การดำรงชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม2

  โพสเมื่อ 2009-10-05 22:57:28 โดย vicky6208
 

กระจงควาย  
Greater Mouse Deer  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Tragulus napu 

ลักษณะทั่วไป
จัดเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องกีบคู่ขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายกวาง แต่ทั้งตัวผู้และตัวเมียไม่มีเขา กระจงตัวผู้จะมีเขี้ยวบนยาวเลยริมฝีปากบนลงมา เมื่อโตเต็มวัย สูงประมาณ 30-35 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 3.6-6.0 กิโลกรัม ขนบนตัวสีน้ำตาลออกเทาและมีจุดสีเข้มกว่ากระจายอยู่ทั่วไป ที่ใต้คอและบนหน้าอกมีแถบสีขาวพาดตามยาว 5 เส้น 

ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในพม่า อินโดจีน ไทย แหลมมลายู สุมาตรา และบอร์เนียว
ชอบกินหญ้าอ่อน ผลไม้ป่า ยอดไม้ และใบไม้อ่อน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
ปกติชอบอยู่โดดเดี่ยว นอกจากในฤดูผสมพันธุ์จึงจะอยู่เป็นคู่ เป็นสัตว์ออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนในเวลากลางวันจะหลบพักนอนตามหลืบหิน และโพรงไม้   ฤดูผสมพันธุ์ตกอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม โตเต็มวัยพร้อมจะผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 4-5 เดือน ระยะตั้งท้องนาน 5-6 เดือน หรือ 152-172 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์สงขลา


กวางฟอลโลว์   
Fallow Deer  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Dama dama 

ลักษณะทั่วไป
เป็นกวางขนาดกลางมีกีบคู่ มีกระเพาะ 4 กระเพาะ มีเขาเฉพาะตัวผู้เขาแผ่ออกเป็นแผ่นแบนกว้าง หรือแผ่ออกเป็นรูปฝ่ามือ เมื่ออายุย่างเข้าปีที่ 2 ตัวผู้จึงจะเริ่มมีเขางอกขึ้นมาเป็นกิ่งต่าง ๆ ในปีต่อไป จึงเริ่มแตกกิ่งเพิ่มขึ้น ปีที่ 4 ปลายเขาเริ่มแตกเป็นแผ่นคล้ายเสียม หรือ พลั่วขุดดิน ปี่ที่ 6 - 7 เขาจะแตกแผ่เป็นแผ่นอย่างเต็มที่ จะผลัดเขาในฤดูใบไม้ผลิ ขนสีเทาแกมเหลืองสดในหน้าร้อน มีจุดขาวขนาดใหญ่อยู่กลางหลังและข้างลำตัว มีแถบสีดำทอดยาวจากกลางหลังไปถึงสะโพก ช่วงล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบบางและแนบติดกับลำตัว หน้าหนาวขนจะมีสีน้ำตาลเทา จุดขาวตามลำตัวจะเลือนไปเห็นไม่ชัด และมีขนหยาบกร้านหนากว่าหน้าร้อน 

ถิ่นอาศัย, อาหาร
เป็นสัตว์ดั้งเดิมของประเทศต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ ยุโรปใต้ เอเชียไมเนอร์ และปาเลสไตน์เหนือ ต่อมาได้มีการนำไปเลี้ยงในอังกฤษและอีกหลายประเทศ จัดว่าเป็นสัตว์กึ่งสัตว์บ้าน ที่พบว่าดำรงชีพแบบสัตว์ป่าแท้ๆ มีน้อยมาก ส่วนใหญ่พบได้ตามสวนสัตว์เท่านั้น ในอนาคตจะเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ หญ้าเป็นอาหารหลัก นอกจากนี้ก็กินใบไม้ หน่อพืชอ่อน ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
เป็นสัตว์ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง หน้าร้อนตัวผู้ที่โตเต็มที่จะแยกตัวออกไป ทิ้งให้ตัวเมียและตัวผู้อายุน้อยอยู่รวมกันในฝูง เป็นสัตว์ที่ตาไวมาก หู จมูกก็เฉียบไว ตื่นตัวอยู่เสมอ เมื่อนำมาเลี้ยงจะเชื่อง ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้จะเข้ามาติดพันตัวเมียและมีการต่อสู้กันระหว่างตัวผู้ ลูกออกมา 2 - 3 สัปดาห์แรกจะหลบซ่อนตัวในพงหญ้าที่รกทึบ หลังจากนั้นจะวิ่งตามตัวอื่นในฝูง กวางฟอลโลว์จะเริ่มผสมพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 18 เดือน ตัวเมียที่ตั้งท้องจะแยกตัวออกห่างจากฝูงและจะตั้งท้องอยู่นาน 230 วัน 

สถานที่ชม
สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

ค่างดำ    
Banded Langur  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Presbytis melalophos 

ลักษณะทั่วไป
ค่างดำมีสีเปลี่ยนแปลงได้มาก มีตั้งแต่สีดำจนถึงสีน้ำตาลไหม้จนถึงสีเทาอ่อน และสีน้ำตาลอ่อน และบางครั้งอาจพบค่างดำมีสีออกขาวด้วยก็ได้ สีด้านล่างปกติอ่อนกว่าสีด้านบนเล็กน้อย บางตัวอาจมีสีออกขาวที่หน้าอก ด้านในของขามีสีขาวเห็นเด่นชัด จากโคนขาด้านในขาวมาถึงเข่า และบางตัวอาจขาวเลยมาถึงข้อเท้า ด้านล่างของหางสีอ่อนกว่าด้านบน ริมฝีปากบนและล่างมีขอบขาว แต่วงแหวนขาวรอบตาเห็นไม่เด่นชัดเหมือนอย่างค่างแว่น มีขนแหลมยาวเป็นสันบนหัว และตั้งขึ้นจนดูคล้ายจุก ลูกเกิดใหม่มีสีเข้มที่แนวสันหลังและที่ไหล่ 

ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในพม่า ไทย มาเลเซีย สุมาตรา และ บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีและทางภาคใต้ เคยพบมากที่จังหวัดตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี ชอบกินใบไม้ ผลไม้ และแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
พบตามป่าทั่วไป หรือป่าชายฝั่งทะเล และป่าชายฝั่งที่เป็นที่ลุ่มต่ำ อยู่ตามสวนยางและชอบออกมากินข้าวตามทุ่งนาใกล้ ๆ สวน ค่างดำชอบอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ 5 - 6 ตัว นาน ๆ ถึงจะพบค่างดำอยู่ตัวเดียว ไม่มีรายงานเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของค่างดำ เข้าใจว่าคงเหมือนค่างชนิดอื่น ๆ ทั่วไป

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา



ค่างเทา(ค่างหงอก)  
Silvered Langur  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Presbytis cristatus

ลักษณะทั่วไป
ขนส่วนด้านหลังของลำตัวมีสีเข้มเป็นสีเทาดำ แต่ปลายขนสีขาวจึงทำให้มองดูคล้ายสีเทาเหลือบเงิน ส่วนด้านหน้าของลำตัวคืออก ท้องและขาขนมีสีเทาอ่อน ที่หัวมีขนแหลมตรงกลางพุ่งขึ้น ขนด้านข้างของหน้ายาวพุ่งตรงออกด้านข้าง ใบหน้าและมือเท้าสีเทาดำ ไม่มีวงตาขาว ปากบาง ผิวหนังบางส่วนเช่นโคนขาด้านในด่างขาว ลูกค่างเกิดใหม่จะมีขนสีขาวที่หลังมือ,เท้า และตามร่างกาย น้ำหนักตัวประมาณ 6.8 กิโลกรัม ความยาวลำตัวประมาณ 493-570 มิลลิเมตร หางยาว 725-840 มิลลิเมตร

ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในพม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทยมีตามป่าดงดิบทุกภาคอาหารได้แก่ ใบไม้และตาอ่อนของพืช แมลง
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
อาศัยในป่าทึบและป่าดงดิบทั่วไป ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้สูงๆ อาศัยอยู่เป็นฝูง ๆ ละ 10-40 ตัว ค่างเทาที่อายุมากแล้วมักแยกตัวไปอยู่โดดเดี่ยว ไม่รวมฝูงอยู่ด้วยกัน หากินตอนกลางวัน ส่วนใหญ่หากินบนต้นไม้ มีการใช้เสียงแตกต่างกันหลายระดับในการสื่อความหมาย แม้ว่าค่างเป็นสัตว์สังคมแต่ในฝูงจะมีการจัดลำดับชั้นทางสังคมกันน้อยมาก ค่างเทาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 3-4 ปี ระยะตั้ง ท้องนาน 196 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา


ชะนีมือขาว (ชะนีธรรมดา) 
 Lar Gibbon(White-handed Gibbon) 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hylobates lar

ลักษณะทั่วไป
ชะนีมือขาวมีทั้งสีดำและสีขาว ส่วนหลังมือและหลังเท้าเป็นสีขาวและมีวงขาวรอบใบหน้า ใบหน้าและหูดำ มือยาว รูปร่างเพรียว ไม่มีหาง บางคนเรียกว่า
“ชะนีปักษ์ใต้”
ซึ่งความจริงแล้วก็คือชะนีมือขาวนั่นเอง 

ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในพม่าแถบเทือกเขาตะนาวศรี ไทย ลาวและทางด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำโขงในลาว ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของยูนนาน มาเลเซีย และทางด้านทิศเหนือของเกาะสุมาตราสำหรับประเทศไทยพบได้ทั่วไปยกเว้นจังหวัดจันทบุรี กินผลไม้ ยอดไม้ ไข่นก และแมลงต่าง ๆ
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
ชอบห้อยโหนไปตามกิ่งไม้ ใช้ชีวิตเกือบทั้งวันอยู่บนต้นไม้สูง เวลากินน้ำใช้หลังนิ้วแตะน้ำและยกดูด ชอบร้องและผึ่งแดดเวลาเช้าตรู่บนกิ่งไม้ เวลาอากาศร้อนจัดจะลงมาจากต้นไม้สูงเพื่อหลบแดด เวลาตกใจจะเหวี่ยงตัวโหนไปตามกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว เหยี่ยวและงูเหลือมเป็นศัตรูสำคัญของชะนี
ชะนีผสมพันธุ์ตอนอายุ 7-8 ปี ตั้งท้องประมาณ 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกชะนีจะหย่านมเมื่ออายุ 4-7 เดือน จนอายุ 2 ปีจะแยกไปหากินเอง ชะนีอาจมีอายุยืนถึง 30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา


เนื้อทราย(ตามะแน)  
Hog Deer  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cervus porcinus

ลักษณะทั่วไป
เป็นกวางขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 140-150 เซนติเมตร ขนสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างลำตัวสีจางกว่า มีเขาเฉพาะในตัวผู้ข้างละ 3 กิ่ง ผลัดเขาทุกปี ลูกเกิดใหม่มีลายจุดขาวตามตัวลายจะหายไปเมื่อโตขึ้น นัยน์ตามีน้ำตาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เป็นกวางที่สวยงามมากชนิดหนึ่ง
       
ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในอินเดีย เนปาล พม่า ศรีลังกา ไทย ลาวกัมพูชา เวียดนาม ในไทยพบมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่พบทางภาคใต้กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
มักพบหากินเป็นฝูงตามป่าโปร่งหรือป่าทุ่งหญ้าที่ราบลุ่มริมฝั่งน้ำ ปกติออกหากินในตอนเย็นถึงเช้าตรู่ เป็นสัตว์ที่ระวังภัย ตื่นตัวตลอดเวลา ตัวผู้มักต่อสู้กันอย่างดุร้ายในฤดูผสมพันธุ์ เนื้อทรายเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา


นากเล็กเล็บสั้น   
Oriental Small-clawed Otter  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Aonyx cinerea

ลักษณะทั่วไป
มีขนาดเล็ก ลำตัวอ้วนสั้น แข็งแรง ลำตัวตอนบนสีน้ำตาลเทา ตอนล่างลำตัวสีอ่อนกว่า ใต้คางและคอด้านล่างสีขาวนวล มีเล็บสั้นทื่อโค้งไม่ยื่นออกมาพ้นปลายนิ้ว เยื่อระหว่างนิ้วเท้ามีเล็กน้อย หางแข็ง หูเล็ก ขนสั้นเรียบเป็นมัน 

ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในจีน พม่า อัสสัม เนปาล สิกขิม อินเดีย ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย บอร์เนียว สุมาตรา ชวา ฟิลิปปินส์ อาหารของนากนอกจากปลาแล้วยังกินหอย ปู บางครั้งนากจะขึ้นบกเพื่อหาสัตว์เล็ก ๆ และแมลงกิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
ชอบหากินอยู่ในน้ำ ว่ายน้ำเก่ง ชอบอาศัยอยู่ตามห้วย ลำธาร ในป่าตามบึง หนอง เมื่อว่ายน้ำจะใช้หางโบกขึ้นลงทำให้ตัวเคลื่อนไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว ชอบอยู่รวมเป็นกลุ่ม แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่ นากจะผสมพันธุ์ในน้ำ และออกลูกครั้งละ 2-4 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่


เม่นใหญ่แผงคอยาว   
Malayan Porcupine  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hystrix brachyura
ลักษณะทั่วไป
     มีลำตัวค่อนข้างใหญ่กว่าเม่นชนิดอื่น มีขนบนสันคอเป็นเส้นอ่อน ๆ ตั้งขึ้นดูคล้ายกับแผงคอ ขนตามลำตัวท่อนหน้ามีสีน้ำตาลไหม้เป็นขนค่อนข้างสั้น ส่วนขนตามลำตัวท่อนหลังเป็นขนยาวมีสีขาวและมีวงรอบขนสีดำอยู่กลางขน 
ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบใน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา บอร์เนียว พบในป่าทุกชนิด อาศัยตามโพรงดิน ซอกหินตามป่า  เม่นใหญ่แผงคอยาวกินผัก หญ้า เผือก มัน หน่อไม้ เปลือกไม้บางชนิด ผลไม้ กระดูกสัตว์ และเขาสัตว์

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
สามารถปรับตัวให้อาศัยในหลากหลายสภาพแวดล้อม หากินเวลากลางคืน ในเวลากลางวันจะหลบอยู่ในโพรงดิน เมื่อพบศัตรูจะแสดงอาการขู่ โดยกระทืบเท้า ตั้งขนขึ้นและสั่นหางทำให้เกิดเสียงดัง เม่นไม่สามารถสลัดขนไล่ศัตรูได้ แต่ขนเม่นหลุดง่าย เมื่อศัตรูถูกขนเม่นตำ ขนจึงหลุดติดไปกับศัตรู เม่นใหญ่แผงคอยาวเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 4 เดือน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา


แรดขาว  
White Rhinoceros  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ceratotherium simum

ลักษณะทั่วไป
ถ้าไม่รวมช้างแล้ว แรดขาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบนบกที่ใหญ่ที่สุด ความยาวตั้งแต่หัวถึงโคนหาง 3.6-5 เมตร ไหล่สูง 1.6-2 เมตร น้ำหนักปกติ 2.3-3.6 ตัน ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเทา ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน ยกเว้นขนที่ปลายหูและขนหาง นอหน้ายาว 0.6 เมตร แต่บางตัวอาจยาวกว่า 1.50 เมตร แรดขาวริมฝีปากบนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีติ่งคล้ายงวง หูยาวกว่าแรดดำ และปลายหูแหลม หน้าผากลาดและมนกว่าแรดดำ หัวไหล่นูนเป็นก้อน ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ 

ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบทางใต้ของแอฟริกา ตั้งแต่ซูลูแลนด์ ถึงอุทยานแห่งชาติตรูเกอร์ซึ่งแรดขาวถูกนำไปเลี้ยงไว้ และยังพบได้ใน ซูดานภาคใต้ ยูกันดา และแถบใกล้ ๆ คองโก ประชากรแรดขาวลดจำนวนลงไปอย่างมากเช่นเดียวกับแรดพันธุ์อื่น แม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองดีขึ้นก็ตามกินหญ้าเป็นส่วนใหญ่ และกินพุ่มไม้เตี้ย ๆ มากกว่าใบไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และดุร้ายน้อยกว่าแรดดำ อยู่เป็นคู่หรือครอบครัวเล็ก ๆ 3-4 ตัว บางครั้งพบอยู่หลายครอบครัวหากินอยู่ด้วยกัน บางทีพบถึง ๑๘ ตัว มีตัวผู้คุมฝูงตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียและลูก แรดขาวมีการกระจายถิ่นหากินกว้างขวางกว่าแรดดำ โดยใช้กองอุจจาระและปัสสาวะเป็นการบอกอาณาเขตของมัน ตัวเมียที่มีลูกจะยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้เฉพาะตอนที่เป็นสัดเท่านั้น หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะต่อสู้ไล่ตัวผู้ไปทันที บางครั้งตัวผู้อาจถึงตายได้หรือ บางครั้งลูกที่ติดแม่อาจตาย ในฤดูร้อนชอบหลบร้อนตามร่มไม้หรือแช่ปลัก บางทีแช่ปลักทั้งคืนเพื่อบรรเทาความร้อนและกำจัดเห็บ หน้าหนาวชอบนอนอาบทรายแทนการแช่ปลัก จมูกดีมาก แต่ตาและหูไม่ดี ปกติวิ่งด้วยความเร็วถึง 29กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าตกใจอาจวิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แรดขาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 7-10 ปี ตั้งท้องนาน 18 เดือน (547 วัน) ปกติออกลูกตัวเดียว ซึ่งพออายุ 1 วันก็เดินตามแม่ได้แล้ว พออายุ 1 สัปดาห์เริ่มกินหญ้า ลูกจะอยู่กับแม่จนอายุ 1 ปี ลูกจะมีน้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม ในเวลา 18 เดือน และมีอายุยืน 30-40 ปี

สถานที่ชม
สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา 

 
แพนด้ายักษ์   
Giant panda  
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ailuropoda melanoleuca

ลักษณะทั่วไป
แพนด้ายักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความน่ารักมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก คนส่วนใหญ่คิดว่าแพนด้ายักษ์เป็นสัตว์อ้วนเตี้ยอุ้ยอ้ายแสนน่ารัก แต่ที่จริงแล้วแพนด้ายักษ์ก็เป็นอันตรายเช่นเดียวกับหมีชนิดอื่น ๆ มีรูปร่างคล้ายหมี มีขนสีดำที่บริเวณหู, รอบดวงตา, รอบปากและจมูก, บ่า และขาทั้งสี่ข้าง ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายปกคลุมด้วยขนสีขาว นักวิทยาศาสตร์ไม่ทราบเหตุผลที่แน่นอนว่าทำไมแพนด้ายักษ์จึงมีขนสีขาวดำแปลกประหลาดเช่นนี้ บางคนคิดว่าลักษณะเช่นนี้เป็นประโยชน์ในการพรางตัวบริเวณร่มเงาในสิ่งแวดล้อมที่เป็นหิมะและภูเขา
ขนหนาและปุกปุยของมันช่วยเก็บรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้ดีแม้อากาศจะหนาวจัด แพนด้ายักษ์มีฟันกรามขนาดใหญ่และกระดูกขากรรไกรแข็งแรงที่สามารถบดลำไม้ไผ่ให้แตกได้ แพนด้ายักษ์มีขนาดใกล้เคียงกับหมีดำของอเมริกา เมื่อมันยืนสี่ขาจะมีความสูงจากพื้นถึงหัวไหล่ประมาณ 2-3 ฟุต มีความยาวประมาณ 4-6 ฟุต ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย และอาจมีน้ำหนักมากกว่า 115 กก.สำหรับแพนด้ายักษ์ที่อาศัยในป่า ส่วนตัวเมียส่วนมากจะมีน้ำหนักไม่ถึง 100 กก. 

ถิ่นอาศัย, อาหาร
แพนด้ายักษ์กระจายพันธุ์ในแนวเทือกเขาทางตอนกลางของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในมณฑลเสฉวน, ชานซี และกานสู ในอดีตแพนด้ายักษ์เคยกระจายพันธุ์ลงมาถึงบริเวณที่ราบต่ำ แต่เพราะการตัดไม้ทำลายป่า, การขยายพื้นที่เกษตรกรรม และการพัฒนาพื้นที่ ทำให้ปัจจุบันแพนด้ายักษ์ถูกจำกัดการกระจายพันธุ์ให้เหลือเฉพาะในเทือกเขาเท่านั้น แพนด้ายักษ์อาศัยอยู่ในป่าสนและป่าไม้ใบกว้าง (broadleaf) ที่มีต้นไผ่อยู่หนาแน่นที่ระดับความสูง 5,000-10,000 ฟุต บริเวณนี้มีฝนตกหนัก และหมอกหนาปกคลุมตลอดปี สำหรับประเทศไทยได้มีการค้นพบฟอสซิลของแพนด้าที่จังหวัดลำปาง
    
อาหารส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 99) ของแพนด้ายักษ์ที่อาศัยในป่าธรรมชาติคือไผ่ นอกนั้นก็จะเป็นหญ้าชนิดอื่นๆ อาจพบว่ามันกินสัตว์เล็ก เช่น สัตว์ฟันแทะขนาดเล็กหรือลูกของกวางมัสก์ (Musk Deer) บ้างเป็นครั้งคราว ส่วนอาหารของแพนด้ายักษ์ในสวนสัตว์ได้แก่ ไผ่, อ้อย, ธัญพืช, บิสกิตชนิดพิเศษที่มีเส้นใยสูง, ผลไม้และผัก เช่น แครอท, แอปเปิ้ล และมะเขือเทศ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
โดยปกติแพนด้ายักษ์ที่โตเต็มวัยแล้วจะอยู่เพียงลำพัง แต่ก็มีการติดต่อสื่อสารกับแพนด้ายักษ์ตัวอื่นบ้างเป็นช่วงๆ โดยใช้การสื่อสารด้วยสารเคมีจากต่อมกลิ่น, เสียงร้อง และการพบปะกันบ้างเป็นครั้งคราว แพนด้ายักษ์ในป่าธรรมชาติใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาอาหาร, กินอาหาร และการพักผ่อน มันไม่จำศีล (hybernation) เหมือนหมีชนิดอื่นๆในป่าเขตอบอุ่น ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแพนด้ายักษ์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ตามลำพัง มีการพบปะของตัวเมียและตัวผู้เฉพาะช่วงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น แต่จากการศึกษาในปัจจุบันค้นพบบางสิ่งที่แตกต่างออกไปคือพบว่า แพนด้ายักษ์จะอาศัยเป็นกลุ่มเล็กๆ ในอาณาเขตกว้างใหญ่ และบางครั้งจะมีการพบปะกันบ้างนอกฤดูผสมพันธุ์ ยังคงมีการศึกษาอยู่ต่อไปเกี่ยวกับความลับในการดำรงชีวิตของสัตว์ที่ยากจะเข้าใจชนิดนี้ การค้นพบใหม่ ๆ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ สำหรับเรื่องอายุขัยมีรายงานว่าแพนด้ายักษ์ในกรงเลี้ยงมีอายุประมาณ 35 ปี และพบว่า “ชิงชิง” (Hsing-Hsing) แพนด้ายักษ์ที่อาศัยในสวนสัตว์แห่งชาติตายเมื่อ ค.ศ. 1999 ขณะมีอายุได้ 28 ปี นักวิทยาศาสตร์ไม่ทราบข้อมูลแน่นอนเกี่ยวกับอายุขัยของแพนด้ายักษ์ที่อาศัยในป่าธรรมชาติ ทราบแต่เพียงว่าสั้นกว่าอายุขัยของแพนด้ายักษ์ในกรงเลี้ยง
    
แพนด้ายักษ์มีฤดูผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น เป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียง 2-3 วัน ที่ตัวเมียมีความต้องการจะผสมพันธุ์และสามารถตั้งท้องได้ ในช่วงเวลานั้นจะมีการสื่อสารโดยใช้เสียงร้องและกลิ่นเพื่อดึงดูดให้ตัวเมียและตัวผู้มาพบและผสมพันธุ์กัน แพนด้ายักษ์จะโตเต็มวัยพร้อมจะผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 4-8 ปี ตัวเมียจะตั้งท้องประมาณ 95-160 วัน อาจจะตกลูกได้ครั้งละ 2 ตัว แต่โดยปกติจะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต ลูกแพนด้ายักษ์จะอยู่กับแม่ไปจนกระทั่งอายุประมาณ 1.5 - 3 ปี แล้วจึงแยกตัวออกไป ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่แพนด้ายักษ์ตัวเมียจะสามารถมีลูกได้ก็คือทุก 2-3 ปี ดังนั้นตลอดชีวิตของมันก็อาจประสบความสำเร็จในการตกลูกได้เพียง 5-8 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
มีประชากรแพนด้ายักษ์หลงเหลือในป่าธรรมชาติประมาณ 1,000 ตัว และมีประชากรในกรงเลี้ยงตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงอื่น ๆ อีกประมาณ 140 ตัว ซึ่งส่วนมากอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แพนด้ายักษ์จัดเป็นสัตว์ที่อยู่ในภาวะวิกฤติเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่

สถานที่ชม
สวนสัตว์เชียงใหม่


ที่มา : องค์การสวนสัตว์ในราชูปถัมป์



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


อยากให้ละเอียดกว่านี้

#28 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:58:34

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#27 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:58:32

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#26 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:58:27

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#25 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:58:19

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#24 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:58:12

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#23 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:58:07

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#22 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:58:02

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#21 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:55

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#20 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:53

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#19 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:49

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#18 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:36

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#17 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:34

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#16 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:31

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#15 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:21

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#14 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:15

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#13 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:07

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#12 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:57:04

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#11 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:56:58

อยากให้ละเอียดกว่านี้

#10 โดย มุก
เมื่อ 2012-12-10 13:56:47

oK

#9 โดย ดาว
เมื่อ 2010-08-08 10:48:09

oK

#8 โดย ดาว
เมื่อ 2010-08-08 10:48:08

oK

#7 โดย ดาว
เมื่อ 2010-08-08 10:48:08

oK

#6 โดย ดาว
เมื่อ 2010-08-08 10:48:07

oK

#5 โดย ดาว
เมื่อ 2010-08-08 10:48:05

(*_*ก็ok)

#4 โดย aoy
เมื่อ 2010-07-13 17:42:18

ดี...เหมือนกัน

#3 โดย an
เมื่อ 2010-07-13 17:36:22

ดีจร้า

-ก็ดี*_*

แหะๆๆๆ

#2 โดย can
เมื่อ 2010-07-13 17:34:10

DDDจร้า

ก็ดีน่ะที่มีบอก *_* เพราะคนที่ไม่รู้จืงจะได้รู้

555+++...

#1 โดย วราพร
เมื่อ 2010-07-13 17:30:55