดาขุนนางเกงจิ๋วแบ่งแยกฝักฝ่าย เล่าปี่นั้นเป็นวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน เขารบกับโจโฉและมาอยู่กับเล่าเปียว แต่เล่าเปียวนั้นกลับอิจฉานในความสามารถของเขาและไม่แต่งตั้งตำแหน่งสำคัญให้ ถ้าเล่าปี่เข้าร่วมกับบุตรเล่าเปียว จัดการการภายในได้เรียบร้อย เราสมควรเจรจาเป็นมิตรกับเขา แต่ถ้าพวกเขาแตกแยกกัน เราก็สมควรที่จะวางแผนครอบครองเกงจิ๋ว

ตัวข้าพเจ้าขออาสาไปเป็นทูตไว้อาลัยกับการตายของเล่าเปียว ข้าจะแสดงความเสียใจและพยายามผูกมิตรกับผู้มีอำนาจในกองทัพพวกเขา และโน้มน้าวเล่าปี่ให้รวบรวมกำลังของเล่าเปียว ร่วมมือกับเราต่อสู้กับกองทัพโจโฉ เล่าปี่ย่อมจะยินดีอย่างยิ่งและรับข้อเสนอ ถ้าเขาตกลงแผ่นดินจักสงบ ขอท่านรีบส่งข้าไปก่อนที่โจโฉจะยกทัพยึดเกงจิ๋วเสียเถิด"

ซุนกวนจึงส่งโลซกไป

แต่แล้ว โจโฉยกทัพลงใต้มุ่งสู่เกงจิ๋วเสียก่อน เล่าจ๋องเจรจาขอยอมแพ้ แต่เขาได้ปิดความไว้ไม่บอกเรื่องราวต่อเล่าปี่ แต่ในที่สุดเล่าปี่ก็ทราบเรื่องนี้จึงได้ส่งคนสนิทไปถามเหตุการณ์กับเล่าจ๋อง ฝ่ายเล่าจ๋องจึงได้ส่ง ซงต๋ง มาแจ้งข่าวเรื่องการยอมแพ้ต่อเล่าปี่ เล่าปี่ประหลาดใจมาก เขากล่าวต่อซงต๋งว่า "ท่านไม่เตือนข้าแม้แต่คำเดียว แต่ยามหายนะถึงค่อยมาเตือนภัยแก่ข้า นี่เท่ากับท่านเจตนาจำกัดหนทางของข้า ถ้าข้าสังหารท่านในตอนนี้ ก็หาได้ทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นไม่ ผู้มีเกียรติย่อมละอายใจที่จะสังหารคนเยี่ยงท่าน" แล้วเขาก็ปล่อยซงต๋งไป เรียกข้าราชการมาประชุมกัน ในที่สุดเล่าปี่ตัดสินใจเดินทัพหนีโจโฉไปจากซินเอี๋ย มีราษฎรที่อพยพตามเขาไปเป็นจำนวนมากกว่าสิบหมื่น ทำให้การเดินทางล่าช้า

ฝ่ายโจโฉได้นำทัพทหารม้าเร็วห้าพันไล่ตามเล่าปี่ทันที่ทุ่งเตียงปันโป๋ ทัพเล่าปี่แตกพ่ายยับเยิน เล่าปี่หนีไปพร้อมกับจูล่ง เตียวหุยและทหารไม่กี่สิบนาย ฝ่ายจูล่งได้ช่วยชีวิตบิฮูหยินและอาเต๊าบุตรเล่าปี่มาได้ เตียวหุยนั้นก็นำทหารเพียง 20 กว่านายตั้งรับศัตรู ณ สะพานเตียงปัน ทหารโจโฉหวาดกลัวนักไม่กล้ามาต่อกรด้วย ทำให้เล่าปี่หนีไปได้

ฝ่ายโลซกเมื่อมาถึงแฮเค้า ก็ทราบข่าวโจโฉยกทัพบุกเกงจิ๋วแล้วจึงรีบเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อหวังให้ทันเล่าปี่ พอมาถึงลำกุ๋น ก็ทราบข่าวว่าเล่าจ๋องยกเมืองให้โจโฉแล้ว ส่วนเล่าปี่กำลังหลบหนีโจโฉ ข้ามลำน้ำแยงซีเกียงลงใต้ไป โลซกจึงเดินทางลัดไปพบเล่าปี่ที่เตียงปันโป๋(บางแห่งว่าเนินเกงสัน) เมืองตงหยง โลซกโน้มน้าวให้เล่าปี่ร่วมมือกับซุนกวน และพูดกับขงเบ้งว่า "ข้าพเจ้าเป็นสหายสนิทกับท่านจูกัดกิ๋น(พี่ชายขงเบ้งซึ่งรับราชการกับซุนกวนที่ง่อ)" ทั้งสองจึงกลายเป็นสหายกัน

ขงเบ้งกล่าวแก่เล่าปี่ว่า "ภารกิจครั้งนี้เร่งด่วน โปรดให้ข้าเป็นทูตไปขอความช่วยเหลือจากซุนกวนเถิด" เล่าปี่อนุญาต ขงเบ้งจึงเดินทางไปยังง่อก๊กพร้อมกับโลซก เข้าพบซุนกวนที่เมืองชีสอง(ปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกของอำเภอจิ่วเจียงในมณฑลเจียงซี)

ขงเบ้งกล่าวแก่ซุนกวนว่า "แผ่นดินเวลานี้ล้วนสับสนวุ่นวาย ท่านควรจะนำทหารบุกจากแยงซีตะวันออก ท่านเล่าปี่นำทหารจากดินแดนฮั่นทางใต้(น่าจะเป็นแถบฮั่นจง...ฮันต๋ง) แล้วเข้าต่อกรโจโฉ ปกปักษ์รักษาแผ่นดิน มาบัดนี้โจโฉสังหารศัตรูร้ายกาจที่สุดของเขาลงแล้ว ผู้ที่เป็นปรปักษ์กับเขาก็ถูกกำราบหมดสิ้น ในเวลานี้ยังยึดมณฑลเกงจิ๋วไว้ได้ แผ่อำนาจทั่วแผ่นดิน วีรบุรุษกลับไร้ดินแดนที่จะต่อสู้ ท่านเล่าปี่จึงต้องหนีจากที่นั่น"

"ข้าถามท่านก็เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของท่าน" เขากล่าวต่อ "และให้ดินแดนแก่ท่านเล่าปี่เพื่อปกป้องตนเอง ท่านพึงกระทำการตามกำลังรบที่มี ถ้าท่านใช้คนในง่อก๊กต่อสู้กับโจโฉได้ ก็จงตัดไมตรีกับโจโฉเสีย แต่ถ้าทำไม่ได้ ท่านควรยกเลิกกองทัพเสียแล้วขึ้นเหนือไปสวามิภักดิ์กับโจโฉ ภายนอกท่านดูราวกับเชื่อฟังโจโฉ ภายในกลับลังเล ถ้าท่านยังคงตัดสินใจไม่ได้เยี่ยงนี้ ภัยคงมาถึงตัวท่านเป็นแน่"

"ถ้าการณ์เป็นอย่างท่านว่า" ซุนกวนกล่าว "แล้วเหตุใดเล่าปี่จึงไม่ยอมจำนนต่อโจโฉเสียเล่า?"

"ในอดีต เถียนเหิง(ในฉบับท่านเจ้าพระยาพระคลังว่าเป็นเตียนหอง)เป็นเพียงผู้กล้าคนหนึ่งที่มาจากเมืองฉี ก็ยังรักษาเกียรติของตน ไม่ยอมให้ต้องถูกหยามประณาม ชื่อเสียงเสียหาย ท่านเล่าปี่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ฮั่น ความกล้าหาญสามารถเป็นที่เลื่องลือทั่วแดนดิน เขาเป็นที่เคารพชมชอบของปวงประชา สุภาพดุจดั่งน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร ถ้าบุคคลเยี่ยงนี้ไม่ประสบผลสำเร็จย่อมเป็นลิขิตสวรรค์ แต่จะให้เขายอมจำนนต่อผู้อื่นได้อย่างไร"

ซุนกวนโกรธมากจึงว่า "ข้ามิได้รวบรวมทหารง่อมานับแสนเพื่อมอบแก่ผู้อื่น แต่ข้าคิดว่า แม้แต่ท่านเล่าปี่ซึ่งท่านว่าเป็นคู่ต่อสู้ของโจโฉเองยังต้องพ่ายศึกแลหนีจากโจโฉมา จะต่อต้านโจโฉได้เยี่ยงใด"

"แม้ว่ากองทัพท่านเล่าปี่เพิ่งพ่ายที่เตงสันก็ตาม" ขงเบ้งกล่าว "แต่กองทัพที่แตกพ่ายไปนั้นก็ได้กลับมาหาเขาแล้ว เขาจึงยังคงมีทหารไม่ต่ำกว่าหมื่น ฝ่ายกวนอูเล่าก็มีทหารอยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่น มีอาวุธครบมือแลฝึกซ้อมเป็นสามารถ ทั้งยังมีเล่ากี๋จากกังแฮพาทหารหนึ่งหมื่นมาร่วมมือร่วมใจด้วย ส่วนโจโฉนั้น กองทัพของเขาอิดโรยอ่อนล้าที่เดินทางไกลมา ข้าได้ยินว่าเขาใช้ทหารม้าติดตามท่านเล่าปี่มา เดินทางไกลถึงสามร้อยลี้ในวันเดียว นี่จึงสมดังคำกล่าวว่า ธนูที่เงื้อสุดหล้าหาแทงทะลุผ้าจากเมืองลู่ไม่ การเดินทัพของพวกเขาก็ไม่ต้องตามพิชัยยุทธ์ แม้นเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ปานใดหากละเลยข้อนี้ก็อาจพบจุดจบ**** ยิ่งกว่านั้นทหารโจโฉเป็นชาวดอนหาเจนจัดในทางน้ำไม่ คนเกงจิ๋วที่เข้าร่วมกับเขาก็เข้าด้วยพระเดชหาใช่พระคุณไม่ เห็นจะมิยอมตามด้วยโจโฉอย่างจริงใจ หากท่านจัดทหารชำนาญศึกเพียงสามหมื่นร่วมกับท่านเล่าปี่ก็จะสามารถพิชิตโจโฉได้ เขาจักต้องถอยทัพกลับขึ้นเหนือ เราก็จะรักษาอำนาจของเกงจิ๋วและง่อแลทำให้มันใหญ่โตขึ้นได้ ก็จะสามารถรักษาสมดุลอำนาจของเรากับโจโฉ เปรียบดั่งขาสามขาของติ่ง(กระถางหรือหม้อสามขา)"

ซุนกวนเมื่อได้ฟังขงเบ้งว่า จึงขอคำปรึกษาจากจิวยี่และโลซก จิวยี่เสนอให้สู้รบ ซุนกวนจึงตัดสินใจร่วมมือเล่าปี่ สู้รบกับโจโฉ ในที่สุดโจโฉพ่ายแพ้ใหญ่หลวงที่เซ็กเพ็ก ต้องยกทัพกลับขึ้นเหนือ

เล่าปี่นำทหารของเขาลงใต้ ยึดสี่หัวเมืองของเกงจิ๋ว คือบุเหลง เตียงสา เลงเหลง ฮุยเอี๋ยง เจ้าเมืองของเมืองทั้งหมดยอมจำนนโดยดี เล่าปี่แต่งตั้งขงเบ้งเป็นจวินซือจงหลางเจียง(แม่ทัพสามัญชนแห่งราชสำนัก หรือตำแหน่งนายพลฝ่ายเสนาธิการ ซึ่งก็คือกุนซือนั่นเอง) และส่งขงเบ้งไปครองสามหัวเมืองคือเลงเหลง ฮุยเอี๋ยง เตียงสา(บางแห่งกล่าวว่าเล่าปี่ให้ขงเบ้งรับผิดชอบหัวเมืองหมดทั้งสี่เมือง) และเก็บภาษีมาช่วยการของกองทัพ

ค.ศ.212 เล่าปี่เคลื่อนพลบุกเสฉวน ต่อมาเล่าเจี้ยงก็ยอมจำนนในปี ค.ศ.214 เล่าปี่สูญเสียบังทองยอดเสนาธิการทหารไปในศึกนี้ แต่เล่าปี่ก็ยึดเสฉวนได้ แล้วก็ตั้งขงเบ้งให้เป็นจวินซือเจียงจวิน(นายพลฝ่ายเสนาธิการ) เล่าปี่เข้าเสฉวนในปี ค.ศ.214

หวดเจ้งที่ปรึกษาของเล่าปี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีส่วนในการยึดเสฉวนอย่างมากได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาศาล แต่เขาเป็นคนที่ไม่ดีนัก ในความนึกคิดของเขา รางวัลที่ได้รับเป็นเพียงอาหารมื้อหนึ่งเท่านั้น และเขายังลงโทษผู้ที่เขาแค้นเคืองอย่างรุนแรงเกินไป ถึงกับฆ่าคนหลายคนโดยไม่ขออนุญาต(สามก๊กบางฉบับถึงกลับกล่าวว่าเขามีพฤติการคอรัปชั่นด้วยซ้ำไป) จึงมีผู้กล่าวต่อขงเบ้งว่า "หวดเจ้งทำเกินกว่าเหตุไปเสียแล้ว ท่านควรบอกนายท่าน(เล่าปี่)ให้ยับยั้งเขาเอาไว้บ้าง"

แต่ขงเบ้งกล่าวว่า "เมื่อนายท่านยังอยู่กองอั๋น เขาต้องรับมือกับโจโฉทางเหนือ ยังมีซุนกวนทางตะวันออก และยังต้องกังวลการภายในว่าซุนฮูหยินจะก่อเหตุขึ้นในบ้าน แต่ด้วยความช่วยเหลือของหวดเจ้งจึงสามารถทะยานขึ้นสู่ที่สูงเช่นนี้ ตัวเราจะสามารถจำกัด ยับยั้ง หรือปฏิเสธสิ่งเล็กน้อยที่หวดเจ้งขอได้อย่างไรเล่า"

เล่าปี่มอบหมายให้หวดเจ้ง ลิเงียม เล่าป๋า อีเจ๊ก และขงเบ้งทำหน้าที่ร่างกฎหมายปกครองเสฉวน

ในการปกครองเสฉวนนั้น ขงเบ้งใช้การปกครองที่เข้มงวดมาก ทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่พอใจ หวดเจ้งจึงกล่าวกับขงเบ้งว่า "ในอดีตเมื่อพระเจ้าฮั่นโกโจ(หลิวปัง)เข้าสู่ด่านเอี๋ยวกวาน พระองค์ลดกฏหมายเหลือเพียงสามหมวด ราษฎรฉินพากันรำลึกความดีของเขาเป็นอันมาก เวลานี้ท่านเพิ่งได้ครองดินแดน สมควรใช้ความเมตตากรุณาครองใจผู้คน ลดการลงโทษ ผ่อนปรนกฎแลระเบียบการอันเข้มงวดนี้เสียจึงจะควร"

"ท่านเข้าใจเรื่องราวเพียงครึ่งหนึ่ง" ขงเบ้งกล่าว "แต่นั่นหาใช่ทั้งหมดไม่ ในอดีต ราชวงศ์ฉินตั้งกฏหมายโหดร้ายรุนแรง ผิดจากหลักธรรมแลธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงาม เช่นนั้นแล้วเมื่อมีผู้คนเพียงคนหนึ่งลุกขึ้นร่ำร้องต่อต้าน ฉินก็ถึงแก่กาลล่มสลาย พระเจ้าฮั่นโกโจนั้นเมื่อมาถึงฉิน จึงสามารถแสดงความเมตตาแลผ่อนปรนกฎแก่อาณาประชาราษฎร์ได้ แต่เล่าเจี้ยงแลเล่าเอียนทั้งสองรุ่นนั้นเล่ากลับแสดงความเมตตาต่อประชาชนด้วยการจำกัดตัวบทกฎหมายเสีย ผลทำให้ความดีของการปกครองไม่ได้เข้าถึงประชาชน การลงโทษอันเข้มงวดถูกจำกัด ชาวเสฉวนสามารถทำทุกสิ่งที่ตนต้องการ แลเช่นนี้ธรรมเนียมปฏิบัติดีงามก็เสื่อมถอยลงเป็นอันมาก"

"เวลานี้ ถ้าเรามอบตำแหน่งให้พวกเขา" ขงเบ้งกล่าวต่อ "แม้แต่ขุนนางสูงสุดก็ยังคงเสื่อมเสียชื่อเสียง ความใจดีของเราจักกลายเป็นการดูหมิ่นแลดูถูก แล้วการปกครองก็ย่อมล้มเหลวไม่มีชิ้นดี สิ่งที่ข้าทำอยู่ ณ เวลานี้ ก็คือการแสดงอำนาจของเราด้วยตัวบทกฎหมายเข้มงวด เมื่อข้าตั้งให้พวกเขามีเกียรติยศ พวกเขาจักรู้คุณค่าของเกียรติยศนั้นๆ เมื่อเกียรติยศมีค่าในใจของปวงชน ชนทุกระดับก็จะน้อมรับคำสั่งโดยดี นี่แลคือแก่นแท้ของการปกครองชั้นเยี่ยมที่แท้จริง"

เล่าปี่แต่งตั้งให้เจียวอ้วนแห่งเลงเหลงเป็นนายอำเภอกวงตู้ ต่อมาเล่าปี่เดินทางไปตรวจการบริหารงาน กลับพบว่าการบริหารงานที่นั่นวุ่นวายมาก ตัวเจียวอ้วนเองก็เมามายไร้สติ เล่าปี่โกรธมากและต้องการประหารเจียวอ้วน ขงเบ้งจึงว่า "เจียวอ้วนแม้ปกครองหัวเมืองเล็กๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่เขาจะเป็นขุนนางที่ภักดีต่อรัฐอย่างยิ่ง เขาไม่ใส่ใจเหตุการณ์ทั่วไป แต่การปกครองของเขาก็ทำให้ชาวบ้านเป็นสุข ข้าขอให้นายท่านพิจารณาใหม่อีกครั้งเถิด" เล่าปี่จึงละเว้นโทษประหารเจียวอ้วน แต่ก็ขับไล่เขาออกไปจากราชการ

ปี ค.ศ.215 ซุนกวนส่งกองทัพนำโดยขุนพลลิบองเข้าตีเตียงสาและเมืองอื่นๆอีก3เมือง ลิบองส่งจดหมายให้เมืองต่างๆยอมจำนน เมืองต่างๆพากันยอมจำนนโดยดี มีเพียงเจ้าเมืองเลงเหลง เหลอผู่ที่ยังไม่ยอมจำนน เล่าปี่จึงยกทัพเข้ารบด้วยที่กองอั๋น และสั่งให้กวนอูตีสามเมืองคืนมา แต่ขณะนั้นเอง โจโฉกรีฑาทัพสู่ฮันต๋ง(ฮั่นจง) เล่าปี่เกรงว่าจะต้องเสียเสฉวนไปจึงเจรจาขอสงบศึก ในที่สุดทั้งสองฝ่ายใช้แม่น้ำเซียงแบ่งเขตแดน ทางเมืองเตียงสา กังแฮ และฮุยเอี๋ยงทางตะวันออกเป็นของซุนกวน และเมืองเลงเหลง หนาน และบุเหลงทางตะวันตกเป็นของเล่าปี่

แม้ว่าจูกัดกิ๋นจะถูกส่งไปเป็นทูตที่จ๊กเสมอ แต่เขาพูดคุยกับขงเบ้งในที่ประชุมเท่านั้น ไม่เคยพบกันเป็นการส่วนตัวเลย

ค.ศ.219 เล่าปี่เปิดศึกกับแฮหัวเอี๋ยนขุนพลที่รักษาฮันต๋ง(ที่โจโฉยึดมาได้) โจโฉถึงกับยกทัพมาต่อสู้ด้วยตนเอง แต่สุดท้ายก็ต้องถอยทัพกลับ เล่าปี่ได้ชัยชนะเหนือดินแดนฮันต๋ง ฮองตงขุนพลใหญ่ฆ่าแฮหัวเอี๋ยนตายในสนามรบ เล่าปี่ได้ครอบครองฮันต๋งแทนโจโฉ ได้ตั้งตนเป็นฮันต๋งอ๋อง(ฮั่นจงอ๋อง)

ปีเดียวกันนี้เอง ซุนกวนส่งลิบองลอบเข้าตีกังเหลงขณะที่กวนอูยกทัพขึ้นเหนือตีโจโฉ เมืองเกงจิ๋วเขตของเล่าปี่ถูกลิบองยึดไปสิ้น กวนอูนำทหารต่อต้านแต่พ่ายแพ้ ถูกจับและถูกประหาร

ค.ศ.220 เล่าปี่สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักรจ๊กฮั่น เขาโกรธแค้นในเรื่องที่กวนอูถูกฆ่ามาก ต่อมาเตียวหุยก็ถูกฆ่าตายไปอีก เขาจึงสั่งยกทัพบุกโจมตีง่อก๊กในปี ค.ศ.222 ลกซุนขุนพลใหญ่ง่อบัญชาการทัพง่อ และใช้เปลวเพลิงเผาทัพเล่าปี่จนสิ้น เล่าปี่ต้องหนีไป ณ เมืองเป๊กเต๊ และสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา(ปี ค.ศ.223) เล่าเสี้ยนผู้บุตรขึ้นครองราชสมบัติสืบแทนในปีเดียวกันนั้น

หวางหยวน(น่าจะอ่านว่า อองง้วน ในภาษาฮกเกี้ยน)เจ้าเมืองฮั่นเจียก่อกบฏ เผาเมืองหลินฉงขึ้นในเดือน 3 แต่ถูกหยังหงผู้ช่วยฝ่ายปกครองปราบปรามและถูกจับกุมในที่สุด (บางแห่งว่าขงเบ้งเป็นผู้คุมทัพตีหวางหยวนเอง)

ปีเดียวกันนั้นเอง ยงคีผู้มีอิทธิพลในเอ๊กจิ๋วได้สังหารเจิ้งอ๋าง และจับตัวเตียวฮีที่จะมารับตำแหน่งเจ้าเมืองต่อจากเจิ้งอ๋างไว้ จากนั้นส่งตัวเขา(เตียวฮี)ให้แก่ทางง่อก๊ก ทางง่อก๊กจึงตั้งยงคีเป็นเจ้าเมืองเองเฉียง(หย่งชาง) แต่ลิคีและอ้องคางไม่ยอมรับ และนำกำลังทหารต่อต้านยงคี ฝ่ายยงคีจึงได้ไปปลุกปั่นให้เบ้งเฮ็กหัวหน้าชนกลุ่มน้อยให้ยุยงเผ่าอี๋หมานเผ่าต่างๆให้ก่อกบฏที่ภาคใต้ จูโพเจ้าเมืองโคกุ้นและโกเตงเจ้าเมืองอวดจุ้นได้รับข้อเสนอของยงคี

แม้การกบฏจะหนักข้อเพียงนี้ แต่ทางเสฉวนยังคงไม่พร้อมจะส่งกำลังทหารไปปราบปราม เพราะกำลังอยู่ในช่วงไว้อาลัยแก่เล่าปี่ ขงเบ้งจึงใช้นโยบายบำรุงขวัญชาวเสฉวน ส่งเสริมการผลิตข้าวปลาแลธัญญาหารทั้งปวงเป็นอันมาก ทำให้เศรษฐกิจของจ๊กเข้มแข็งขึ้น

นอกจากนี้ ขงเบ้งยังคำนึงถึงสัมพันธ์กับง่อ โดยส่งเตงจี๋ราชเลขาธิการไปเจรจาสัมพันธไมตรีกับง่อก๊กอีกคราหนึ่ง ทางง่อก๊กตอบรับสัมพันธ์แต่โดยดี ต่อมาก็ส่งขุนนางนามเตียวอุ๋นมาเยือนจ๊กก๊ก ในที่สุดทั้งจ๊กและง่อจึงสามัคคีกลมเกลียว ช่วยเหลือซึ่งกันแลกันเหมือนดังเก่า

ในที่สุดเมื่อเตรียมการทั้งปวงสิ้นแล้ว ขงเบ้งจึงยกทัพใหญ่บุกลงใต้ในปี ค.ศ.225 ฝ่ายม้าเจ๊กจึงได้กล่าวแก่ขงเบ้งว่า "ชาวหมานนั้นจักอาศัยชัยภูมิเหนือกว่าทำการต่อรบ มิยอมจำนนเป็นแน่ ถึงเราจะจัดการพวกเขาวันนี้ พรุ่งนี้พวกเขาก็จักต่อต้านพวกเราอีก ดังนั้นการปราบปรามพวกหมานจะอาศัยกำลังแต่ถ่ายเดียวนั้นมิได้ อันการพิชัยสงครามซึ่งว่ากันแต่ครั้งโบราณกาลนั้นกล่าวว่าพิชิตใจย่อมเหนือล้ำกว่าพิชิตเมือง การใช้กำลังทหารมิอาจเสมอด้วยการพิชิตใจคน ท่านหาทางเอาชนะจิตใจของพวกหมานจึงเป็นการสมควร" ขงเบ้งรับคำเสนอแนะของม้าเจ๊กด้วยความยินดี

ในเดือน 3 ขงเบ้งแยกกองทัพเป็นสามแนว ทัพแรกเขาเป็นผู้บัญชาการทัพเอง ยกทัพสู่เยว่จ้วน(อวดจุ้น) ทัพที่สองนั้นให้ม้าตงควบคุม นำทัพสู่จังเกอจ้วน(น่าจะเป็น โคกุ้น) ส่วนทัพที่สามนำโดยลิฮุย กรีฑาทัพสู่เอ๊กจิ๋ว ปราบกบฏที่อวดจุ้น โคกุ้น แลเอ๊กจิ๋วลงเสียราบคาบโดยสิ้นเชิง

พอถึงเดือน 5 กองทัพขงเบ้งก็เดินทัพข้ามลำน้ำลกซุย ยาตราทัพลึกเข้าสู่พื้นที่ซึ่งกันดารลำบาก แต่ขงเบ้งนำทัพยกไปฉะนี้ ทหารจ๊กจึงมีขวัญกำลังใจรบมากนัก ส่วนยงคีและโกเตงนั้นก็รบพ่ายถูกประหารไปก่อนหน้านั้นแล้ว เบ้งเฮ็กหัวหน้าชนเผ่าน้อยจึงรวบรวมทหารที่เหลือต่อต้านขงเบ้งต่อไป ขงเบ้งรู้ว่าเบ้งเฮ็กนั้นมีบารมีแลอิทธิพลเป็นอันมากในหมู่ชนกลุ่มน้อย จึงคิดจะเอาชนะใจเขา ดังนั้นขงเบ้งจึงสั่งจับเบ้งเฮ็กทั้งเป็น เมื่อจับเบ้งเฮ็กมาได้ในเวลาต่อมา มิเพียงไม่ฆ่ายังพาไปตรวจดูค่ายทหารของทางจ๊กก๊กเสียอีก

"ท่านเห็นค่ายทหารจ๊กของข้าเป็นอย่างไรบ้างเล่า" ขงเบ้งกล่าว

เบ้งเฮ็กตอบว่า "เมื่อครั้งศึกนั้น ข้ามิรู้ตื้นลึกแลหนาบางจึงพ่ายแพ้แก่ท่าน มาบัดนี้ท่านให้เกียรติพาชมค่ายของท่าน ข้าเห็นว่าถ้ารบกันอีกครั้งข้าจักได้ชัยเป็นแน่"

ขงเบ้งหัวร่อกล่าวว่า "ต่อให้รบอีกสักเจ็ดครั้ง ข้าก็จับท่านได้เป็นแน่ แต่ข้าก็จักปล่อยท่านไปทุกครั้ง"

ขงเบ้งจึงสั่งปล่อยเบ้งเฮ็ก แล้วจับอีกเสียถึงเจ็ดครั้งครา ในที่สุดเบ้งเฮ็กจึงยอมแพ้น้ำใจของขงเบ้ง เขากล่าวว่า "ท่านเสนาบดี(ขงเบ้ง)มีบุญญาธิการยิ่งนัก ข้าแลชาวม่านใต้ทั้งปวงมิกล้ากบฏอีก" และศิโรราบแต่โดยดี

เมื่อเบ้งเฮ็กยอมสยบต่อจ๊กแล้ว ขงเบ้งจึงยกทัพเข้าเตียนฉือ(ยูนนาน) ชนกลุ่มน้อยในที่ต่างๆพากันสวามิภักดิ์ต่อเขา

ขงเบ้งใช้นโยบายแต่งตั้งหัวหน้าชนกลุ่มน้อยปกครองท้องถิ่นนั้น ซึ่งมีขุนนางบางคนไม่เห็นด้วยกับเขา ขงเบ้งจึงได้กล่าวต่อพวกเขาว่า

"หากเราส่งข้าราชการต่างถิ่น(ของจ๊กก๊ก)ไปประจำ ณ ที่นั้น ก็จักมีปัญหาความลำบากมากถึงสามประการ หากเราส่งข้าราชการไป ก็ต้องคงกำลังทหารไว้เช่นกัน ซึ่งจะแก้ปัญหาเสบียงอาหารกันได้ยากนัก นี่เป็นประการหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายเพิ่งเสร็จการรบ บาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ความแค้นย่อมคุกรุ่นกัน หากให้ข้าราชการไปโดยปราศจากกำลังทหาร ย่อมมิอาจประกันความปลอดภัยประการหนึ่ง พวกชนกลุ่มน้อยมีเหตุผิดแค้นแลฆ่ากันเนืองๆ หากให้คนต่างถิ่นไปอยู่ก็จักวางใจมิได้ นี่เป็นอีกประการเป็นสามประการทั้งสิ้น

ข้าอยากให้พวกอี๋หมานปกครองกันเอง เราจักมิต้องส่งกำลังทหารไปประจำ ซึ่งจะลำเลียงเสบียงก็หาต้องกระทำไม่ แลยังมีผลให้พวกอี๋หมานแลฮั่นกลมกลืนอยู่กันสงบสุข เช่นนี้จึงจะควร" คนทั้งปวงฟังแล้วก็นับถือขงเบ้งเพิ่มขึ้นอีกเป็นอันมาก

ผลจากการปราบภาคใต้ในครั้งนี้ ได้เพิ่มพูนแสนยานุภาพทางทหารของจ๊กขึ้นมาก เนื่องจากเขตแคว้นของเหล่าชนกลุ่มน้อยเหล่านี้อุดมด้วยแร่ธาตุทรัพยากรเป็นอันมาก ทั้งแร่ทองคำ เงิน ครั่งแดง โค ม้าศึกเป็นต้น โดยเฉพาะผลผลิตพวกไม้ไผ่หรือไม้ลวก ณ มณฑลกุยจิ๋วนั้น มีความเหมาะสมที่จะนำมาประดิษฐ์เป็นก้านของดอกธนูอย่างยิ่ง ทำให้จ๊กก๊กมีทรัพยากรทรงคุณค่าเพิ่มมากขึ้น

ขงเบ้งมีมาตรการให้คัดเลือกชนกลุ่มน้อยซึ่งมีบารมีและชื่อเสียงมาก ไปรับราชการในจ๊ก อย่างเช่นเบ้งเฮ็กก็ได้รับตำแหน่งอี้สื่อจงไจ่ ยังมีชนกลุ่มน้อยอีกสองคนได้เป็นเจียงจวิน(นายพล) และยังโยกย้ายชนเผ่ากลุ่มน้อยในซีหนานที่มีความแกร่งกล้าชาญศึกไปยังเสฉวน และตั้งเป็นหน่วยรบนามว่า "ทหารเหินฟ้า"(กองพลบิน) ขึ้นมาถึง 5 กองพล ทำให้จ๊กก๊กมีกำลังทหารเพิ่มมากขึ้น

นอกจากมาตรการทางการทหารแล้ว ขงเบ้งยังปฏิรูประบบการปกครองในภาคใต้เสียใหม่อีกด้วย (คาดว่าน่าจะเป็นภาคใต้ของเสฉวนก่อนถึงอาณาเขตของพวกชนเผ่ากลุ่มน้อย เพราะขงเบ้งเคยกล่าวว่าจะให้พวกหมานปกครองกันเอง แต่ระบอบที่ขงเบ้งเปลี่ยนมาใช้นี้ เป็นแบบแต่งตั้งขุนนางปกครอง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่จะกล่าวถึงนี้ จึงน่าจะเป็นแดนเสฉวนไม่ใช่แดนของพวกหมาน : ผู้คลั่งสามก๊กและวรรณกรรมจีน) จากเดิม 4 เขตเป็น 6 เขต และคัดเลือกขุนนางที่เหมาะสมเข้าปกครองเป็นเจ้าเมือง อาทิลิคีขุนนางเมืองเองเฉียงที่เคยต่อต้านยงคีที่เป็นกบฏนั้น ได้เป็นเจ้าเมืองยูนนานและเองเฉียง และยังให้จัดส่งคนไปเผยแพร่วิธีการใช้วัวควายไถนา และส่งเสริมงานหัตถกรรมอีกด้วย

ก่อนหน้านั้น(คาดว่าน่าจะเป็นก่อนที่ขงเบ้งจะยกทัพปราบภาคใต้) ขงเบ้งจัดให้มีการสอบคัดเลือกรับราชการอย่างเข้มงวด ปูนบำเหน็จลงฑัณฑ์โดยธรรม ผู้กระทำผิดย่อมถูกลงโทษโดยไม่ละเว้น ผู้ทำชอบย่อมปูนบำเหน็จโดยมิเสียดาย จนทุกคนต่างพากันเข้มงวดต่อตนเอง แม้กระทั่งของตกหล่นกระจายตามถนนหนทางทั้งปวงนั้น ก็หามีผู้ใดเก็บแลหยิบจับเอาไปเป็นของตัวไม่ ฝ่ายผู้เข้มแข็งก็มิได้ประทุษร้ายผู้อ่อนแอตามอำเภอใจ กลายเป็นประเพณีอันดีงามของชาวเสฉวนในยุคนั้น

ค.ศ.227 นางหวังเย่อิงภรรยาให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่ขงเบ้ง ขงเบ้งตั้งนามให้ว่าจูกัดเจี๋ยม

ขงเบ้งถวาย "ฎีกาออกทัพ" ต่อพระเจ้าเล่าเสี้ยนในเดือน3 ฤดูใบไม้ผลิปีเดียวกัน

ในเดือน 12 ปีเดียวกันนั้นเอง ขงเบ้งทราบข่าวว่าเบ้งตัดอดีตขุนนางจ๊กซึ่งไปสวามิภักดิ์วุยและได้เป็นเจ้าเมืองซินเฉียของวุยก๊กนั้นไม่พอใจที่ต้องอยู่ชายแดนมานาน ขงเบ้งจึงส่งจดหมายไปขอให้เขาสวามิภักดิ์ต่อจ๊ก โดยจะนิรโทษกรรมให้(เบ้งตัดไม่ช่วยเหลือกวนอูทำให้กวนอูต้องตาย จึงเป็นโทษอยู่)

เบ้งตัดจึงส่งจดหมายตอบไป แต่ก็ยังลังเล ขงเบ้งจึงวางแผนเร่งรัดเรื่องราว โดยส่งกุยมอ(โกะโหม)แกล้งไปเข้าด้วยกับเซินอี้เจ้าเมืองซิงของฝ่ายวุย และบอกเรื่องการทรยศของเบ้งตัด โดยถ้าเบ้งตัดรู้ว่าข่าวรั่วไหลก็ต้องเข้าด้วยจ๊กเร็วขึ้น แต่สุมาอี้ได้วางแผนแก้ได้ด้วยการยกทัพบุกเมืองของเบ้งตัดฉับพลัน เบ้งตัดพ่ายแพ้และถูกฆ่าตาย

ขงเบ้งนำทัพมุ่งหน้าขึ้นเหนือในเดือนที่ 1 ของปีถัดมา(ค.ศ.228) จูกัดเกียว(บุตรบุญธรรมที่ขงเบ้งขอมาจากจูกัดกิ๋นผู้พี่)ซึ่งทำหน้าที่ขนสัมภาระในกองทัพนั้นเกิดล้มป่วยเสียชีวิต

อุยเอี๋ยนขุนพลจ๊กก๊กได้เสนอแผนการของตนต่อขงเบ้งว่า "ข้าจะนำทหารห้าพันคน นำทัพออกจากเมืองโปต๋ง เดินทัพไปตามเทือกเขาเฉินหลิง ผ่านช่องเขาจูงอก๊ก ก็จักสามารถตีและยึดครองเตียงฮัน(ฉางอาน)ได้โดยใช้เวลาเพียงสิบวันเท่านั้น" แต่ขงเบ้งเห็นว่าแผนนี้เสี่ยงอันตรายมากเกินไป จึงไม่ยอมรับแผนนี้ และเดินทัพออกจากตำบลเฉียกุ๊ มุ่งไปตีเมืองเหมย และให้จูล่งกับเตงจี๋นำทัพไปลวงข้าศึกว่าจะนำทัพไปตีที่ฉีกุ๊(กิก๊ก) โจจิ๋นแม่ทัพวุยก๊กนำทัพมารับศึกจูล่งและเตงจี๋

ฝ่ายขงเบ้งจึงนำทัพหลักบุกเข้าตีกิสานทันที เขาจัดขบวนทัพจ๊กได้เป็นระเบียบ การลงโทษและปูนบำเหน็จรางวัลเข้มงวดชัดแจ้งมิย่อหย่อน ทางเมืองเทียนซุย ลำอั๋น และอันติ้ง 3 เมืองนี้พากันอ่อนน้อมต่อขงเบ้ง ร่วมกันต่อต้านวุยก๊ก ทำให้ทางกวานจง(กวนต๋ง)ต้องระส่ำระสายไป

ในจำนวนคนที่มาเข้าด้วยขงเบ้งนี้ มีเกียงอุยรวมอยู่ด้วย ขงเบ้งชื่นชมความสามารถเขามาก และตั้งเขาเป็นนายพลจ๊กก๊ก(ไม่ทราบตำแหน่งแน่ชัด)

วุ่ยหมิงตี้(โจยอยฮ่องเต้)ถึงกับต้องนำกองทัพหลวงมารับศึก ณ เตียงอัน(ฉางอาน)

วุ่ยหมิงตี้มีราชโองการให้ขุนพลเตียวคับนำทัพมารับศึก ฝ่ายขงเบ้งจึงได้มอบหมายให้ขุนพลม้าเจ๊กนำทัพไปตั้งที่เขาเกเต๋ง ม้าเจ๊กไม่เชื่อฟังคำขุนพลอองเป๋ง ฝ่าฝืนคำสั่งของขงเบ้ง ทำการผิดพลาด เมื่อปะทะกับทัพวุ่ยของเตียวคับจึงพ่ายแพ้ยับเยินกลับมา ยังดีที่อองเป๋งช่วยบรรเทาสถานการณ์ร้ายเป็นดีได้บ้าง ขงเบ้งจึงต้องจำใจประหารม้าเจ๊กเพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎอาญาศึก และยังลงโทษนายพลที่ปรึกษาของม้าเจ๊กสามคน สองคนถูกตัดหัว อีกคนหนึ่งถูกโกนศีรษะและปลดออกจากตำแหน่ง(คนที่ถูกปลดนั้นก็คือ บิดาของตันซิ่ว ผู้เขียนจดหมายเหตุสามก๊กนั่นเอง) มีเพียงอองเป๋งที่ได้บรรดาศักดิ์เพิ่มเป็น ถิงโหว เพราะมีความดีความชอบ ขงเบ้งลงโทษและปูนบำเหน็จเสร็จสรรพแล้ว จึงสั่งถอยทัพกลับจ๊ก และได้ถวายรายงานแก่พระเจ้าเล่าเสี้ยนว่า

"ข้าพระองค์ด้อยสติปัญญานัก ซึ่งพระองค์โปรดให้มีตำแหน่งอาญาสิทธิ์บัญชาทัพทั้งสามนี้เห็นหาสมไม่ กลับทำการเลินเล่อจนเสียทั้งเกเต๋งแลตำบลกิก๊กฉะนี้เสียอีกเล่า ล้วนเป็นความบกพร่องของข้าพระองค์ที่ใช้คนมิสมควร อันประเพณีแต่โบราณครั้งยุคชุนชิวนั้น นับเป็นความผิดของแม่ทัพ จะปัดความรับผิดชอบมิได้ ข้าพระองค์ขอยอมรับโทษ ลดตำแหน่งตนเสียสามขั้นเพื่อเป็นการลงฑัณฑ์อาญา"

พระเจ้าเล่าเสี้ยนทราบก็โปรดให้ตามคำซึ่งขงเบ้งว่ามานั้น ขงเบ้งจึงลดยศตนเองลงเสียเป็นที่นายพลขวา ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ตามที่มีอยู่แต่เดิมนั้นทุกประการ

ไม่นานต่อมา มีผู้เสนอให้ขงเบ้งรวบรวมกำลังของจ๊กก๊กครั้งใหญ่เพื่อเตรียมบุกวุยก๊กอีกครั้งหนึ่ง ขงเบ้งได้ฟังแล้ว จึงกล่าวต่อเขาว่า

"การบุกวุยก๊กที่กิสานครั้งที่ผ่านมานั้น กำลังทหารของเรามากกว่าวุยก๊กนัก แต่กลับพ่ายยับเยินแตกกลับมาอีกเล่า เช่นนี้ย่อมบ่งบอกว่าจะเอากำลังทหารมากำหนดแพ้แลชนะในสงครามหาได้ไม่ เราพึงลดกำลังพลทหาร การบำเหน็จรางวัลแลโทษต้องแจ่มชัด รับบทเรียนจากความผิดพลาดครั้งก่อน ขอให้ผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดินกรุณาวิพากษ์วิจารณ์ข้าได้อย่างเต็มที่ ให้ข้าสามารถขจัดข้อบกพร่องอย่างเต็มที่ ทำเช่นนี้ก็จักสามารถกำชัยชนะต่อศัตรู ปราบปรามการแผ่นดินซึ่งยังไม่สงบนั้นลงได้เป็นมั่นคง"

เดือน 5 ปีเดียวกัน(ค.ศ.228) ลกซุนแม่ทัพใหญ่ของง่อได้ปะทะกับโจฮิวแม่ทัพวุยที่เมืองเซ็กเต๋ง(เซี่ยถิง) ทัพวุยพ่ายแพ้แตกพ่ายยับเยิน โจฮิวเองก็ล้มป่วยลงในเดือน 9 ขงเบ้งซึ่งอยู่ ณ ฮันต๋งได้ข่าวนี้จึงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะหลุดมือไปมิได้ เขาจึงกรีฑาทัพบุกวุยก๊กอีกครั้ง

ทัพจ๊กยกออกจากด่านซันกวน เข้าล้อมเมืองตันฉอง(เฉินชาง) ขงเบ้งให้อุยเอี๋ยนขุนพลจ๊กเข้าตี อุยเอี๋ยนนำทหาร(ไม่ทราบจำนวน แต่เป็นคนสนิท คาดว่ามีประมาณห้าพันคน)เข้าตีตันฉอง ขุนพลเฮ็กเจียวฝ่ายวุยซึ่งรักษาตันฉองอยู่นั้นมีทหารเพียงสามพัน แต่ใช้ชัยภูมิเหนือกว่าป้องกันเมือง อุยเอี๋ยนตีเมืองอยู่ห้าวันก็ตัหักมิได้ ขงเบ้งโกรธสั่งให้เอาตัวอุยเอี๋ยนไปฆ่าเสีย นายทัพนายกองช่วยกันขอไว้ ขงเบ้งจึงคาดโทษไว้ก่อน แล้วจึงให้คนไปเกลี้ยกล่อมเฮ็กเจียว แต่เฮ็กเจียวหาเชื่อฟังไม่ ทั้งยังด่าว่าขงเบ้งเป็นข้อหยาบช้า ขงเบ้งโกรธมาก นำกองทัพจ๊กบุกตันฉองด้วยตนเอง แต่ตีหักอยู่ถึง 20 กว่าวันก็ไม่สมความคิด มิอาจหักเข้าไปในเมืองตันฉองได้ ฝ่ายขุนพลโจจิ๋นแห่งวุยนั้นได้นำทัพมาช่วยตันฉอง ทั้งขงเบ้งยังขาดเสบียงเสียอีกจึงจำต้องยกทัพกลับ ขุนพลอองสงแห่งวุยนำทัพไล่ตามตี ขงเบ้งให้อุยเอี๋ยนสังหารอองสงเสียจนได้ นำทัพกลับมายังจ๊กก๊ก

ปี ค.ศ.229 ซุนกวนประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นฮ่องเต้ และส่งราชทูตไปเฉิงตู ยื่นข้อเสนอให้ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติกันและกันในฐานะโอรสสวรรค์เสมอกัน

ขุนนางแลเสนาอำมาตย์ในจ๊กก๊กคัดค้านกันเป็นอันมาก พวกเขากล่าวว่า "การผูกสัมพันธ์ด้วยง่อนั้นหาก่อประโยชน์อันใดต่อเสฉวนของเราไม่ การซึ่งฝ่ายง่อว่ามานี้ ไม่ต้องด้วยเกียรติภูมิและราชประเพณีซึ่งสืบมาแต่โบราณกาลทั้งปวง เราสมควรประกาศความชอบธรรมในฐานะโอรสสวรรค์ ตัดไมตรีกับง่อก๊กเสียเถิดจึงเป็นการสมควรยิ่ง"

ขงเบ้งกล่าวต่อพวกเขาว่า "หากเราตัดไมตรีของทางง่อเสียบัดนี้ ซุนกวนย่อมเจ็บแค้นเราเป็นอันมาก พวกเขาอาจบีบให้เราจำต้องเคลื่อนทัพบุกบูรพา ปะทะกับง่อก๊กก็เป็นได้ เมื่อทหารสองฝ่ายสัประยุทธ์กันขึ้น ย่อมจะเหนื่อยล้าอ่อนระโหยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะไปเข้ากับแผนการซึ่งโจรกบฏฝ่ายเหนือวางไว้พอดี มิเป็นการดีต่อฝ่ายเราอย่างยิ่ง"

ขุนนางทั้งปวงฟังแล้วเห็นด้วย มิได้คัดค้านอีก จ๊กก๊กจึงส่งตันจิ๋นไปยังง่อก๊ก แสดงความยินดีกับการที่ซุนกวนปราบดาภิเษกตนเป็นฮ่องเต้ในครั้งนี้ โดยทำสัญญากันว่า "นับแต่นี้จ๊กก๊กและง่อก๊กจักทำไมตรีกัน ร่วมใจกันปราบปรามวุยก๊กฝ่ายเหนือลงเสีย เมื่อได้ชัยแก่วุยก๊กแล้ว พวกเราจักแบ่งแผ่นดินอันไพศาลครองกันคนละส่วน" จ๊กและง่อจึงเป็นพันธมิตรกันสืบมาแต่บัดนั้น

ปีเดียวกัน ขงเบ้งถวายฎีกาอีกฉบับหนึ่งต่อพระเจ้าเล่าเสี้ยน***** แล้วสั่งจัดทัพบุกวุยก๊กในฤดูหนาว (ไม่ทราบเดือนที่ถูกต้อง) เขาสั่งให้ขุนพลตันเซ็ก(เฉินซื่อ)นำทหารเข้าตีหวู่ตู(บูตู) ยินผิง(อิมเป๋ง) ขุนพลกุยห้วยแห่งวุยนำทัพออกต่อรบด้วยตันเซ็ก ถูกตันเซ็กตีพ่ายถอยหนีไป ทัพจ๊กยึดเมืองไว้ได้สองแห่ง

ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนทรงทราบข่าวนี้ จึงให้มีราชโองการมาถึงขงเบ้งความว่า

"การเสียเกเต๋งครั้งก่อนนั้นเป็นโทษแก่ม้าเจ๊ก ซึ่งท่านยอมรับโทษแทน ลดตำแหน่งตนเองลงเสียถึงสามขั้นนั้น เราไม่อยากขัดประสงค์ของท่านจึงโปรดให้ แต่ปีก่อนนั้น ท่านมีความชอบด้วยฆ่าอ้ายอองสงคนโฉดของพวกโจรฝ่ายเหนือ(วุยก๊ก)นั้นเสียได้ มาบัดนี้ท่านออกศึกอีก ก็ได้ชัยแก่ศัตรู ได้เมืองถึงสองจังหวัด มีชื่อเสียงเกียรติยศเป็นที่ปรากฏอยู่แล้ว

เวลานี้ยังมิอาจปราบปรามแผ่นดินให้ราบคาบลง พวกกบฏวุยก๊กยังคงลอยนวล ท่านบริหารราชการแผ่นดินเห็นหนักนัก มาบัดนี้รับโทษมาก็นานแล้ว เราจะโปรดคืนตำแหน่งให้ท่านเป็นที่เสนาบดีดังเดิมจึงจะควร"

ขงเบ้งจึงได้พระราชทานยศศักดิ์คืนเป็นดังเดิม แต่เนื่องจากกำลังทหารไม่พอรุกคืบต่อไป จึงไม่อาจตีวุยก๊กต่อไปได้

ค.ศ.230 ขุนพลโจจิ๋น สุมาอี้ และเตียวคับแห่งวุยก๊กยกทัพบุกจ๊ก ขงเบ้งจัดทัพออกรับศึกบุกขึ้นเหนือ สุมาอี้ เตียวคับ โจจิ๋นแยกกันรับศึก แต่เกิดฝนตกหนักจึงไม่ได้รบกันและเลิกทัพกันไป******

ปีถัดมา(ค.ศ.231) ขงเบ้งได้ออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์ "โคไม้" ขึ้นมา อันว่าโคไม้นี้มีลักษณะเป็นรถเข็นล้อเดียว ใช้กำลังคนเข็น ติดไม้ค้ำทั้งซ้ายขวา โดยโคไม้ 1 คันนั้นสามารถบรรทุกเสบียงอาหารเพียงพอแก่การกินของทหาร1คนในเวลา1ปี เพื่อการลำเลียงเสบียงผ่านเส้นทางอันทุรกันดารของจ๊กก๊กได้สะดวก และมอบหมายให้ลิเงียมทำหน้าที่ส่งเสบียง ขงเบ้งเห็นว่าเขาได้เตรียมการเรื่องเสบียงไว้พร้อมแล้ว จึงสั่งยกทัพขึ้นเหนือบุกวุยก๊กอีกครั้ง

วุ่ยหมิงตี้(โจยอย)มีราชโองการให้สุมาอี้นำทัพเข้าต่อสู้กับขงเบ้ง โดยมีขุนพลเฟยเหย้า ไต้หลิง กุยห้วย เตียวคับมาด้วย สุมาอี้สั่งให้เฟยเหย้า ไต้หลิง นำทหารสี่พันมารักษาเมืองเซียงเท้งให้มั่นคงไว้

ขงเบ้งนำทหารเข้าตีเมืองเซียงเท้งด้วยตนเอง สามารถตีทัพวุยแตกพ่าย สุมาอี้ต้องรีบนำทัพมาช่วยเมืองเซียงเท้งเอง แต่ก็ขึ้นไปตั้งค่ายอยู่บนเนินสูงไม่ออกมาต่อรบด้วยขงเบ้ง จนมีผู้กล่าวต่อสุมาอี้ว่า "ท่านหวั่นเกรงทหารทัพจ๊กก๊กดุจหนึ่งหวั่นซึ่งพยัคฆ์ฉะนี้ ช่างไม่เกรงว่าผู้คนทั่วแผ่นดินจะเย้ยหยันเล่นเอาดอกหรือ" สุมาอี้จึงแยกกันกับเตียวคับเข้าโจมตี

ขงเบ้งมอบหมายให้อุยเอี๋ยน เกาเสียง ง่อปังรับศึก ตีทหารวุยแตกพ่ายยับเยิน จับเชลยได้กว่าสามพัน สุมาอี้ต้องถอยหนีกลับค่ายใหญ่ และตั้งค่ายคุมเชิงทัพจ๊กอยู่เดือนเศษ จึงมีข่าวแจ้งมาว่า พระเจ้าเล่าเสี้ยนมีราชโองการให้ขงเบ้งถอยทัพกลับเสฉวนโดยไว ขงเบ้งจึงรีบถอยทัพกลับ สุมาอี้ได้ข่าวจึงสั่งให้ขุนพลเตียวคับนำทัพไล่ตามตี ทัพวุยไล่ตามไปสังหารแลจับทัพจ๊กเป็นเชลยได้นับหมื่น แต่ตัวขุนพลเตียวคับกลับถูกทหารซึ่งขงเบ้งซุ่มเอาไว้ ณ หุบเขามู่เหมินxxx่นั้น ยิงธนูโจมตีจนสิ้นชีพกลางสนามรบ

ขงเบ้งกลับไปก็ให้สอบสวนเรื่องราชโองการก็พบว่าลิเงียม(เปลี่ยนชื่อเป็นหลี่ผิง น่าจะอ่านเป็นภาษาฮกเกี้ยนได้ว่า ลิเป๋ง)เป็นผู้ปล่อยข่าวเรื่องนี้ ขงเบ้งจึงให้ปลดลิเงียมลงเป็นไพร่

หลังจากศึกครั้งนี้ ขงเบ้งก็ใช้เวลาเตรียมการอีกนานถึง 3 ปี ปรับปรุงการบริหารประเทศ ส่งเสริมการผลิต ฝึกฝนทหาร และได้ออกแบบอุปกรณ์ขนเสบียงแบบใหม่เรียก "ม้าเลื่อน" เป็นรถเข็นสี่ล้อ บรรทุกเสบียงอาหารได้ไกลเสียกว่าโคไม้เสียอีก วันๆหนึ่งสามารถลำเลียงอาหารได้เป็นระยะทางถึง 20 ลี้ทีเดียว นอกจากนี้ขงเบ้งยังออกแบบเครื่องกลเกาฑัณฑ์หน้าไม้แบบใหม่ และปรับปรุงกลยุทธ์ทางทหารใหม่ ฝึกการแปรขบวนยุทธ์แบบใหม่ๆเรียกว่า "ปาเจิ้นถู" จากนั้นยังส่งทูตไปง่อก๊ก ขอให้ยกทัพมากระหนาบวุยก๊ก ทางซุนกวนก็ตอบรับแต่โดยดี

เมื่อเตรียมการพร้อม ขงเบ้งจึงสั่งกรีฑาทัพในปี ค.ศ.234 ทัพจ๊กยกออกจากด่านเสียดก๊ก มุ่งไปตั้งค่าย ณ อู่จ้างหยวน(ทุ่งอู่จ้าง) ทางฝั่งใต้ของลำน้ำอุ่ยซุย วุ่ยหมิงตี้ทรงทราบ ก็โปรดให้กำชับสุมาอี้อย่าให้ออกรบกับทัพจ๊ก และส่งขุนพลเฉินหลัง นำทัพม้าสองหมื่นมาสนับสนุนสุมาอี้

สุมาอี้ยกทัพข้ามลำน้ำอุ่ยซุย ไปตั้งค่ายเอาหลังนั้นพิงแม่น้ำอยู่ และส่งจิวตัง หูจุน และกุยห้วยนำทัพไปสกัดทัพของขงเบ้ง ณ เมืองจี้สือ ซึ่งอยู่ประชิดด้วยอู่จ้างหยวนที่ตั้งค่ายของขงเบ้งนั้น ขงเบ้งถูกสกัดบุกขึ้นเหนือไม่ได้ จำต้องถอยกลับไปอู่จ้างหยวน ฝ่ายสุมาอี้ทราบดังนั้น จึงให้นำทัพม้าบุกเข้าตีตลบหลังทัพจ๊ก สังหารทัพจ๊กได้ห้าร้อย จับเป็นได้กว่าพันนาย ทัพจ๊กถอยกลับค่ายใหญ่ ส่วนทัพวุยก็หยุดกลับไม่รุกไล่ ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่

การออกศึกในครั้งนี้นอกจากการใช้ม้าเลื่อนขนเสบียงแล้ว ขงเบ้งยังใช้มาตรการสำหรับเสบียงทหารอีกอย่างคือ ให้แบ่งทหารแนวหน้าส่วนหนึ่งนั้นไปทำนาปลูกข้าวแทรกอยู่ระหว่างที่นาของชาวบ้าน ณ แถบนั้น ซึ่วชาวบ้านก็มิได้ขัดขวาง ส่วนทหารก็ไม่เห็นแก่ได้ ทำให้ทัพจ๊กมีเสบียงเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สุมาอี้ไม่ได้ออกมาสู้รบกับขงเบ้ง ขงเบ้งจึงให้ทหารไปท้ารบ ณ ค่าย สุมาอี้ก็ทำเฉยนิ่งอยู่ ขงเบ้งจึงให้ม้าใช้ของตัวนั้นนำผ้านุ่งสตรีไปมอบให้สุมาอี้ เพื่อยั่วให้ออกรบ ฝ่ายทหารซึ่งอยู่ ณ ค่ายสุมาอี้ เห็นแม่ทัพของตนถูกหยามเกียรติดังนั้นก็โกรธแค้นเป็นอันมาก พากันกล่าวต่อสุมาอี้ว่า "ท่านกลัวซึ่งกองทัพขงเบ้งฉะนี้ ดุจหนึ่งเนื้อซึ่งอยู่ในป่านั้นหวั่นเกรงซึ่งพยัคฆ์ ท่านทำฉะนี้จะเป็นที่เย้ยหยันของคนทั่วแผ่นดินเป็นมั่นคง" สุมาอี้จึงแสร้งทำโกรธแค้น ส่งคนไปยังลกเอี๋ยงขอออกศึก ทางวุยก๊กทราบดังนั้นก็ย่อมไม่อนุญาต และส่งซินผีผู้ซื่อตรงมาเป็นกุนซือให้คอยยับยั้งสุมาอี้ไว้

ต่อมาขงเบ้งให้ทัพจ๊กมาท้ารบอีก สุมาอี้แสร้งทำท่าจะไปออกรบ ซินผีห้ามปรามไว้ สุมาอี้จึงได้ยอมเลิกรา

ฝ่ายเกียงอุยนายพลจ๊กซึ่งมาในสงครามด้วยนั้น ได้ทราบว่าซินผีมาถึง จึงกล่าวแก่ขงเบ้งด้วยความกังวลว่า "บัดนี้อ้ายซินผีมาถึงที่นี้แล้ว ทัพวุยคงไม่ออกมาต่อรบด้วยเราเป็นมั่นคง"

"สุมาอี้เองก็มิได้ต้องการต่อรบอยู่ก่อน" ขงเบ้งกล่าวตอบ "ถ้าเขาเอาชัยเราในการศึกได้ เหตุใดต้องเสียเวลาเดินทางไกลไปแจ้งเรื่องถึงลกเอี๋ยงด้วยเล่า จักเสียโอกาสไปเสียเปล่า ซึ่งสุมาอี้ทำกิริยาดุจหนึ่งจะออกรบนี้ก็เพื่อลวงผู้อื่นเท่านั้นดอก"

เกียงอุยฟังแล้วจึงสรรเสริญว่า "ท่านเสนาบดีกล่าวฉะนี้ ดุจหนึ่งมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของสุมาอี้"

อย่างไรก็ตาม ทัพจ๊กแลวุยก็คุมเชิงนิ่งเสียถึงร้อยวันเศษ จนกระทั่งในเดือน 8 ของปีเดียวกัน(ค.ศ.234) ขงเบ้งล้มป่วยตายในกองทัพ ขณะที่สิริอายุได้ 54 ปีถ้วน

ก่อนขงเบ้งจะตาย เขาได้มอบหมายให้เจียวอ้วนสืบทอดงานบริหาร และให้บิฮุยสืบต่อเจียวอ้วน ส่วนงานด้านการทหารตกแก่เกียงอุย

หลังจากขงเบ้งตาย ทัพจ๊กก็ถอนทัพ ฝ่ายสุมาอี้ได้ทราบข่าวจึงไล่ตามมา เกียงอุยจึงสั่งให้เอียวหงีรัวกลองศึก แลหันหลังกลับทำดุจหนึ่งจะยกทัพกลับไปตีสุมาอี้ สุมาอี้ได้ยินเสียงกลองดังรัวแลกลซึ่งทัพจ๊กแสร้งทำนั้น ก็คิดว่าเป็นกลอุบายจึงถอยหนีไป ต่อมาสุมาอี้คิดได้ก็รีบตามไปถึงเมืองเช่ออั้นก็มิทัน จึงถอยทัพกลับ และไปตรวจค่ายของขงเบ้ง ณ อู่จ้างหยวน สุมาอี้สรรเสริญขงเบ้งว่า "ขงเบ้งเป็นบุคคลที่มีปัญญาเป็นเลิศโดยแท้"

ฝ่ายทัพจ๊ก หลังจากขงเบ้งตายก็เกิดการแก่งแย่งภายใน ทัพของเอียวหงีเสนาธิการกองทัพได้ปะทะกับทัพของอุยเอี๋ยนขุนพลจ๊ก ณ หนานxxx่โข่ว(เปาโข่ว) อุยเอี๋ยนแตกหนีไปและถูกฆ่าตาย ฝ่ายทัพจ๊กเมื่อยุติการแก่งแย่งภายในก็ถอยทัพกลับไปเสฉวน ให้เจียวอ้วนสืบตำแหน่งเดิมซึ่งเป็นของขงเบ้งแต่ก่อนนั้น และบริหารราชการเสฉวนสืบต่อมา

จดหมายเหตุสามก๊กจี่ ของตันซิ่ว ได้อ้างอิงถึงบันทึกเสียนหยางจื้อ(อ่านเป็นฮกเกี้ยนว่า ห้ำเอี๋ยงจี่) ว่า "แต่ครั้งขงเบ้งตาย ณ อู่จ้างหยวนได้มินานนั้น ชาวบ้านในที่ต่างๆพากันขอทางการให้ตั้งศาลบูชา แต่ทางการมิยินยอม พวกชาวบ้านจึงพากันแอบเซ่นไหว้ตามคันนาของตัวในวันเทศกาลสำคัญต่างๆนั้น"

วิจารณ์
วิจารณ์โดย : ตันซิ่ว(เฉินโซ่ว)
เพิ่มเติมรายละเอียดโดย : ผู้คลั่งสามก๊กและวรรณกรรมจีน

ขงเบ้งเป็นคนที่มีความสามารถในการปกครองและการบริหารราชการภายในของบ้านเมือง เมื่อแรกเข้ามายังเสฉวน เขาสามารถพลิกแพลงข้อกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานั้นๆ ทั้งยังสามารถชี้แจงให้หวดเจ้งละทิ้งความคิดที่ผิดเสียได้

เมื่อเล่าปี่ฮ่องเต้สวรรคต เขาได้พยายามฟื้นฟูกำลังทหารให้กลับมาเข้มแข็งดุจดังเก่า ทั้งยังเร่งบำรุงขวัญราษฎร ผลิตข้าวปลาอาหาร ทำให้เศรษฐกิจของเสฉวนพัฒนาก้าวหน้า แล้วเขาจึงยกทัพจัดการกับพวกอี๋หมานทางใต้ เป็นพันธมิตรกับง่อของซุนกวน เตรียมการภายในจ๊กจนเรียบร้อยจึงค่อยเร่งเรื่องภายนอก

ขงเบ้งยังเคยปรับปรุงการชลประทาน ด้วยการส่งทหาร 1200 นายไปรักษาเขื่อนชลประทานตูเจียงเอี่ยนอันเลื่องชื่อของเสฉวน และจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาเขื่อนตั้งแต่นั้น ทหารซึ่งไปออกศึกกับวุยในภายหลังเมื่อว่างการศึกก็ได้ทำการเกษตรไปด้วย ทำให้ผลิตเสบียงอาหารได้เพียงพอ

ขงเบ้งยังใจกว้างอย่างยิ่ง เขายอมรับความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตั๋งโห(ต่งเหอ)ผู้ใต้บังคับบัญชาของขงเบ้งไม่พอใจเขา ได้มีการถกเถียงกันถึง 10 ครั้ง ขงเบ้งกลับชมเชยตั๋งโหและสนับสนุนให้ทุกคนทำเช่นเดียวกัน เขาเคยกล่าวว่า "การบริหารการแผ่นดินจักต้องรับฟังความเห็นของบุคคลฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีผู้วิจารณ์ข้าในข้อผิดพลาดแลข้าได้แก้ไขเสียนั้น ดุจหนึ่งทิ้งรองเท้าคู่เก่าไป กลับเก็บจินดามณีเพชรแก้วอันสว่างสุกใสใหม่ได้"

นอกจากที่กล่าวมา ขงเบ้งยังสามารถบริหารราชการเสฉวนจนแม้กระทั่งของตกที่พื้นก็ไม่มีผู้ใดลักเอาเป็นของตัว ผู้แข็งแรงก็มิข่มเหงผู้อ่อนแอ เช่นนี้ย่อมแสดงถึงความสามารถทางการปกครองของขงเบ้ง นับว่าเขามีความสามารถด้านนี้เสมอด้วยขวันต๋ง(ก่วนจง)และเสียวโห(เซียวเหอ)แต่ครั้งโบราณกาลนั้นทีเดียว

แต่ในด้านการสงครามนั้น ขงเบ้งกลับไม่เก่ง เขาปราบปรามได้เพียงชนกลุ่มน้อยเผ่าอี๋หมาน การยกทัพขึ้นเหนือของเขาทั้ง 5 ครั้ง กลับต้องมีปัญหา มิประสบผลแม้สักครั้ง การที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะการสงครามและการวางแผนยุทธ์ระยะยาวนั้น มิใช่สิ่งที่เขาถนัดก็เป็นได้


*จูเก๋อฟง(จูกัดฟอง)เป็นขุนนางที่ลือชื่อมากในเรื่องความซื่อสัตย์จงรักภักดี ในแผ่นดินพระเจ้าฮั่นหยวนเต้ในสมัยราชวงศ์ซีฮั่น(ฮั่นตะวันตก) มียศซือลี้เจียวอุ้ย เขาเป็นคนซื่อตรง ต้องการจะลงโทษสวี่จางที่เป็นราชนิกุลเพราะสวี่จางไม่เคารพกฎหมาย เป็นเหตุให้พระเจ้าฮั่นหยวนเต้พิโรธ สั่งให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง
**ส่วนจูกัดกิ๋นพี่ชายคนโตของขงเบ้งนั้น ได้ไปรับราชการอยู่กับซุนกวนที่กังตั๋ง
***ปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเรื่องการเยือนกระท่อมหญ้า3ครั้งไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุวุ่ยเลียกของหยีฮ่วนบันทึกว่าขงเบ้งเป็นผู้ไปพบเล่าปี่เอง และแสดงความสามารถถ่ายทอดนโยบายจนเล่าปี่พอใจ มิใช่เล่าปี่ไปเชิญขงเบ้ง ซึ่งนักประวัติศาสตร์กล่าวว่าหนังสือ วุ่ยเลียก บันทึกได้มีเหตุผลกว่า จึงสรุปว่า การเยือนกระท่อมหญ้า3ครา ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์สามก๊ก
****พิชัยสงครามห้ามเดินทัพวันเดียวร้อยลี้ การเดินทัพเช่นนี้ ทัพหน้า กลาง หลังจะถูกจับได้ทั้งหมด ถ้าเดินทัพห้าสิบลี้ ตัวแม่ทัพหน้านั้นก็จะถูกจับได้
*****ฎีกาฉบับที่ขงเบ้งถวายในปีนี้ นักประวัติศาสตร์ได้ถกเถียงกันว่าไม่น่าจะเป็นของขงเบ้ง เพราะสำนวนไม่เหมือนขงเบ้ง สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฝีมือหลานของขงเบ้ง แต่เขียนขึ้นเพื่ออะไรไม่แน่ชัด
******สงครามในครั้งนี้นั้น หลอกว้านจง(ล่อกวนตง)ผู้แต่งสามก๊กฉบับงิ้วนับไว้ในสถิติการทำสงครามบุกขึ้นเหนือของขงเบ้งด้วย แต่ตันซิ่วถือว่าไม่ใช่การทำสงครามของขงเบ้งจึงไม่นับเป็นสถิติ ดังนั้นหลอกว้านจงจึงนับการทำสงครามของขงเบ้งไว้จำนวนมากกว่าของตันซิ่วหนึ่งครั้ง(หลอกว้านจงนับ 6 ครั้ง ตันซิ่วนับ 5 ครั้ง)


ผมได้นำข้อมูลมาจาก สามก๊ก ฉบับหัดเขียน ของพี่ซุนเซ็ก หนังสือ "กลยุทธ์กุนซือ ฉบับเจ็ดยอดกุนซือในสามก๊ก" ของ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม ในบทชีวประวัติขงเบ้ง สุมาอี้ และโลซก หนังสือ "นักการเมืองเปรื่องปราดในพงศาวดารจีน" ของวัชระ ชีวโกเศรษฐ ในบทชีวประวัติจูกัดเหลียง(ขงเบ้ง) หนังสือ "ขุนพลสามก๊ก" ของทองแถม นาถจำนง และหนังสือชุด "สามก๊กฉบับคนเดินดิน" ของเล่าชวนหัว (เปิดหน้ากากขงเบ้ง และ ยกเครื่องเรื่องสามก๊ก) ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่นำมา ผู้เขียนล้วนระบุชัดว่ามาจากจดหมายเหตุซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

หมายเหตุ : ในการวิจารณ์ของตันซิ่ว แท้จริงมีเพียงว่า "ขงเบ้งเป็นคนมีความสามารถในการปกครองและการบริหารการภายใน ความสามารถของเขาเสมอด้วยก่วนจงและเซียวเหอ แต่การที่เขากรีฑาทัพสู่ภาคเหนือบ่อยครั้ง และไม่ประสบผลสำเร็จเลยนั้น อาจเป็นเพราะการด้านการวางแผนการยุทธ์มิใช่สิ่งที่ขงเบ้งถนัดนักก็เป็นได้" แต่การที่ผมได้เพิ่มเติมรายละเอียดการปกครองของขงเบ้งเข้าไป เพราะในหนังสือ "กลยุทธ์กุนซือ ฉบับเจ็ดยอดกุนซือในสามก๊ก" และ "นักการเมืองเปรื่องปราดในพงศาวดารจีน" ระบุนโยบายการปกครองของขงเบ้งไว้ชัดเจน แต่กลับไม่ได้ระบุปีที่ชัดเจนเอาไว้ ผมจึงไม่ทราบว่าจะใส่เนื้อหาเข้าไปในช่วงไหนดี อย่างเช่นเรื่องที่ตั๋งโหวิจารณ์ขงเบ้งนั้น ไม่อาจระบุปีชัดได้ จึงใส่ไว้ในช่วงการวิจารณ์ดีกว่า เพราะถ้าไม่ใส่เลย ก็อาจทำให้ท่านผู้อ่านไม่ทราบข้อมูลที่สำคัญได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี แต่ถ้าใส่ส่งเดชก็ยิ่งแย่ จึงขอบันทึกไว้ในการวิจารณ์จะดีกว่าครับ หวังว่าท่านผู้อ่านจะไม่ขัดข้อง


กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น