การปลูกถ่ายไขกระดูกคืออะไรนะ??

  โพสเมื่อ 2009-10-06 00:31:30 โดย sqweezy
 

sec7le1.jpg

การปลูกถ่ายไขกระดูก (BMT หรือ Bone Marrow Transplant) 
เป็นหัตถการ (Procedure) ที่ค่อนข้างใหม่ในการใช้รักษาหลายต่อหลายโรคซึ่งครั้งหนึ่งรักษาไม่ได้
 หลังจากปี ค.ศ.1968 (พ.ศ.2511) ที่มีการปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จเป็นครั้งแรก ก็ได้มีการพัฒนา
มารักษาโรคร้ายต่างๆ อาทิเช่น

        มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)
        โรคโลหิตจางชนิด Aplastic anemia
        มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เช่น Hodgkin's disease
        มะเร็งชนิด Multiple Myeloma
        ภูมิคุ้มกันผิดปกติ
        มะเร็งเนื้อตัน เช่น มะเร็งเต้านมและรังไข่
เมื่อปี 2534 มีการปลูกถ่ายไขกระดูกถึง 7,500 ราย ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่า BMT จะช่วยชีวิตคน
ไว้ปีละหลายพันราย แต่คนไข้ที่ต้องใช้วิธีปลูกถ่ายไขกระดูกอีกกว่าร้อยละ 70 ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่สามารถหาผู้บริจาคที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้
  • การตรวจไขกระดูก
เมื่อมีภาวะเจ็บป่วยที่จำเป็นต้องนำเนื้อเยื่อไขกระดูกมาตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค เช่น 
ถ้าอยากจะทราบสาเหตุว่าโลหิตจางที่เป็นอยู่เกิดจากอะไร หรือในคนไข้ที่ได้รับรังสีจนเกิดความ
เสียหายต่อไขกระดูก หรืออยากทราบว่ามะเร็งบางอย่างลุกลามไปถึงไขกระดูกหรือยัง 
คุณหมอก็ต้องเจาะกระดูกที่มีไขกระดูกอยู่ แล้วดูดเนื้อเยื่อในปริมาณเล็กน้อยเพื่อไปส่องตรวจด้วย
กล้องจุลทรรศน์ ตำแหน่งที่นิยมเจาะไขกระดูกคือ กระดูกหน้าอกและที่สะโพก ซึ่งกระดูกจะอยู่
ตื้นมากเมื่อคลำดูจากผิวหนัง
ข้อบ่งชี้ในการตรวจไขกระดูก
1. โลหิตจางไม่ทราบสาเหตุ
2. จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำไม่ทราบสาเหตุ
3. จำนวนเกล็ดเลือดต่ำไม่ทราบสาเหตุ
4. สงสัยว่าจะเป็นลิวคีเมีย-ลิมย์โฟม่า และในการติดตามการเปลี่ยนแปลงในลิวคีเมีย
5. ในรายที่เป็นไข้ไม่ทราบสาเหตุ อาจพบลิย์มโฟม่าหรือแกรนูโลม่า เช่น วัณโรค หรือพบเซลล์
     มะเร็งในไขกระดูก หรืออาจต้องการนำไขกระดูกไปเพาะหาเชื้อ
6. ในการหามะเร็งแพร่กระจายสู่ไขกระดูก
7. ม้ามโตไม่ทราบสาเหตุ
เทคนิคในการนำไขกระดูกมาตรวจ มี 3 แบบ คือ
1. ใช้เข็มเจาะดูด (Aspirtaion)
2. ใช้เข็มเจาะตัด (Needle Biopsy)
3. การตัดไขกระดูกทางศัลยกรรม (Surgical Biopsy)
เมื่อเจาะไขกระดูกตรงสะโพกมาได้ก็นำไปเตรียมตัวอย่างบนแผ่นกระจกสไลด์ แล้วย้อมสีเพื่อตรวจดูทางกล้องจุลทรรศน์ ผู้อ่านและแปลผลจะต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการฝึกฝนจน
เป็นผู้ชำนาญการ ซึ่งแพทย์ในประเทศไทยมีอยู่ไม่กี่คน
  • ทำไมต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ?
ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว โลหิตจางชนิด Aplastic Anemia และโรคขาดภูมิคุ้มกัน
บางชนิด เซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) ที่อยู่ในไขกระดูกเกิดทำงานผิดปกติแล้วมุ่งสร้างแต่
เซลล์เม็ดเลือดที่มีตำหนิหรือไม่เติบใหญ่พอ 
อย่างเช่นในรายมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือจำนวนเม็ดเลือดน้อยกว่าปกติเพราะไขกระดูกไม่ทำงาน เช่น 
ในกรณีโลหิตจางแบบ Aplastic Anemia เซลล์ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่หรือเซลล์ที่มีตำหนิจะขัดขวาง
การผลิตเม็ดโลหิตปกติ แล้วไปร่อนเร่อยู่ในกระแสโลหิต หรือไปรุกรานเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย
การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ผ่านมาจะใช้เคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา เพื่อทำลายเซลล์ต้นกำเนิด 
และเม็ดเลือดชนิดผิดปกติ แต่การรักษาทั้งสองวิธีจะทำลายเซลล์ในไขกระดูกไปด้วยพร้อมๆ กัน 
หรือการใช้เคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งชนิด Lymphoma และมะเร็งอื่นๆ จะทำลายเนื้อเยื่อปกติของ
ไขกระดูกด้วย การปลูกถ่ายไขกระดูกจึงช่วยให้คุณหมอสามารถรักษาโรคร้ายๆ 
ได้อย่างเต็มที่โดยไม่กลัวว่าไขกระดูกจะถูกทำลายไป แต่ก็ไม่ใช่ว่า BMT จะให้ผลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ 
เพียงแต่จะเพิ่มความเป็นไปได้ว่าโรคจะหายขาด หรือยืดระยะเวลาปลอดโรคได้ยาวนานออกไป
  • ชนิดของการปลูกถ่ายไขกระดูก
เมื่อไขกระดูกของคนไข้ถูกทำลายไป การชดเชยโดยการฉีดไขกระดูกปกติที่ได้รับบริจาคเข้าไปใน
กระแสเลือดคือ การปลูกถ่ายไขกระดูก เมื่อไขกระดูกเดินทางไปถึงโพรงกระดูกที่เคยเป็นที่อยู่ของ
ไขกระดูกก็จะตั้งหลักปักถิ่นฐาน เพื่อเริ่มการผลิตเซลล์เม็ดเลือดปกติ ก็ถือว่านั่นคือการปลูกถ่าย
ไขกระดูกที่ประสบความสำเร็จ
ถ้าเป็นไขกระดูกที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตกุศล เขาก็เรียกว่า Allogeneic BMT และถ้าเป็นฝาแฝด
เหมือนก็เรียกว่า Syngeneic BMT
สำหรับวิธี Allogeneic BMT เนื้อไขกระดูกบริจาคที่จะฉีดเข้าไปให้คนไข้จะต้องมีหน่วยพันธุกรรม ที่ใกล้เคียงกับผู้บริจาคมากที่สุด โดยการเจาะเลือดมาตรวจพิเศษ เพราะถ้าลักษณะทางพันธุกรรมไม่
เข้ากันแล้ว ร่างกายของคนไข้ก็จะคิดว่าเซลล์ใหม่ที่เข้ามาสู่ร่างกายเป็นข้าศึกแปลกปลอมที่ต้องทำลาย 
อันเป็นภาวะที่ทางการแพทย์ เรียกว่า โรค Graft versus Host (GVHD) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต
พอๆ กับโรคเก่าที่เป็นอยู่ ในอีกทางหนึ่งระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้อาจจะออกมาทำลายไขกระดูก
บริจาคที่เรียกว่า ปฏิกิริยาขับอวัยวะบริจาค (Graft Rejection)
ในครอบครัวเดียวกันกับคนไข้จะมีความเป็นได้ราวร้อยละ 35 ว่า จะมีญาติที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้ 
แต่ถ้าหาไม่ได้เลยในหมู่ญาติก็สามารถเข้าบัญชีเพื่อสรรหาผู้บริจาคที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้ จากทะเบียน
ผู้บริจาคไขกระดูกนานาชาติ
ในบางกรณี คนไข้อาจเป็นผู้บริจาคไขกระดูกให้แก่ตัวเอง เรียกว่า Autologous BMT ที่เป็นเช่นนั้นเพราะโรคของไขกระดูกที่เป็นอยู่เกิดสงบลงหรือเป็นโรคร้ายที่ไม่เกี่ยวกับไขกระดูก
โดยตรง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โรค Hodgkin โรคมะเร็งชนิด Lymphoma และมะเร็ง
ในสมอง หมอจะดูดไขกระดูกปกติมาเก็บรักษาไว้ หรือเก็บไขกระดูกที่เป็นโรคออกมารักษาแยกเพื่อ
ให้กลายเป็นไขกระดูกปกติ จะได้ฉีดกลับเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย
  • การเตรียมปลูกถ่ายไขกระดูก
ความสำเร็จของการปลูกถ่ายไขกระดูกขึ้นกับความสมบูรณ์แข็งแรงของคนไข้ อายุ สภาพร่างกาย โรคที่เป็นและระยะของโรคที่เป็นอยู่ ซึ่งหมอจะประมวลข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจว่า BMT 
จะคุ้มเสี่ยงหรือไม่?
ดังนั้นก่อน BMT จะมีการตรวจพิเศษมากมายเพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้ทนต่อความยืดเยื้อ และ
ภาระหนักต่อร่างกายหลังการปลูกถ่าย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คหัวใจ ปอด ไต และอวัยวะสำคัญอื่นๆ
ความสำเร็จของ BMT ยังขึ้นกับความเชี่ยวชาญและความชำนาญของทีมงานที่ประกอบด้วยแพทย์ 
พยาบาลและหน่วยสนับสนุนอื่นๆ เพราะจะได้ตรวจพบปัญหาที่เกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ 
แล้วตอบสนองโดยการแก้ปัญหาอย่างฉับไว อีกทั้งต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติ 
ตั้งแต่ก่อน ขณะและหลังการปลูกถ่าย
  • การเก็บเกี่ยวไขกระดูก

 

medbone00205.gif

ไม่ว่าจะเป็นไขกระดูกของคนไข้หรือผู้บริจาค การเก็บเกี่ยวไขกระดูกบริจาคจะทำวิธีเดียวกัน 
โดยใช้เข็มเจาะกระดูกสะโพกด้านหลัง หรือกระดูกขอบขนของสะโพกซึ่งเป็นบริเวณที่มีไขกระดูก
อยู่เยอะ การเจาะจะทำในห้องผ่าตัด โดยมีมาตรการปลอดเชื้อเคร่งครัดเหมือนการผ่าตัดใหญ่ 
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการดมยาสลบ จึงมีความเสี่ยงและความเจ็บปวดบ้าง
คุณหมอจะใช้เข็มเจาะเข้าไปในโพรงไขกระดูกแล้วดูดสารเหลวข้นสีแดงออกมา 
โดยอาจต้องเจาะมากกว่า 1 จุด เพื่อให้ได้ปริมาณไขกระดูกมากพอ คือราว 1-2 ลิตร 
ซึ่งดูแล้วเหมือนกับจะมากแต่ก็เป็
นเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น
ของไขกระดูกที่มีอยู่ใน
ร่างกายของผู้บริจาคและร่างกายผู้บริจาคจะสามารถสร้างเสริมให้เท่าเดิมได้
ภายใน 2-3 วัน

สำหรับกรณีการบริจาคไขกระดูกให้ตัวเอง หมอจะเอาไขกระดูกไปแช่แข็งที่อุณหภูมิระหว่าง
 - 80 ถึง -196 องศาเซลเซียส จนกว่าจะถึงวันปลูกถ่าย
  • การเตรียมบริจาคไขกระดูก
medbone00204.gif
จะรับผู้ป่วยไปอยู่ในหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อให้เคมีบำบัด และ/หรือการฉายรังสีเป็นเวลาหลายวัน 
เพื่อทำลายไขกระดูกและเซลล์มะเร็ง จะได้มีที่ว่างเหลือไว้ให้ไขกระดูกบริจาคเข้ามาอยู่แทนที่ 
รูปแบบของเคมีบำบัดจะแตกต่างกันไปตามแต่โรคที่เป็นอยู่ และแผนการรักษาที่โรงพยาบาล
กำหนดไว้
แพทย์จะสอดสายน้ำเกลือพิเศษเข้าไปในเส้นเลือดดำใหญ่ใต้ไหปลาร้าเพื่อไว้ให้ยาและ
ผลิตภัณฑ์ของเลือด

 

  • การปลูกถ่าย
1-2 วัน หลังให้เคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา การปลูกถ่ายก็จะเริ่มขึ้น โดยหมอจะฉีดไขกระดูก
บริจาค เข้าไปในเส้นเลือดดำของคนไข้เหมือนๆ กับการให้เลือด จึงไม่ใช่การผ่าตัด สามารถทำได้
ในช่วงที่คนไข้พักอยู่
หลังจากนั้นจะมีการเฝ้าระวังอาการว่าจะเกิดอาการไข้ หนาวสั่น ลมพิษและเจ็บหน้าอกหรือไม่ ขณะ
ที่ฉีดไขกระดูกอยู่ เมื่อเสร็จสิ้นการฉีดแล้วก็จะมีระยะเวลารอคอยผลที่เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายวัน หรือ
หลายสัปดาห์
ช่วงวิกฤตที่สุดหลัง BMT คือ 2-4 สัปดาห์หลังการปลูกถ่ายไขกระดูกเพราะเคมีบำบัดและ/หรือ
รังสีรักษาจำนวนมาก ที่ให้แก่คนไข้ก่อนปลูกถ่ายจะทำลายไขกระดูกของคนไข้เอง จนทำให้ระบบ
ป้องกันภัยและภูมิคุ้มกันของร่างกายพิการไปก่อน ที่ไขกระดูกบริจาคจะเข้าประจำที่แล้วเริ่มทำงาน
แทนไขกระดูกเก่านั้น คนไข้จะติดเชื้อง่ายและเลือดออกง่าย จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหล


กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


ขอบคุณมากค่ะ ได้ความรู้มาก

#1 โดย ไอ
เมื่อ 2012-10-30 22:31:58