เมื่อ “สิงห์” อยากสร้างแบรนด์ในมุมใหม่
โพสเมื่อ 2011-11-25 21:38:59 โดย suanlum
เบียร์สิงห์เป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมากว่า 75 ปี และตลอดเวลาที่ผ่านมาสิงห์มั่นคงใน
Positioning ของแบรนด์ ที่ว่า “เมืองไทยของเรา เบียร์ไทยของเรา” มาอย่างต่อเนื่อง และด้วย
ปัจจัยด้านเวลาที่ยาวนาน บวกกับตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้เบียร์สิงห์กลายเป็นตำนานของ
เบียร์ไทยไปเป็นที่เรียบร้อย ถึงจุดนี้คงไม่ต้องบอกถึงความคุ้นเคยและการจดจำด้านตราสินค้า
ของสิงห์แล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ และอีกหลาย ๆ ประเทศในโลก ต่างมีการจดจำ
ตราและรับรู้ว่า “สิงห์” เป็นเบียร์จากประเทศไทย 
อย่างไรก็ตาม เบียร์เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ต้องเล่นกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ซึ่งมักจะปรับเปลี่ยน
ผันแปรได้ตลอดเวลา และดูเหมือนว่าปัจจัยนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่อยู่ในตลาด
มานาน ซึ่งสิงห์ตระหนักดีถึงจุดนี้ จึงตัดสินใจปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Refresh) เพื่อให้คง
ความเป็นแบรนด์ที่ทันสมัยในสายตาผู้บริโภค และให้เข้ากับการใช้ชีวิตของคนไทยยุคใหม่ได้
โดยมีกำหนดให้ภาพลักษณ์ของสิงห์เป็นเหมือนพี่ชายของกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 35 ปี ส่วนกลุ่ม
ผู้ดื่มที่อายุสูงกว่านั้นสิงห์เปรียบได้กับเพื่อนคนหนึ่งของพวกเขา ซึ่งทั้งสองกลุ่มอยู่ในกลุ่มวัยทำงาน
เป็นวัยที่กำลังมุ่งมั่นกับการสร้างความมั่นคงในชีวิต 
ดังนั้นสิงห์จะต้องแสดงบทบาทของการเป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ดื่มออกมาให้ได้
ซึ่งสิงห์สื่อสารกับผู้กลุ่มเป้าหมายผ่านโฆษณาที่นำเสนอแนวคิดดี ๆ ในการใช้ชีวิต เช่น ภาพยนตร์
โฆษณาที่ชูคอนเซปท์ "คุณภาพสังคม คุณภาพคน" 3 เรื่อง 3 คือ ชุดสมาธิ,ฝึกซ้อม และให้โอกาส

จากความแข็งแกร่งของแบรนด์และความชัดเจนของภาพลักษณ์ของสิงห์ที่มี ได้ถูกนำมาต่อยอด
ด้วยกลยุทธ์ Brand Stretching ซึ่งในครั้งแรกในชื่อของ “เบียร์สิงห์เฮาส์” ร้านอาหารย่านอโศก
และครั้งที่สองจากการเลือกเข้าสู่ธุรกิจแฟชั่นภายใต้แบรนด์ “สิงห์ ไลฟ์ (Singha Life)” เพราะ
ได้มองเห็นโอกาสสำคัญที่ว่า ปัจจุบันชีวิตของผู้บริโภคขาดแฟชั่นไม่ได้ ทั้งเสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้
ที่สำคัญธุรกิจแฟชั่นจะช่วยสร้างแบรนด์สิงห์ให้เป็นที่รู้จักแก่ลูกค้าระดับกลางถึงบนที่เป็นกลุ่มใหม่ ๆ
มากขึ้น ทั้งตลาดในและต่างประเทศ

สิงห์ได้แยกกลุ่มแฟชั่นออกมาทำตลาดในนาม บริษัท สิงห์ เทรนด์ จำกัด โดยมีโจทย์ที่ว่า
ร้านจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง
เสื้อผ้าแบรนด์สิงห์ ไลฟ์ จับกลุ่มเป้าหมายอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยวัตถุประสงค์หลักนั้นต้องการ
ที่จะเปิดทางให้แบรนด์สิงห์ได้เข้าไปใกล้ชิดกับผู้บริโภคในหลายมิติมากขึ้น โดยกลยุทธ์นี้จะเป็น
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยในแง่ของการขยายและกระตุ้นแบรนด์ในรูปแบบใหม่บ้าง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนแบรนด์
สิงห์ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ที่สำคัญการทำเสื้อผ้าแบรนด์สิงห์มีพื้นฐานสำคัญมาจากการที่สิงห์
เป็นแบรน์ที่อยู่กับการใช้ไลฟ์สไตล์มาตลอด และ แฟชั่นก็เป็นส่วนหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คนเช่นกัน

สินค้าแฟชั่นของสิงห์มีการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ซ่อนรายละเอียดที่ดูเท่ห์และเก๋ ได้รับพัฒนา
โดยดีไซเนอร์ไทย ได้แก่ ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟ ชั่นมาอย่างยาวนาน
กับแบรนด์ Fly Now, โกวิทย์ พงษ์พันธ์เดชา เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชาย Krane ที่มีเอกลักษณ์
ในการออกแบบที่โดดเด่น, สุธิดา ทอมป์สัน อดีตนางแบบและดีไซน์เนอร์กระเป๋าแบรนด์
Ann"s Bag และ โรจน์ สังขทรัพย์ อีกหนึ่งในดีไซเนอร์ชั้นนำ ทำให้ผลงานที่ร่วมกันออก แบบ
สามารถดึงเอาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของแบรนด์สิงห์ มาสร้างสรรค์เป็นผลิต ภัณฑ์แฟชั่นที่ครอบ
คลุมตั้งแต่เสื้อผ้า และแอคเซสซอรี่ ในแนว ready-to-wear กึ่งสปอร์ต เป็น Unisex และไม่ได้
จับกลุ่มวัยรุ่นมาก โดยสินค้ากลุ่มแฟชั่นมีครบไลน์สำหรับผู้ชายเป็นหลัก ตั้งแต่เสื้อผ้าลำลอง
ชุดทำงาน อุปกรณ์เสริมต่างๆ เสื้อผ้าภายใต้แบรนด์สิงห์วางจำหน่ายในช็อป Singha Life ชั้น 3
ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์

สิงห์มีรายได้มาจากสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่น ภายใต้แบรนด์ “สิงห์ ไลฟ์” โดยมีรายได้เฉลี่ย 20 ล้านบาท
ต่อปี ทำให้สิงห์เริ่มมีความมั่นใจต่อธุรกิจนี้มากขึ้น จึงมีแนวคิดแตกไลน์สินค้าให้ครอบคลุมทั้ง
เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และวางเป้าหมายสู่โกลบอลแบรนด์ในอนาคตเช่นเดียวกับเบียร์สิงห์
ขณะที่ปี 2554 สิงห์ได้ต่อยอดด้วยกลยุทธ์ Brand Stretching ครั้งที่ 3 ด้วยการขยายเข้าสู่กลุ่ม
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นจากเบียร์ โดยเป็นการต่อยอดทางธุรกิจและสร้าง
มูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเบียร์มากขึ้น นำร่องด้วย แชมพูและสบู่ จากนั้นจะขยายไปสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆ
ซึ่งสิงห์ใช้วิธีจ้างให้บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ผลิต โดยสินค้าวางจำหน่ายในร้านสิงห์ ไลฟ์

สิงห์คาดหวังว่าธุรกิจใหม่จะเติบโตได้ดีอย่างเช่นแบรนด์สิงห์ ไลฟ์ ที่ได้ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง จน
ปัจจุบันสามารถไต่ขึ้นเป็นแบรนด์แฟชั่นขายดีอันดับ 2 ของสยามเซ็นเตอร์ รองจากเกรฮาวด์ได้
ส่งผลต่อกำไรของบริษัทในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก