พระบรมารโชวาทขัดเกลาจิตใจ (ตอน 3 )

  โพสเมื่อ 2009-10-05 22:35:10 โดย sarapao6127
 

ก่อนจะมาเป็นพระบรมราโชวาทให้เราอ่าน

   หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพระบรมราโชวาทคือ :  สำนักราชเลขาธิการ

  ประวัติ ( พอสังเขป )Building of The Office of His Majesty's Principal Private Secretary

         สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานราชการ ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีชื่อเรียกในสมัยแรกตั้งว่า ออฟฟิศไปรเวตสิเกรตารีหลวง หรือกรมราชเลขานุการ

     ในฐานะที่เป็นหน่วยงานในพระองค์ ซึ่งเกิดขึ้นมาเป็นเวลาช้านาน และได้แปรเปลี่ยนมาเป็นหน่วยงานราชการอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 100 ปีเศษที่ผ่านมา สำนักราช  เลขาธิการจึงมีสถานภาพเปลี่ยนไป ตามพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ และตามนโยบายในการบริหารประเทศของแต่ละรัฐบาล ด้วยเหตุนี้ ชื่อหน่วยงานที่ปรากฏในพระราชหัตถเลขา พระบรมราชโองการ ประชุมกฎหมายประจำศก ราชกิจจานุเบกษา ฯลฯ ซึ่งได้แก่ กรมพระอาลักษณ์ ออดิตออฟฟิศ ออฟฟิศหลวง กรมราชเลขานุการ กรมราชเลขาธิการ กรมราชเลขานุการในพระองค์ สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ และกระทรวงมุรธาธร จึงมีความเกี่ยวข้องและเป็นที่มาของสำนักราชเลขาธิการในปัจจุบันทั้งสิ้น

    ปัจจุบัน สำนักราชเลขาธิการมีภารกิจหลักเกี่ยวกับงานหนังสือที่หน่วยราชการ หน่วยงานเอกชน และบุคคลทั่วไป ส่งเข้ามาเพื่อขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต พระบรมราชวินิจฉัย และพระมหากรุณา แล้วแต่กรณี รวมทั้งทำหน้าที่รับพระราชทานพระราชดำริ และพระราชดำรัส เพื่อเชิญไปยังหน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่า สำนักราช เลขาธิการมีบทบาทเป็นผู้ประสานงาน ระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนบุคคลทั่วไป ทั้งที่เป็นราชการแผ่นดินและการส่วนพระองค์

  

ประวัติสำนักพระราชวัง

    สำนักพระราชวังเป็นส่วนราชการที่สืบเนื่องมาจากส่วนราชการสำคัญของบ้านเมืองมาแต่โบราณกาล มีหลักฐานที่อาจทบทวนย้อนไปได้ถึงพุทธศักราช ๑๘๙๓ ในปีนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี ได้ทรงจัดระเบียบการปกครองในราชธานีเป็นสี่กรม หรือที่เรียกว่าจตุสดมภ์  การจัดระเบียบการปกครองเป็นสี่กรมดังกล่าว ในหนังสือสารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานกล่าวไว้ว่า "...คงเป็นตำรามาแต่อินเดีย ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงกับไทย เช่น พม่า ลาว เขมรชวา มลายู ก็แบ่งเป็นสี่พนักงานทำนองนี้"

       ถ้าที่มาของการปกครองแบบจตุสดมภ์มาแต่อินเดีย ดังที่สารานุกรมไทย กล่าวนี้ก็น่าจะเข้าใจว่าราชอาณาจักรสุโขทัยนั้นคงจะมีการจัดระเบียบการปกครองแบบจตุสดมภ์นี้อยู่แล้ว ด้วยในบทละครพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรี-สินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง "พระร่วง" ก็มีตัวละครในบทบาทของ "หลวงเมือง" (หัวหน้ากรมเมือง)ปรากฏอยู่ แสดงว่าทรงพระราชวินิจฉัยแล้วว่า การจัดระเบียบการปกครองสมัย "พระร่วง"นั้น ก็เป็นแบบจตุสดมภ์เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นไปตามที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็น่าจะถือว่าการปกครองแบจตุสดมภ์มีมาในราชอาณาจักรไทยก่อนสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นครองอาณาจักรสุโขทัย ในปีพุทธศักราช ๑๗๘๑

       ตำแหน่งหัวหน้าจตุสดมภ์ทั้ง ๔ เมื่อครั้งเริ่มแรกมีขึ้นในราชอาณาจักร จะ เรียกกันว่าอย่างไร และจะมียศศักดิ์อย่างไรหรือไม่ ไม่ปรากฏหลักฐานอยู่ ณ ที่ใด ก่อนพุทธศักราช๑๙๙๘ เรียกกันแต่ว่า ขุนเมือง-ขุนวัง-ขุนวัง-ขุนนา เท่านั้นแต่สำหรับอาณาจักรสุโขทัย เรียกประมุขแห่งอาณาจักรว่าขุจะเรียกเสนาบดีจตุสดมภ์ว่าขุนด้วยดูจะสับสน เหตุนี้กระมังในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องพระร่วง" จึงเรียกว่า "หลวงเมือง"วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๗๘ ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๘โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้เอง ได้เปลี่ยนฐานะของกระทรวงวัง ลงเป็นทบวง มีฐานะเป็นกรม เทียบเท่าทบวง มีชื่อว่า"สำนัพระราชวัง" และให้อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีโดยตรงมีเลขาธิการพระราชวัง (ระดับ ๑๑ เทียบเท่าปลัดกระทรวง) รับผิดชอบในการบริหารราชการ สำหรับกรมในสังกัดก็ยุบลงเป็นกองบ้าง แผนกบ้าง เว้นบางกรมไปสังกัดกระทรวงอื่น เช่น กรมทหารรักษาวังโอนไปสังกัดกระทรวงกลาโหม กรมราชเลขานุการในพระองค์แยกไปตั้งเป็นทบวงการเมืองอิสระมีฐานะเทียบกรมเรียกว่าสำนักราชเลขานุการในพระองค์ และต่อมาเปลี่ยนนามเป็น สำนักราชเลขานุการ นอกจากนี้ยังได้โอนราชการในหน้าที่ต่างๆ อีกหลายหน้าที่ไปสังกัดกรมอื่นเช่น โอนงานในหน้าที่การช่างที่เรียกว่า "กรมวังนอก" ตลอดจนงานที่เกี่ยวกับนาฎศิลป์และดุริยางคศิลป์ อันได้แก่กองพิณพาทย์หลวงกองดุริยางค์หลวง โขนหลวงและละครหลวงไปสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงธรรมการ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงศึกษาธิการ)

    ที่มา :   http://www.kanchanapisek.or.th/kp15/index.html

  Please! Comment

  Please! Comment



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น