วงจรชีวิตสัตว์

  โพสเมื่อ 2009-10-05 22:57:28 โดย vicky6208

ชีวิตสัตว์
เซลล์สัตว์ก็เช่นเดียวกับเซลล์พืช คือจะประกอบด้วยส่วนที่เป็นนิวเครียสและส่วนไซโตพลาสซึม แต่ในไซโทพลาสซึมของเซลล์สัตว์ไม่มีคลอโรพลาสต์ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สัตว์สร้างอาหารเองไม่ได้ นอกจากนี้เซลล์สัตว์ยังต่าง จากเซลล์พืชอีกประการคือ เซลล์สัตว์ไม่มีผนังเซลล์จึงมีแต่เยื่อหุ้มเซลล์ ล้อมรอบไซโทพลาสซึมเท่านั้น เซลล์สัตว์ก็เช่นเดียวกับเซลลืพืชคือจะมีขนาดเล้กและมีรูปร่างเซลล์ที่แตกต่างกัน ตามแต่ชนิดและหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อและ เซลล์ประสาท มีลักษณะเป็นเส้นยาว เซลล์เม็ดเลือดแดงของกบมีลักษณะรีเป็นรูปไข่มีนิวเครียสใหญ่อยู่ตรงกลาง ต่างจากเซลล์เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีลักษณะกลมและไม่มีนิวเครียส
5.1การเจริญเติบโตของสัตว์
ในขณะเจริญเติบโต สัตว์บางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นระยะๆ ตั้งแต่เป็นตัวอ่อน จนถึงระยะที่เติบโตเต็มที่จึงจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ แต่สัตว์บางชนิดจะมีรุปร่างเหมือนพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิดเลย เพียงแต่ขนาดยังเล็กเท่านั้น
จากรูปวัฎจัรกชีวิตของยุง นักเรียนจะเห็นว่าในระหว่างที่มีการเจริญเติบโต ไข่ยุง จะฟักออกเป็นตัวเรียกว่า ลูกน้ำ ซึ่งจะมีขนาดโตขึ้นๆเมื่อโตเต็มที่ก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปเป็น ตัวโม่ง และเมื่อมีการเจริญเติบโตเต็มที่ ตัวโม่งก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปเป็น ยุง เรียกว่า ตัวเต็มวัย พร้อมที่จะทำหน้าที่สืบพันธุ์ต่อไป
สัตว์จำพวกแมลงมักมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะตั้งแต่ออกจากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย แมลงบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงขณะเจริญเติบโต 4 ขั้น คือ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย เช่น ยุง ผีเสื้อต่างๆ ผึ้ง และแมลงวัน
แมลงบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลง 3 ขั้น คือจากไข่เป็นตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายพ่อแม่ แต่อวัยวะบางอย่าง เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่เจริญเต็มที่ เช่น ต๊กแตน แมลงสาบ แมลงบางชนิดไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นขั้นๆ เมื่อฟักออกจากไข่แล้วจะมีรุปร่างเหมือนตัวเต็มวัยทุกประการ แต่มีขนาดเล็กกว่า เช่น ตัวสามง่าม แมลงหางดีด
แมลงหลายชนิดมีโทษ เช่น ยุง เป็นพาหะของโรคได้หลายชนิด เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง แมลงวันนำอหิวาตกโรค แมลงสาบเป็นพาหะโรคทางเดินอาหาร แต่แมลงหลายชนิดมีประโยชน์เช่นกัน เช่น ผี้เสื้อไหมเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ เราได้ประโยชน์จากไหมในระยะที่ยังเป็นดักแด้ โดยนำเส้นใยจากรังไหม ที่หุ้มตัวดักแด้มาทอเป็นผ้าไหม แล้วส่งเป็นสินค้าออก
ผีเสื้อไหมมีการเปลี่ยนแปลงขณะเจริญเติบโตเป็น 4 ขั้นคือจากไข่เจริญไปเป็นตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ที่เรียกว่า ผีเสื้อไหม เมื่อผีเสื้อผสมพันธุ์แล้ว จะวางไข่ภายใน 1-2 วันโดยจะออกไข่ได้ 400-600 ฟอง
หลังจากวางไข่ประมาณ 10 วันไข่จะฟักเป็นตัวหนอนเรียกว่า ตัวไหม หรือ หนอนไหม ทันที่ที่ฟักออกจากไข่หนอนไหมจะเริ่มกินอาหารคือใบหม่อน ระยะที่เป็นตัวหนอนจะมีการเจริญเติบโตเป็น 5 ระยะ แต่ละระยะจะมีการลอกคราบเพื่อขยายขนาด การลอกคราบใช้เวลาครั้งล่ะ 24 ชม. ปกติหนอนไหมจะกินอาหารตลอดเวลา ยกเว้นตอนลอกคราบ ขั้นที่เป็นตัวหนอนนี้จะนานกว่าขั้นอื่นๆคือใช้เวลา 20-25 วัน
ตัวหนอนระยะสุดท้ายจะมีขนาดใหญ่ที่สุด ผู้เลี้ยงจะแยกหนอนไหมระยะนี้ออกไปใส่กระด้งหลายๆใบ และต้องให้อาหารมากกว่าระยะแรกๆ เมื่อหนอนไหมระยะนี้เติบโตเต็มที่จะเริ่มชักใยพันรอบๆตัวโดยไม่ขาดสาย ซึ่งจะเสร็จเป็นรังไม่ภายใน 2-4 วัน แล้วหนอนไหมก็จะเปลี่ยนเป็นตัวดักแด้อยู่ภายในรังไหม ขณะที่เป็นดักแด้ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนเป็นตัวผีเสื้อไหม ซึ่งใช้เวลา 10-12 วัน จากนั้นผีเสื้อไหมจึงเจาะรังไหมออกมา แล้วผสมพันธุ์ออกไข่ภายใน 1-2 วัน หลังจากนั้นจะมีอายุต่อไปเพียง 2-3 วัน ก็จะตาย ตัวไหมตั้งแต่ระยะที่เข้าดักแด้จนเป็นผีเสื้อไหมจะไม่กินอาหารเลย
ในการเลี้ยงไหมเพื่อเก็บรังไหม ผู้เลี้ยงนิยมให้ตัวไหมชักไยในกระด้งที่มีลักษณะเป็นช่องๆที่เรียกว่า จ่อ ผู้เลี้ยงจะวางไหมที่โตเต็มที่แล้วลงในช่องเพื่อให้ชักไยได้ดีเมื่อตัวไหมชักไยไปได้ 5-7 วัน ก็เก็บรังไหมได้ โดยนำรังไหมไปผึ่งแดดหรืออบด้วยความร้อนให้ดักแด้ในรังไหมตายแล้วจึงนำไปสาวไหมต่อไป
การสาวไหมเป็นการดึงเส้นไหมออกจากรังไหมซึ่งมีวิธีการต่างๆกัน ตามชนบทมักใช้วิธีการง่ายๆโดยการต้มน้ำให้ร้อนประมาณ 80 องศา แล้วใส่รังไหมลงไปใช้ไม้พายเล็กๆกดรังไหมให้จมน้ำ เมื่อรังไหมลอยขึ้นมาจึงค่อยๆดึงไยไหมออกมาเป็นเส้นสาวเข้าไปขดไว้ในกระบุง ทำเช่นนี้ทีละรังจนได้เส้นไหมจำนวนมาก แล้วจึงนำเส้นไหมที่ได้มากรอแล้วปั่นเพื่อให้เส้นไหมแน่นยิ่งขึ้น แล้วจึงนำไปย้อมและทอเป็นผืนต่อไป
รังไหมรังหนึ่งจะให้ไยประมาณ 350-600 เมตร ใยไหมจะมีสีขาวหรือสีเหลืองแล้วแต่พันธุ์ไหม ไหมของไทยจะมีสีเหลืองทอง ของญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกามีสีขาวและขนาดรังใหญ่กว่าของไทย
5.2 การสืบพันธุ์ของสัตว์
5.2.1 การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์คือจะต้องมีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์ของเพศผู้ที่เรียกว่า ตัวอสุจิ และเซลล์สืบพันธุ์ของเพศเมียที่เรียกว่า ไข่
เมื่อสัตว์โตเต็มที่และพร้อมที่จะสืบพันธุ์แล้ว เพศเมียจะสร้างไข่ และเพศผู้จะสร้างอสุจิ ไข่และตัวอสุจิของสัตวืแต่ละชนิดจะมีขนาดและจำนวนต่างๆกันไป โดยทั่วไปไข่จะมีลักษณะกลมหรือรี เคลื่อนที่ไม่ได้ และมักมีอาหารสะสมอยู่เพื่อไว้เลี้ยงตัวอ่อนที่อยู่ภายใน เช่น ไข่แดงของไข่ไก่ ไข่เป็ด นอกจากนี้ยังมีสิ่งห่อหุ้มเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นวุ้น เช่น ไข่กบ หรือมีลักษณะเป็นเยื่อเหนียว เช่น ไข่เต่าทะเล บางชนิดมีเปลือกแข็งหุ้ม เช่น ไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่จระเข้
สำหรับตัวอสุจิจะมีขนาดเล็กกว่าไข่มาก และมักมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และจะเคลื่อนที่ได้เร็วเพราะมีส่วนหางช่วยในการเคลื่อนที่เพื่อสะดวกในการเข้าผสมกับไข่ เมื่อตัวอสุจิผสมกับไข่จะเกิดการ ปฏิสนธิ ขึ้น ถ้าตัวอสุจิจากสัตว์เพศผู้เข้าผสมกับไข่ซึ่งยังอยู่ในตัวของสัตว์เพศเมีย เราเรียกการปฏิสนธิแบบนี้ว่า การปฏิสนธิภายใน แต่ถ้ามีการผสมระหว่างไข่และตัวอสุจิภายนอกตัวขอวสัตว์เพสเมีย เราเรียกว่า การปฏิสนธิภายใน ปัจจุบันการเลี้ยงปลากัดเป็นที่นิยมมากขึ้น ศึกษาได้จาก กิจกรรม 5.2 การสืบพันธุ์ของปลากัด
จากกิจกรรมจะเห็นว่าเมื่อปลาตัวเมียท้องโตขึ้นเรื่อยๆจนท้องแก่เต็มที่ เมื่อนำมาไว้รวมกับปลาตัวผู้ ปลาทั้งสองเพศจะไม่กัดกัน ตัวผู้จะทำหวอดไว้ตามขอบตู้ปลาและตามพืชน้ำที่ใส่ไว้ จากนั้นจะไล่รัดตัวเมีย เมื่อปลากัดตัวเมียถูกตัวผู้รัดจะปล่อยไข่ออกมา ตัวผู้จะปล่อยอสุจิออกมาด้วย จากนั้นจะคลายการรัดแล้วจึงเริ่มรัดใหม่ ดังนั้นไข่ที่ออกมาจึงออกมาเป็นชุดๆจนหมด ขณะที่ตัวเมียออกไข่แต่ละชุด ตัวผู้จะรีบเข้าไปอมไข่นำไปคายใส่ไว้ในหลอด เมื่อตัวเมียออกไข่หมดแล้ว จะสังเกตจากตัวผู้เริ่มหวงไข่ และเริ่มไล่กัดตัวเมีย ให้แยกตัวเมียออกไปเลี้ยงที่ภาชนะอื่น ไม่เช่นนั้นตัวเมียจะกินไข่หมด ตัวผู้จะเฝ้าดูแลไข่จนฟักเป็นลุกปลาตัวเล็กๆ จึงแยกตัวผู้ออก ไม่เช่นนั้นตัวผู้จะกินลูกปลาหมด
การปฏิสนธิภายนอกนั้นต้องอาศัยน้ำเป็นตัวกลางให้ตัวอสุจิเคลื่อนที่เข้าไปผสมกับไข่ได้และการปฏิสนธิแบบนี้ต้องอาศัยการบังเอิญ ดังนั้นแม้ว่าปลาที่มีการปฏิสนธิภายนอกจะวางไข่จำนวนมาก แต่ก็มีไข่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับการผสม
ปลาบางชนิดออกลูกเป็นตัว เช่น ปลาเข็ม ปลาหางนกยูง ปลาฉลาม ซึ่งจะเป็นการปฏิสนธิภายใน โดยปลาตัวผู้จะปล่อยอสุจิเข้าไปในร่างกายของปลาตัวเมียที่มีไข่สุกอยู่ภายในร่างกาย ตัวอสุจิจะเข้าผสมกับไข่ เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้วจะเจริญเติบโตเป็นลูกปลาต่อไปจนครบกำหนดคลอด สัตว์ที่วางไข่บนบกทุกชนิด และสัตว์ที่ออกลุกเป็นตัวมีการปฏิสนธิภายในทั้งสิ้น หลังจากมีการปฏิสนธิสัตว์บางชนิดจะวางไข่ซึ่งมีเปลือกหุ้มไว้ในที่ที่เหมาะสม เพื่อให้ไข่ได้รับการผสมและเจริญเติบโตเป็นตัวต่อไป ส่วนสัตว์ที่ออกลุกเป็นตัว เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้ว ก็ยังจะเจริญเติบโตอยู่ในตัวแม่ต่อไป จนถึงกำหนดคลอดจึงคลอดออกมาเป็นลุกสัตว์และเติบโตต่อไป ระยะเวลาของการเจริญเติบโตของสัตว์แต่ละชนิดจะแตกต่างกัน
5.2.2 การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ศึกษาได้จากกิจกรรม 5.3 การแตกหน่อของไฮดรา
จากกิจกรรมไฮดราเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร อาศัยอยู่ตามบ่อน้ำที่ใสสะอาดและมีพืชน้ำขึ้นอยู่ มักเกาะอยู่กับพืชน้ำ ไฮดราจะสืบพันธุ์โดยการแตกหน่อ ไฮดราที่เติบโตเต็มที่แล้วจะมีการแตกหน่อโดยเนื้อเยื่อข้างลำตัวจะแยกออกมา แล้วเจริญเติบโตเป็นไฮดราตัวเล็กๆเกิดมีปากมีหนวดขึ้น หลังจากติดอยู่กับตัวเดิมระยะหนึ่งก็จะหลุดออกเป็นอิสระ และเมื่อเติบโตเต็มที่แล้วก็จะสืบพันธุ์โดยการแตกหน่อเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีแมลงบางจำพวกที่สืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศเช่นเดียวกับไฮดรา เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ เพลี้ย ไรน้ำ ตัวเมียสามารถผลิตไข่ที่ฟักเป็นตัวได้โดยไม่ต้องมีการปฏิสนธิ ในสภาวะปกติสัตว์ดังกล่าวไข่ที่ฟักมาจะเป็นตัวเมียเสมอ ยกเว้นสภาวะไม่เหมาะสมไข่จะฟักออกมาทั้งตัวผู้และตัวเมีย จากนั้นก็จะผสมพันธุ์กัน แล้วตัวเมียจะให้ไข่ที่มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง หนาวเย็น หรือขาดแคลนอาหารได้ดี
นอกจากนั้นยังเกิดในพวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและไม่ได้ถูกจัดเป็นพืชหรือสัตว์ด้วย โดยจะเกิดจากการแบ่งตัวจาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์โดยที่นิวเครียสจะแบ่งตัวก่อนแล้วไซโทพลาสซึมจะแบ่งตัวตามได้เป็นตัวใหม่ 2 ตัว เราเรียกการสืบพันธุ์แบบนี้ว่า การแบ่งตัวออกเป็นสอง จะทำให้ได้จำนวนสิ่งมีชีวิตที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ถ้ามีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น พวกอะมีบา พารามีเซียม
5.2.3 การผสมเทียม
อาศัยหลักการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์ตัวผู้และตัวเมีย โดยไม่รอการผสมตามธรรมชาติ หากแต่ใช้วิธีรีดน้ำเชื้อจากตัวผู้แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ตัวเมียในช่วงเวลาที่ เป็นสัด คือระยะที่ไข่สุก ตัวอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ทำให้เกิดการปฏิสนธิ สัตว์ตัวเมียก็จะตั้งท้อง หลักการผสมเทียมมีดังนี้
1.การรีดเก็บน้ำเชื้อ ทำได้โดยใช้เครื่องมือช่วยกระตุ้นให้ตัวผู้หลั่งน้ำเชื้ออกมา โดยต้องพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของตัวผู้ด้วย และต้องฝึกให้พ่อพันธุ์เชื่อต่อการรีดเชื้อด้วยเช่นกัน
2.การตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ เพื่อตรวจหาปริมาณของตัวอสุจิและการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศ์
3.การละลายน้ำเชื้อ เป็นการเติมน้ำยาเลี้ยงเชื้อลงในน้ำเชื้อ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเชื้อให้เพียงพอ
4.การเก็บรักษาน้ำเชื้อ มี 2 แบบคือ น้ำเชื้อสด หมายถึงน้ำเชื้อที่ละลายแล้ว และเก็บไว้ที่อุญหภูมิ 4-5 องศา จะอยู่ได้นานเป็นเดือน แต่ถ้าเก็บที่ อุณหภูมิ 15-20 องศา จะเก็บได้นานประมาณ 4 วัน อีกชนิดคือ ส่วนน้ำเชื้อแช่แข็ง หมายถึงน้ำเชื้อที่นำไปทำให้เย็นจนแข็งแล้วนำไปเก็บไว้ในไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -196 องศา สามารถ เก็บได้นานเป็นปี
5.การฉีดน้ำเชื้อ สัตว์ตัวเมียที่ได้รับการคัดเลือกต้องอยู่ในวัยที่ผสมพันธุ์ได้ การฉีดน้ำเชื้อต้องฉีดในระยะที่ตัวเมียเป็นสัด ซึ่งเป็นระยะไข่สุก สังเกตได้โดย สัตว์จะเบื่ออาหาร กระวนกระวาย ร้องบ่อย มีน้ำเมือกไหลที่อวัยวะสืบพันธุ์ และไล่ขี่ตัวอื่น
การผสมเทียมในประเทสไทยเริ่มตั้งปต่ปี พ.ศ. 2499 โดยกองผสมเทียม กรมปศุสัตว์ ได้สั่งซื้อพ่อพันธุ์โคนม โคเนื้อ และสุกรจากต่างประเทศ เพื่อนำมารีดเก็บน้ำเชื้อแล้วส่งไปให้สถานีผสมเทียมทั่วประเทศ ปัจจุบันสถานีผสมเทียม โค กระบือ สุกร มีอยู่ตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 465 หน่วย
นอกจากนั้นยังสามารถผสมเทียมปลาได้อีกเช่นกัน โดยการคัดเลือกปลาที่จะใช้เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ และต้องอยู่ในวัยผสมพันธุ์ เพื่อเร่งให้แม่ปลามีไข่สุกเร็วขึ้น โดยการฉีดฮอร์โมนที่ได้จากการบดต่อมใต้สมองของปลาพันธุ์เดียวกัน เพศใดก้ได้ มาบดให้ละเอียด แล้วผสมน้ำกลั่นฉีดเข้าที่บริเวณเส้นข้างตัวของแม่ปลา
หลังจากนั้นประมาณ 5-12 ชม. นำพ่อปลา และแม่ปลาที่เลือกไว้มารีดน้ำเชื้อใส่อ่างพลาสติกใช้ขนไก่คนเบาๆเพื่อให้ผสมกัน แล้วใส่น้ำให้ท่วมทิ้งไว้ 1-2 นาที จึงถ่ายน้ำทิ้ง 1-2 ครั้ง แล้วจึงนำไปไว้ที่พัก ซึ่งต้องมีน้ำไหลตลอดเวลาเพื่อป้องกันการทับถมของไข่ ไข่ปลาที่ได้รับการผสมจะฟักเป็นตัวต่อไป
การถ่ายฝากตัวอ่อน มีหลักการคือ เอาตัวอ่อนที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างไข่ของสัตว์แม่พันธุ์ และเชื้อตัวผู้ของพ่อพันธุ์ที่คัดเลืกไว้ ซึ่งล้างเก็บออกมาจากมดลูกของแม่ แล้วนำไปฝากใส่ไว้ให้เติบโตในมดลูก ของตัวเมียอีกตัวหนึ่ง จนกระทั่งคลอด ถ้าเป็นโค กระบือ โดยปกติตัวเมียจะตกไข่ครั้งละ 1ใบ ดังนั้นจึงต้องมีการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้รังไข่สร้างไข่ได้มากกว่าปกติ เพื่อจะได้ผสมได้ตัวอ่อนหลายตัวในคราวเดียวกัน แล้วจึงเก็บเอาตัวอ่อนออกมาจากมดลูกของแม่พันธุ์ที่เรียกว่า ตัวให้ ก่อนที่ตัวอ่อนจะฝังกับผนังมดลุกเพื่อเติบโต ต่อจากนั้นจึงนำตัวอ่อนไปฉีดเข้าในมดลุกของแม่พันธุ์ตัวอื่นที่เรียกว่า ตัวรับ ได้อีกหลายๆตัว ขั้นตอนนี้เรียกว่า การถ่ายฝาก ในขั้นตอนการถ่ายฝากนี้ตัวรับจะต้องมีสภาพมดลูกที่พร้อมที่จะรับการ ฝังตัวของตัวอ่อนได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ฮอร์โมนอีกชนิด ฉีดเข้าไปในตัวรับก่อน เพื่อเตรียมสภาพมดลูกให้พร้อม



กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความเห็นในชื่อของคุณ
 
สมาชิก     รหัสผ่าน   

ความเห็น

 


 


สนุกมากค่ะ เยอะมาก

#23 โดย 52756
เมื่อ 2013-08-05 19:22:06

5555

#22 โดย 52756
เมื่อ 2013-08-05 19:20:15

ไม่ได้รับประโยชน์จากเว็บนี้เลย

#21 โดย someone
เมื่อ 2012-02-11 20:49:33

lovetpn

#20 โดย hdflan;ojudahg
เมื่อ 2011-08-18 13:24:15

เนื้อเยอะ อ่านม่อรู้เรื่อง ภาษไม่ได้ ไปฝึกมาใหม่ไปๆ ชิ่วๆๆ

#18 โดย สบาย
เมื่อ 2011-03-15 10:02:29

ดีมากครับ .....123

#17 โดย 123456
เมื่อ 2011-02-13 11:54:26

เนื้อหาดีมากค่ะ มีความรู้มากขึ้น
ต้องขอขอบคุณมากค่ะ ที่มีแนวทางให้

#16 โดย sirawan
เมื่อ 2010-12-19 12:33:06

ดี

#15 โดย แพ****
เมื่อ 2010-12-13 17:19:16

อด้ดที้ร้ทีแมทเ อิทดานดิดทด่
กดี้กด้รกดื้
กดเกด้
กด้กด
แห้
ด้ารส
พั่
ฃะ

รสี

#14 โดย เพิลง
เมื่อ 2010-11-23 09:55:28

เนื้อหาก้อ D นะคะแต่เนื้อหาแยะปายหน่อย

#13 โดย สมรักษ์
เมื่อ 2010-11-02 09:11:15

ร๊ากเขาจิงอ๊ะเป่า ก้อปายบอกเขาว่าราวร๊ากเขามากๆๆๆๆๆๆๆ

#12 โดย มินท์
เมื่อ 2010-11-02 09:08:42

ดีค่ะ แต่เนื้อหาแยะไป

#11 โดย ปิยะวัขร รัตนแสนว
เมื่อ 2010-11-02 09:07:56

ชื่อ นิ้งค่ะ อืมนิ้งก้อแค่อยากจะบอกว่า รักเชี่วยมากเลยน้าคร้า นิ้งนกเป้า รัก เชี่ยวนกเป้า

#10 โดย โอเว้น สีเสิม
เมื่อ 2010-11-02 08:55:11

outgrdgtrrrtryu

#9 โดย fhret u
เมื่อ 2010-09-05 19:36:01

น่าสนใจมากๆ ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหา

#8 โดย คุกกี้
เมื่อ 2010-09-04 10:24:25

ควาย...ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

#7 โดย ควาย
เมื่อ 2010-08-16 13:45:47

gvhjghjdghtd

#6 โดย dfdfgfdx
เมื่อ 2010-07-28 11:07:09

เยอะเกินปาย

เกียจอ่านจิงงง

ม่ายน่าสนจัยว่ะ

หัดทำใหม่นะ

น้องงง

จำกูด้ายป่าวว่ะ

งง+อ่ะดิ

5+++++5

#3 โดย กูเองว่ะ
เมื่อ 2010-06-23 16:51:01

เกลียดอ่านว่ะ

ม่ายรู้เรื่องจริ

งง+งงงงง
++5++

#2 โดย นู๋_มด
เมื่อ 2010-06-23 16:48:09

ไม่รรู้เลยอ่ะคับ

#1 โดย ดั่น
เมื่อ 2010-06-22 08:34:16